ความคืบหน้าการจัดตั้งระบบ EU-wide patent

ตามที่สหภาพยุโรปได้ดำเนินการผลักดันการจัดตั้งระบบสิทธิบัตรยุโรป (EU-wide patent) ซึ่งจะช่วยให้การจดสิทธิบัตรครั้งเดียวมีผลครอบคลุมทุกประเทศสมาชิกมาตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยการเจรจาระหว่างประเทศสมาชิกในปีนี้ได้ดำเนินมาถึงขั้นสุดท้ายซึ่งเหลือเพียงประเด็นเดียวที่สมาชิกฯ ยังไม่สามารถตกลงกันได้คือ สถานที่ที่จะจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษเพื่อพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นจากการโต้แย้งสิทธิภายใต้ระบบ EU-wide patent โดยมีทางเลือกอยู่ 3 แห่งคือ มิวนิค ลอนดอน และปารีส บัดนี้ ประเทศสมาชิกฯ สามารถตกลงกันได้แล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2555 โดยให้ศาลสิทธิบัตรกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้นและสำนักงานประธานศาลสิทธิบัตรกลางตั้งอยู่ที่กรุงปารีส แต่ให้มีแผนกคดีข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์ด้านวิศวกรรมเครื่องกลแยกไปตั้งอยู่ที่นครมิวนิค และแผนกคดีข้อพิพาทที่เกี่ยวกับเภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอนด้วย ส่วนการประดิษฐ์อื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ให้พิจารณาที่ศาลสิทธิบัตรที่กรุงปารีส

                    ล่าสุดข้อเสนอการจัดตั้งระบบทั้งหมดได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภายุโรป หลังจากนั้นประเทศสมาชิกฯ จะลงนามในความตกลงจัดตั้งศาลสิทธิบัตรภายในสิ้นปีนี้ และหลังจากที่มีประเทศสมาชิกฯ ให้สัตยาบันอย่างน้อย 13 ประเทศแล้ว ความตกลงดังกล่าวก็จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงต้นปี 2557 ทั้งนี้ กฎระเบียบเกี่ยวกับกระบวนการยื่นคำขอและจดทะเบียน รวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจะใช้บังคับในช่วงเวลาเดียวกัน         

                    การจัดตั้งศาลสิทธิบัตรสำหรับพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่เกิดขึ้นในระบบ EU-wide patent นี้ คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีได้ประมาณปีละ 289 ล้านยูโร หรือ 360 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ซึ่งเดิมต้องดำเนินคดีในแต่ละประเทศที่ได้จดสิทธิบัตรไว้)  ในปัจจุบัน การยื่นคำขอจดสิทธิบัตรในสหภาพฯ จำนวน 13 ประเทศจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000 ยูโร ซึ่งประกอบไปด้วยค่าแปลภาษาประมาณ 14,000 ยูโร ในขณะที่การจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ จะมีค่าใช้จ่ายเพียง 1,850 ยูโรต่อหนึ่งต่อหนึ่งคำขอ ดังนั้น การจัดตั้งระบบสิทธิบัตรยุโรปนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจดสิทธิบัตรและการดำเนินคดีได้อย่างมหาศาล               

                    เนื่องจากระบบ EU-wide patent จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในอนาคตด้วย โดยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการไทยในการขอรับสิทธิบัตรในสหภาพฯ ผู้ประกอบการและนักวิจัยควรจะวางแผนการพัฒนานวัตกรรมและยื่นคำขอรับความคุ้มครองให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ระบบสิทธิบัตรยุโรปใหม่นี้จะมีผลใช้บังคับเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจของตน
 

5 กันยายน 2555

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ