มาตรการด้านภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงดูดการลงทุนในโปรตุเกส

                           นาย Paulo Portas  รมว. กต. โปรตุเกส เป็นประธาน พร้อมด้วยนาย Paulo Nuncio รมช. กระทรวงภาษี และ นาย Pedro Reis ประธาน สนง. ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของโปรตุเกส ร่วมการบรรยายสรุปเกี่ยวกับมาตรการด้านภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงดูดการลงทุนในโปรตุเกส สาระสำคัญของการบรรยายสรุปได้ดังนี้

                           1. รัฐบาลโปรตุเกสประกาศใช้มาตรการให้เครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax  super-credit) สำหรับเอกชนต่างชาติที่ลงทุนในโปรตุเกส โดยมีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ดังนี้

                                    1.1 บริษัทต่างชาตินำเงินเข้าไปลงทุนในโปรตุเกส ระหว่าง 1 มิ.ย. – 31 ธ.ค. ค.ศ.  2013 (ภาคเอกชนต่างชาติต้องนำเงินเข้าประเทศโปรตุเกสภายใน 31 ธ.ค. ค.ศ. 2013 และสามารถนำเงินทุนดังกล่าวใช้ในการดำเนินกิจการภายใน 31 ธ.ค. ค.ศ.     

                                           2014)

                                    1.2 มูลค่าการลงทุนไม่เกิน 5 ล้านยูโร

                                    1.3 บริษัทต่างชาติสามารถขอเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 20 ของมูลค่า      การลงทุน ตามข้อ 1.1 แต่ไม่เกินร้อยละ 70ของมูลค่าภาษีฯ ที่ต้องชำระในปีภาษีนั้น

                                    1.4 อัตราภาษีฯ ภายใต้มาตรการดังกล่าว เท่ากับร้อยละ 7.5 ของฐานภาษี (อัตราภาษีฯ ปกติ เท่ากับ ร้อยละ 25)

                                    1.5 ผู้เสียภาษีฯ สามารถนำเครดิตภาษีส่วนเกินที่ไม่สามารถหักลดหย่อนในปีภาษี 2013 ไปลดหย่อนได้ภายในระยะเวลา 5 ปีภาษี

                            2. ตัวอย่างการคำนวณภาษีฯ

                                   2.1 บริษัท A มีฐานภาษีที่ต้องชำระ 45,000 ยูโร และได้นำเงินเข้าไปลงทุนในโปรตุเกสภายใต้มาตรการฯ จำนวน 40,000 ยูโร

                                   2.2 กฎหมายโปรตุเกสกำหนดให้บริษัทเอกชนในโปรตุเกสเสียภาษีร้อยละ 25 ของฐานภาษี ซึ่งบริษัท A ต้องจ่ายภาษีในอัตราปกติเท่ากับ 11,250 ยูโร (45,000 ยูโร x 25%)

                                    2.3 หากบริษัทฯ นำเงินเข้าไปลงทุนภายใต้มาตรการฯ จึงมีสิทธิเครดิตภาษีร้อยละ 20 ของมูลค่าการลงทุน ซึ่งเท่ากับ 8,000 ยูโร (40,000 ยูโร x 20%) แต่ไม่เกินร้อยละ 70 ของมูลค่าภาษีฯ         ซึ่งเท่ากับ 7,875  ยูโร

                                    2.4 จำนวนภาษีที่บริษัทฯ จ่ายจริง เท่ากับ 3,375 ยูโร (11,250 – 7,875 ยูโร) หรือเท่ากับร้อยละ 7.5 ของฐานภาษี (45,000 ยูโร x 7.5%)

                                    2.5 เครดิตภาษีส่วนเกิน 125 ยูโร (8,000 – 7,875 ยูโร) สามารถนำไปหักลดหย่อนภายในระยะเวลา 5 ปีภาษี

                          รายละเอียดของมาตรการดังกล่าวสามารถเปิดดูได้ที่เว็บไซต์ สนง. ส่งเสริมการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศของโปรตุเกส http://www.portugalglobal.pt/EN/InvestInPortugal/Documents/2013_05_23_CFEI_%20English.pdf

                          3. นอกจากนี้ รมช. กระทรวงภาษี ชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า รัฐบาลโปรตุเกสกำลังเตรียมปฏิรูประบบภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ระหว่างปี ค.ศ. 2013 – ค.ศ. 2017 และเพิ่มอัตราเครดิตภาษีเงินได้ นิติบุคคลจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 50 ของฐานภาษี รวมทั้งลดเงื่อนไขมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำที่จะได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวจากปัจจุบัน 5 ล้านยูโร ให้เหลือ 3 ล้านยูโร ตลอดจนจัดตั้ง สนง.ภาษีระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในโปรตุเกส

                          4. รมว. กต. โปรตุเกสกล่าวว่า มาตรการฯ จะช่วยให้โปรตุเกสดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากโปรตุเกสมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป รวมทั้งเน้นจุดเด่นของโปรตุเกสในฐานะเป็นฐานการลงทุนและการค้ากับกลุ่มประเทศแอฟริกาที่ใช้ภาษาโปรตุเกส ซึ่งมีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อาทิ อังโกลา และโมซัมบิก

                            มาตรการฯ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลโปรตุเกสในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อชดเชยกับการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศซึ่งประสบกับภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลโปรตุเกสได้ออกมาตรการ “Golden Visa” เพื่อให้สิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและการพำนักในโปรตุเกสและเขตเชงเก้น แก่นักลงทุนจากประเทศนอกกลุ่ม EU ที่ลงทุนในโปรตุเกสมูลค่า ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านยูโร หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าไม่น้อยกว่า 500,000 ยูโร ซึ่งเท่าที่ได้รับข่าวสาร พบว่า ยังไม่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุน/มหาเศรษฐีต่างชาติมากเท่าที่รัฐบาลโปรตุเกสต้องการ มีเพียงนักลงทุนจากอินเดีย/ตะวันออกกลาง บางประเทศที่แสดงความสนใจอย่างจริงจัง

สนับสนุนข้อมูลโดย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลิสบอน

27 มิถุนายน 2556

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ