แนวโน้มการเจรจา FTA EU-ญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 รัฐสภายุโรปได้จัดสัมมนาเกี่ยวกับแนวโน้มการเจรจา FTA ระหว่าง EU-ญี่ปุ่น โดย นาย Vital Moreira ประธานคณะกรรมาธิการด้านการค้าระหว่างประเทศ (INTA) ได้กล่าวถึงการเจรจา scoping exercise ระหว่าง EU กับญี่ปุ่น ว่าคณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอต่อคณะมนตรียุโรปเพื่อขออาณัติเปิดการเจรจาแล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐสภายุโรปยังมีมติให้คณะมนตรีฯ ชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับการให้อาณัติในการเปิดการเจรจา
จนกว่าจะมีความมั่นใจว่าการจัดทำความตกลงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ EU โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTB) ของญี่ปุ่น

     ในชั้นนี้ คณะกรรมาธิการฯ สามารถตกลงให้ญี่ปุ่นรับที่จะดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบก่อนเริ่มเจรจา อาทิ อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีในสาขายานยนต์ อาหาร และเภสัชภัณฑ์ โดยเมื่อเร็วๆ นี้  ญี่ปุ่นได้ทำการแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของ EU แล้ว รวมทั้งได้ตกลงที่จะเริ่มต้นปฏิรูปกฎระเบียบในสาขาต่าง ๆ ภายใน 1 ปี นับแต่เริ่มต้นการเจรจา

     นอกจากนี้ นาย Jean-Luc Demarty, Director General for Trade ยังได้กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา EU ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนหลากหลายสาขาให้ทำการเปิดเจรจากับญี่ปุ่นโดยเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดทำ FTA ซึ่งระบุว่าจะช่วยให้ GDP ของ EU เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 1

     ในด้านมุมมองของ ศ. Yorizumi Watanabe, Senior Fellow ของมหาวิทยาลัย Keio เห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้วางยุทธศาสตร์การจัดทำความตกลงทางการค้ากับประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นกับประเทศในเอเชีย อาเซียน และแปซิฟิค รวมทั้งการผลักดันนโยบายต่างๆ ในกรอบ APEC และการเข้าร่วมเจรจา TPP ในอนาคต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจเข้ากับภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้เกิดพลวัตรขับเคลื่อนไปสู่การจัดทำ FTAAP และการสรุปผลการเจรจารอบโดฮาในกรอบ WTO นอกจากนี้ ยังได้กล่าวว่า สถาบันวิจัยของกระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมญี่ปุ่นได้ระบุว่าการจัดทำ FTA กับญี่ปุ่น จะช่วยให้ nominal GDP ของ EU เพิ่มขึ้นถึง 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่การจัดทำ FTA กับเกาหลีและอินเดีย จะได้เพียง 1.0 และ 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ ในขณะที่สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ได้ประเมินว่าจะทำให้มีมูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4.6 ในปี 2020 โดย EU จะมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในญี่ปุ่นร้อยละ 5.5 และญี่ปุ่นจะมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ใน EU ร้อยละ 3.9

     สำหรับการเตรียมรับมือของไทยนั้น การเตรียมการเจรจา FTA ระหว่าง EU-ญี่ปุ่น ได้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของการจัดทำ FTA ระหว่างประเทศที่มีกำแพงภาษีต่ำอยู่แล้วว่า จะเน้นไปที่การแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการเปิดตลาดภาคบริการและการลงทุนเป็นหลัก โดยญี่ปุ่นก็ต้องการให้ EU แก้ไขกฎระเบียบในสาขายานยนต์ อาหาร (ในส่วนที่เกี่ยวกับฉลากและมาตรการความปลอดภัยด้านอาหาร) และเคมี (ระเบียบ REACH) ซึ่งญี่ปุ่นพิจารณาว่าเป็นอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีของ EU  ดังนั้น เพื่อให้การเจรจา FTA ระหว่างไทย-EU เกิดประโยชน์สูงสุด ภาคเอกชนไทยในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง จะต้องช่วยกันให้ข้อมูลภาครัฐเกี่ยวกับอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีของ EU เพื่อนำไปใช้เรียกร้องให้ EU แก้ไข/ยกเลิก ต่อไป

9 ตุลาคม 2555

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ