ร่างกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสินค้าและบริการโดยผู้สูงวัยและคนพิการของสหภาพยุโรป (EU Accessibility Act) ในบริบทของการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยอาศัยกลไกตลาดร่วม

 

ปัจจุบันมีผู้พิการประมาณ 80 ล้านคนในยุโรปหรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของประชากรยุโรป และคาดว่าจำนวนดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าผู้สูงอายุในยุโรปจะเพิ่มจำนวนขึ้นจากร้อยละ 17 ของประชากรยุโรปในปี 2553 เป็นประมาณร้อยละ 30 ในปี 2603 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้สูงอายุนั้นเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเกิดการเจ็บป่วยหรือพิการ

 

ผู้พิการต่างประสบปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้า การใช้บริการสาธารณูปโภคต่างๆ รวมทั้งการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยปัญหาที่ว่านี้ไม่จำกัดเฉพาะคนพิการเท่านั้น แต่รวมถึงผู้สูงอายุและ

ผู้ด้อยสมรรถนะทางกายภาพด้วย  ดังนั้น การพัฒนาสินค้าและการบริการที่เน้นให้ประชากรยุโรปกลุ่มดังกล่าวสามารถเข้าถึงและใช้งานได้โดยง่าย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจในทวีปยุโรปที่ไม่ควรมองข้าม

 

ในปี 2553 ตลาดสินค้าและอุปกรณ์สำหรับคนพิการมีมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านยูโร และน่าที่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นต่อไปอีกในอนาคต  ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาอุปกรณ์และสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะอาศัยเทคโนโลยีในการช่วยปรับปรุงและพัฒนาสินค้าต่างๆ ที่มีวางตลาดอยู่แล้วแทนการคิดค้นอุปกรณ์หรือสินค้าใหม่ๆ เช่น การปรับปรุงโทรศัพท์มือถือให้ส่งแสงกระพริบเมื่อมีสายเข้าสำหรับคนหูหนวก  หรือโทรศัพท์มือถือที่สามารถรับคำสั่งเสียงสำหรับคนตาบอด รวมทั้งการใช้อุปกรณ์คลื่นความถี่วิทยุ (RFID) เพื่อช่วยบอกประเภทของวัสดุต่างๆ เป็นต้น  

 

ในสหภาพยุโรปหรืออียู สนธิสัญญาลิสบอนและกฎบัตรสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพยุโรป (Charter of Fundamental Rights of the European Union) ได้กำหนดให้เรื่องการเข้าถึงสินค้าและการบริการของผู้พิการโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเลยทีเดียว  ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้มีการออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิผู้พิการในเรื่องดังกล่าวไปแล้วถึง 18 ฉบับ โดยกฎหมายเหล่านี้ รวมทั้งแผนงานอียูว่าด้วยเรื่องผู้พิการ หรือ EU’s Disability Strategy (2010-2020) ต่างก็อิงกับแนวปฏิบัติและหลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิคนพิการ หรือ United Nations Convention on the Rights of Persons with Disabilities (UNCRPD) ปี ค.ศ. 2010 ด้วยกันทั้งสิ้น

 

แม้ว่าอียูจะมีกฎหมายมากถึง 18 ฉบับดังกล่าวบังคับใช้แล้วก็ตาม แต่ตลาดสินค้าและการบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้

ผู้พิการก็ยังคงมีปัญหา โดยเฉพาะการที่ประเทศสมาชิกอียู 27 ประเทศ (28 ประเทศนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป โดยประเทศโครเอเชียจะเข้าเป็นสมาชิกอียูลำดับที่ 28) ยังคงมีนโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงสินค้าและบริการของคนพิการ ผู้สูงอายุและผู้ด้อยสมรรถนะทางกายภาพที่แตกต่างกันออกไป

 

ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดสภาวะ “ตลาดและมาตรฐานไม่ร่วม 27 ตลาด และ 27 มาตรฐาน” มากกว่าที่จะเป็นตลาดร่วมที่มีมาตรฐานเดียวกันเพียงตลาดเดียว หรือ European Single Market ที่แท้จริงนั่นเอง นอกจากนี้ เมื่อตลาดแยกเป็น

27 ตลาด และ 27 มาตรฐาน  การประหยัดต้นทุนจากการผลิตจำนวนมาก หรือที่เรียกกันว่า Economy of Scale จึงไม่เกิด  ส่งผลให้ราคาสินค้าและการบริการสำหรับผู้พิการสูงตามมาด้วยโดยปริยาย 

ร่างกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงสินค้าและบริการโดยคนพิการ รวมทั้งผู้สูงอายุและผู้ด้อยสมรรถนะทางกายภาพของสหภาพยุโรป หรือ EU Accessibility Act ซึ่งเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 และคาดว่าจะ

ยกร่างแล้วเสร็จในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ จึงมีวัตถุประสงค์หลักประการหนึ่งเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา “ตลาดไม่ร่วม” ดังกล่าว

 

มีการคาดการณ์กันว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวน่าจะอิงกับหลักการและแนวปฏิบัติของ UNCRPD รวมทั้ง

กฎบัตรสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะในการกำหนดกรอบกฎหมายและนิยามร่วมที่ชัดเจนว่า สินค้าและการบริการใดบ้างที่เข้าข่ายเป็นสินค้าและบริการที่ผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ด้อยสมรรถนะทางกายภาพกลุ่มต่างๆ สามารถเข้าถึงได้ รวมทั้งคงจะครอบคลุมเรื่องแนวทางในการทำให้กฎหมายและระเบียบปฏิบัติของประเทศสมาชิกอียูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น การส่งเสริมนวัตกรรม  การวางระบบจูงใจทางตลาด  ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ  และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ด้อยสมรรถนะทางกายภาพในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ เป็นต้น

 

ความสำเร็จในการทำให้ตลาดสินค้าและบริการที่ผู้พิการและผู้ด้อยสมรรถนะสามารถเข้าถึงเป็นตลาดร่วมอย่างแท้จริงย่อมจะส่งผลดีต่อการเพิ่มอัตราการเข้าถึงและคุณภาพของสินค้าและบริการ ช่วยลดต้นทุนและราคาของสินค้าและบริการ ส่งเสริมและกระตุ้นการแข่งขันในภาคเอกชน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจและลดอัตราการว่างงาน ทั้งนี้ การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากจะเพิ่มจำนวนของสินค้าและการบริการแล้ว ยังจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ตามมาด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมเป็นผลดีต่อกลุ่มลูกค้าและธุรกิจในตลาดทุกกลุ่มไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุหรือผู้ด้อยสมรรถนะเท่านั้น

 

ปรากฏการณ์นี้จึงนับเป็นโอกาสทางธุรกิจในยุโรปสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกทางหนึ่ง  แต่ก็ควรมีแผนงานและแนวทางในการแข่งขันในตลาดนี้ของยุโรปที่รอบคอบ  ติดตามพัฒนาการกรอบกฎหมายของอียูที่เกี่ยวข้อง เน้นการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคทุกกลุ่ม รักษามาตรฐานของสินค้า และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงรูปแบบสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของผู้พิการ ผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ด้อยสมรรถนะกลุ่มต่างๆ ในยุโรป เคล็ดลับสำคัญก็คือ ควรรับฟังและศึกษาความต้องการของผู้บริโภคสินค้าและผู้รับการบริการให้ละเอียดถ่องแท้ และนำข้อมูลที่ได้รับไปพัฒนาสินค้าและบริการให้สามารถตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุดต่อไป

17 มิถุนายน 2556

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ