Export Helpdesk คู่มือการเจาะตลาดอียูสำหรับผู้ประกอบการไทย

              สหภาพยุโรปหรืออียูเป็นตลาดร่วมใหญ่ที่สุดของโลกประกอบด้วยประเทศสมาชิก 28 ประเทศ โดยล่าสุดประเทศโครเอเชียเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกอียูลำดับที่ 28 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 มีผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงกว่า 500 ล้านคน และยังเป็นภูมิภาคหนึ่งของโลกที่มีภาษีนำเข้าค่อนข้างต่ำด้วย นอกจากนี้ อียูยังเป็นสหภาพศุลกากร หรือ Custom Union สินค้าภายในสามารถเคลื่อนย้ายได้เสรีโดยไม่เสียภาษี รวมทั้งใช้อัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ นอกอียูร่วมกันทั้ง 28 ประเทศ ข้อดีคือเมื่อสินค้านำเข้าสามารถผ่านการตรวจสอบทั้งมาตรฐาน คุณภาพ และเสียภาษีนำเข้าอย่างถูกต้อง ณ ด่านศุลกากรของประเทศสมาชิกอียูประเทศใดได้แล้ว สินค้านำเข้านั้นๆ ก็จะได้รับอานิสงค์ของตลาดร่วมอียูด้วย โดยสามารถกระจายไปวางขายที่ใดก็ได้ทั่วอียูโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าซ้ำซ้อนอีก  

             ในด้านหนึ่งอียูเป็นเจ้าแห่งกฎระเบียบในการทำมาค้าขายกับประเทศที่สาม มีข้อกำหนดที่หยุมหยิมให้ต้องปฏิบัติตามทั้งเรื่องมาตรฐาน คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า รวมถึงเรื่องเอกสาร รายละเอียดและข้อมูล ใบรับรอง ฯลฯ ที่ต้องมีสำแดงประกอบการนำเข้าและปล่อยสินค้าเข้ามายังตลาดอียู แต่อีกด้านหนึ่งอียูก็ส่งเสริมการค้าเสรีระหว่างประเทศและสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนตลาดร่วมของอียูอย่างเต็มที่ อียูจึงมีระบบสิทธิพิเศษด้านการค้าต่างๆ แก่ประเทศกำลังพัฒนา เช่น ระบบ GSP ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นประโยชน์สำหรับอียูเองด้วย เพราะอียูยังต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าไม่น้อย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งแต่ละปีอียูนำเข้ากว่า 70% จากประเทศกำลังพัฒนา

              การส่งสินค้าไปอียูไม่ใช่เรื่องง่าย มีกฎหมายและหลักเกณฑ์ทางเทคนิคหลายเรื่องที่ผู้ส่งออกต้องคอยติดตาม เรียนรู้ ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ รวมทั้งจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย อาทิ ความเข้าใจวิธีการจัดหมวดหมู่และรหัสสินค้าของอียู มีสินค้าใดบ้างที่อยู่ภายใต้ระบบโควตาภาษี การจัดเตรียมเอกสารด้านภาษี ใบกำกับการขนส่งสินค้า ใบแจ้งความจำนงในการนำเข้าสินค้า การประกันสินค้า การบรรจุหีบห่อ การติดฉลากสินค้า รวมถึงการคำนวณอัตราภาษี ซึ่งจะแตกต่างกันระหว่างสินค้าที่เสียภาษีในอัตราปกติกับสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งจะต้องดูต่อไปอีกว่าเป็นสิทธิพิเศษภายใต้ระบบ GSP ที่อียูเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียวหรือเป็นสิทธิพิเศษภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA เพราะแต่ละระบบจะมีข้อแตกต่างปลีกย่อยลงไปอีกทั้งเรื่องขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีคำนวณถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นต้น 

               ดังนั้น ระบบการค้าภายในอียูที่มีความซับซ้อน แถมกฎหมายและระเบียบปฏิบัติมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กอปรกับด้วยระยะทางที่ห่างไกล ล้วนมีผลทำให้ผู้ประกอบการจากประเทศนอกอียูรวมทั้งไทยมองตลาดอียูว่า เจาะยากและน่าปวดหัวมากที่สุด และหากคิดจะบุกตลาดอย่างจริงจังก็จะต้องเสียค่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในอียูเพื่อคอยให้คำแนะนำทั้งเรื่องสถิติการค้า กฎหมาย หลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติและการจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพื่อคอยแจ้งเตือนความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและระเบียบปฏิบัติรายสินค้าต่างๆ ที่ผู้ส่งออกต้องรับรู้ล่วงหน้าเพื่อสามารถปรับตัวให้สอดคล้อง ความวุ่นวายทั้งหลายนี้จึงทำให้ผู้ประกอบการไทยหลายรายถอดใจ และปล่อยโอกาสในตลาดที่มีศักยภาพของอียูไปอย่างน่าเสียดาย

             จึงนับเป็นข่าวดีที่คณะกรรมาธิการยุโรปมีความตระหนักถึงปัญหาความซับซ้อนและยุ่งยากดังกล่าวต้องการที่จะช่วยเหลือเอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการจากประเทศนอกอียูสามารถทำมาค้าขายกับอียูได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการฯ จึงพัฒนาเว็บไซต์ “Export Helpdesk” หรือ http://www.exporthelp.europa.eu  ภายใต้กระทรวงการค้าอียู เพื่อช่วยตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

 Export Helpdesk ตอบโจทย์และให้อะไรแก่ผู้ประกอบการไทยบ้าง คำตอบคร่าวๆ คือ 

  • เว็บไซต์ Export Helpdesk ให้ข้อมูลแจกแจงรายละเอียดสำคัญเป็นรายสินค้าและรายประเทศว่าการส่งออกสินค้าใดไปยังอียูจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
  • เว็บไซต์ Export Helpdesk ช่วยคิดคำนวณอัตราภาษีนำเข้าสินค้าทุกตัว (ถ้ามี)
  • เว็บไซต์ Export Helpdesk ให้รายชื่อหน่วยงานในอียูที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับการทำธุรกิจการค้า เช่น รายชื่อหอการค้าในแต่ละประเทศสมาชิกอียู รายชื่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ที่จะเป็นประโยชน์ในการสร้างเครือข่ายและการดำเนินธุรกิจกับอียู
  • เว็บไซต์ Export Helpdesk ให้ข้อมูลสถิติการค้าตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะทำให้เห็นภาพ “trade flow” อาทิ สินค้าประเภทใดและจากประเทศต้นกำเนิดใดที่มีการนำเข้ามายังอียูบ้าง ซึ่งทำให้เห็นภาพคู่แข่งทางการค้า หรือผู้ส่งออกรายอื่นๆ ในสินค้าตัวเดียวกัน
  • เว็บไซต์ Export Helpdesk ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิพิเศษทางภาษีของสินค้าแต่ละชนิดและแต่ละประเทศ พร้อมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น การคำนวณและรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นต้น

             เว็บไซต์ Export Helpdesk จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยผู้ประกอบการจากประเทศนอกอียูที่สนใจส่งออกสินค้าไปขายในตลาดอียู โครงการนี้พัฒนาขึ้นจากความตระหนักว่า ด้วยความที่กฎระเบียบอียูมีเยอะมากและเปลี่ยนแปลงตามกลุ่มประเทศและกลุ่มสินค้า การทำธุรกิจในตลาดอียูได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยฐานข้อมูลที่รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติและสถิติในทุกๆ ด้านไว้ที่เดียวอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งภายในและภายนอกอียูสามารถค้นคว้า ศึกษา และนำไปใช้ปรับกลยุทธ์การตลาดและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องตรงตามข้อบังคับและความต้องการของตลาดอียู เพียงแค่ไม่กี่คลิก ท่านสามารถได้รับข้อมูลที่จำเป็นเกือบทุกอย่างในการส่งออกสินค้าไปอียู จุดเด่น

              อีกอย่างของเว็บไซต์ Export Helpdesk คือข้อมูลที่บรรจุอยู่จะเป็นข้อมูลลงลึก เจาะเป็นรายสินค้าและรายประเทศ (Product specific and country specific) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากแม้จะเป็นสินค้าตัวเดียวกัน แต่หากแหล่งนำเข้าหรือถิ่นกำเนิดสินค้าไม่เหมือนกัน สิทธิประโยชน์ทั้งด้านภาษีและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้านั้นๆ ก็จะแตกต่างกันด้วย โดยเฉพาะวิธีคำนวณถิ่นกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) ฯลฯ

             วิธีการใช้ Export Helpdesk ก็แสนจะง่าย เพียงเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์และไปที่หัวข้อ “My Export”เพื่อกรอกข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ อาทิ (1) รหัสสินค้าซึ่งกำหนดโดยอียู โดยสามารถคลิ้กหารหัสดังกล่าวได้ในหน้าเว็บเดียวกัน (2) ประเทศต้นกำเนิดและประเทศปลายทาง (3) วันที่ให้ข้อมูล เนื่องจากจะมีผลต่อการพิจารณาเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษี หรือโควตาสินค้า ฯลฯ หลังจากนั้น ข้อมูลสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการส่งสินค้าไปขายในประเทศสมาชิกอียูปลายทางก็จะปรากฏขึ้นทั้งเรื่องวิธีการส่งออก กฎระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสินค้าตัวนั้น รวมทั้งอัตราภาษีด้วย เป็นต้น

               เพื่อให้การบริการมีข้อมูลครบวงจร เว็บไซต์ Export Helpdesk ยังเป็นแหล่งรวบรวมสถิติการค้าที่น่าสนใจและทันสมัย อาทิ สถิติการค้าระหว่างประเทศที่สามกับอียู หรือระหว่างประเทศที่สามกับแต่ละประเทศสมาชิกอียู ซึ่งยังให้ข้อมูลลงลึกไปอีกเป็นรายสินค้า โดยสามารถเรียกดูสถิติได้ตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปีปัจจุบัน  อย่างไรก็ดี ทีมงานเว็บไซต์ Export Helpdesk เคยแถลงว่า Export Helpdesk เน้นบริการด้านข้อมูลพื้นฐานสำคัญๆ จึงยังไม่มีบริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือวิเคราะห์แนวโน้มตลาดสินค้าใดๆ ในอียู แต่เน้นความสำคัญกับการลดเวลาค้นหาข้อมูล การรวบรวมข้อควรรู้และวิธีการต่างๆ ในการส่งออกสินค้าไปยังอียูมาไว้ ณ ที่เดียวกัน

         

บทความจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 

2 กรกฎาคม 2556

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ