ฟังประธานแบงค์ ING เบลเยียมวิเคราะห์วิกฤติยูโรโซน

ประธานธนาคาร ING เบลเยียม ชี้ วิกฤติยูโรโซน เป็นวิกฤติที่เกิดจากภาคธนาคาร
โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยูโรโซนขอบนอก สาเหตุหลักมี อาทิ
การมีอัตราดอกเบี้ยเดียวกันทั้งสหภาพการเงินทำให้อัตรดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศ
ขอบนอกลดต่ำลงและกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมเงินเกินกำลัง    การขาดการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจการเงินเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทำให้เกิดการขาดดุลสะสม    และแม้รัฐบาลเยอรมนีจะกดดันกรีซด้วยมาตรการรัดเข็มขัด แต่ก็คงไม่ถึงขั้นต้องออกจากยูโรโซน เพราะอาจเกิด bank run ในยูโรโซนได้    ปัญหาวิกฤติยูโรโซนครั้งนี้อาจต้องใช้เวลาถึง 5 ปีหรืออาจนานกว่านั้นกว่าจะคลี่คลาย        

ด้วยเมื่อ 4 ก.ย. 55  เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป นายอภิชาติ ชินวรรโณ
ได้เป็นเจ้าภาพจัด Working Lunch ระหว่างสมาชิกคณะทำงานอาเซียน-บรัสเซลส์
(ASEAN-Brussels Committee-ABC) กับนาย Eric Boyer de la Giroday

                    ประธานกรรมการบริหารธนาคาร ING Belgium และนาย Peter
Vanden Houte หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคาร ING Belgium สรุปสาระสำคัญได้
ดังนี้

                    1.    บ่อเกิดแห่งวิกฤติยูโรโซน – ฝ่าย ING Bank
เห็นว่า วิกฤติยูโรโซนครั้งนี้เป็น “Banking Sector Crisis”
โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยูโรโซนขอบนอก (Eurozone Periphery–EZP) ได้แก่
โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซและสเปน (PIIGS)
และเริ่มสั่งสมเรื่อยมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพ
เศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union – EMU)
เนื่องจากการเข้าเป็นสมาชิก EMU
ซึ่งหมายถึงการยอมรับนโยบายการเงินรวมทั้งดอกเบี้ยร่วมกัน
ได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมทั้งสำหรับภาครัฐและเอกชนในประเทศ EZP
ปรับลดต่ำลงมาก  สภาวการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนในกลุ่มประเทศ
EZP โดยเฉพาะสเปนมีความรู้สึกว่า “Money and loan is Cheap and Easy”
และกระตุ้นการกู้ยืมจนมีหนี้สินล้นตัว นอกจากนี้ หลายๆ ประเทศ เช่น สเปน
ฯลฯ ได้นำเงินกู้ไปลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์จนก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่
สินค้าล้นตลาด และขาดทุนจนไม่สามารถจ่ายคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในที่สุด  ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ กลุ่มประเทศ EZP
ขาดการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจการเงินเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ
ในการแข่งขันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในตลาดแรงงานและระบบสวัสดิการสังคม  เปรียบเทียบกับประเทศยุโรปอื่นๆ
ที่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเงินและตลาดแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง เช่น
เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ  จนทำให้กลุ่มประเทศ EZP
ขาดดุลทางการค้าสั่งสมเรื่อยมา

                    2.    แนวทางในการกอบกู้วิกฤติ – ING Bank มองว่า
การแก้ไขปัญหาครั้งนี้จำเป็นต้องมีระบบควบคุมแบบบูรณาการจากส่วนกลาง
(Central Integrated Supervisory System) ที่เข้มแข็ง
เพื่อดูแลให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนและสอดคล้องซึ่งกันและ
กันทั่วทั้งเขตยูโรโซน
รวมทั้งเพื่อตัดวงจรอุบาทว์ระหว่างปัญหาเรื่องภาวะหนี้สิน
ความอ่อนแอของภาคธนาคารและสถาบันการเงิน
และการขาดปัจจัยช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี
มีความวิตกกังวลเป็นพิเศษด้วยว่า
ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาอาจต้องสะดุดลงเพราะปัจจัยทางการเมือง
โดยเฉพาะในบริบทที่ปัจจุบันมีแนวคิดสุดขั้วระหว่าง 2 แนวทาง กล่าวคือ (ก)
ให้ขับประเทศที่มีปัญหา เช่น กรีซ ฯลฯ ออกจากยูโรโซน หรือ “Grexit” หรือ
(ข)
ให้เดินหน้ากระชับกระบวนการบูรณาการโดยให้ผ่องถ่ายเพิ่มเติมอธิปไตยเชิง
นโยบายด้านการคลังและการกำหนดงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ส่วนกลาง
รวมทั้งการจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อกำกับดูแลภาคการเงินการธนาคารทั่วทั้งเขต
ยูโรโซน เช่น สหภาพธนาคาร ฯลฯ ด้วย
แต่ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญในเรื่องการจัดตั้งสหภาพธนาคาร โดยเฉพาะการมี
“Single Banking Supervisory Body”
ในชั้นนี้คือยังถกเถียงกันอยู่ว่าจะให้มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะธนาคารใหญ่หรือ
ทุกธนาคารในเขตยูโร เนื่องจากในบางประเทศ เช่น เยอรมนี
มีธนาคารขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมากและไม่เต็มใจที่จะมอบอำนาจให้กลไกดังกล่าว
เข้ามากำกับ

                     3.    ความเป็นไปได้ที่กรีซจะออกจากเขตยูโรโซน หรือ “Grexit” – ฝ่าย ING Bank เห็นว่า การที่กรีซ
จะออกหรืออยู่ในเขตยูโรโซนมิใช่ปัญหาใหญ่
และไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างเพราะเศรษฐกิจกรีซเล็กมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจเขตยูโรโซนทั้งหมด รวมทั้งธนาคารสำคัญๆ
ของเศรษฐกิจใหญ่ๆ ในยูโรโซน เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ
ได้มีการดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วเพื่อลด “Exposure”  ในประเทศกลุ่ม EZP
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่เป็นที่กังวลของประเทศหลักในยูโรโซน เช่น เยอรมนี
ฯลฯ คือด้าน “จิตวิทยา” มากกว่า เพราะหากปล่อยให้กรีซออกจากยูโรโซนจริงๆ
ตลาดก็อาจคิดว่า สิ่งนี้ก็สามารถจะเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ในเขต  ยูโรที่ประสบปัญหาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สเปนและอิตาลี
ประชาชนและนักลงทุนก็จะขาดความเชื่อมั่นและพากันถอนเงินออกจากระบบซึ่งย่อม
มีผลกระทบทำให้เขตยูโรล่มสลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  ดังนั้น
จึงอาจเป็นไปได้ว่า แม้ว่าเยอรมนีจะมีท่าทีกดดันกรีซอย่างมากให้ใช้
“austerity measures” และแม้ผลการสำรวจความเห็นโดย Pew Research Centre
เมื่อเดือน พ.ค. 2555 จะแสดงว่า ร้อยละ 48
ของคนเยอรมนีไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเยอรมนีให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ประสบ
ปัญหาวิกฤติ เช่น กรีซ ฯลฯ แต่รัฐบาลเยอรมนีภายใต้การนำของนาง Angela Merkel คงไม่กดดันจนกรีซต้องออกจากยูโรโซนในที่สุด  และ
สุดท้ายทางออกของปัญหาวิกฤติครั้งนี้คงเป็นไปแบบ “Muddling Through”
โดยในด้านหนึ่งให้ “Carrots” กับประเทศที่ประสบปัญหาผ่านเงินช่วยเหลือ
ซึ่งอาจรวมถึงการยินยอมให้ออกพันธบัตรยูโรร่วมเพื่อใช้กว้านซื้อพันธบัตร
และตราสารหนี้ภาครัฐออกจากระบบและอัดฉีดเงินทุนแก่ภาคการเงินธนาคาร
(ปัจจุบันสเปนและอิตาลีมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินสัปดาห์ละ 4 – 5
พันล้านยูโร อันเนื่องจากปัญหา “Funding Gap”)
แต่ขณะเดียวกันก็จะกดดันให้ประเทศที่มีปัญหาต้องดำเนินมาตรการ “Austerity
Measures” อย่างเข้มงวดด้วย
ผสมผสานกับการปฏิรูปตลาดแรงงานและปรับลดสวัสดิการต่างๆ ควบคู่กันไป
ทั้งนี้ ฝ่าย ING Bank ไม่คิดว่า ปัญหาวิกฤติยูโรโซนครั้งนี้จะสามารถจบได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้าและน่าจะใช้เวลานานกว่านั้น โดย
เขตยูโรโซนจะมีสภาวะทางเศรษฐกิจไม่ต่างไปจากญี่ปุ่นที่มีอัตราดอกเบี้ยและ
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำเป็นระยะเวลานานถึง 20
กว่าปีในช่วงที่ผ่านมา

7 กันยายน 2555

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ