ค้นหา
About 776 results
-
การหารือร่างข้อตกลงว่าด้วยการขึ้นทะเบียนวิสาหกิจและการออกใบอนุญาตดำเนินธุรกิจ
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 กรมทะเบียนและคุ้มครองวิสาหกิจ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่ง สปป. ลาว ได้จัดการประชุมการระดมข้อคิดเห็นจากภาครัฐและภาคเอกชนต่อร่างข้อตกลงว่าด้วยการขึ้นทะเบียนวิสาหกิจและการออกใบอนุญาตดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินธุรกิจใน สปป. ลาว มีความคล่องตัวและบรรลุเป้าหมายที่จะให้ สปป. ลาว เป็นประเทศที่มีความสะดวกในการประกอบธุรกิจในลำดับเลขสองหลักจากลำดับเลขสามหลักในปัจจุบันตามตัวชี้วัดของธนาคารโลกโดยมีนางเข็มมะนี พนเสนา รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่ง สปป. ลาว เป็นประธานการประชุม และมีรองรัฐมนตรี หัวหน้ากรม และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมModified:21/12/2018 23:18:11
-
ภาครัฐและภาคธุรกิจร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของ สปป. ลาว
ทิศทางเศรษฐกิจของ สปป. ลาว ในปีนี้ เผชิญกับความยุ่งยากหลายด้าน อาทิ เกษตรกรรม ไฟฟ้า เหมืองแร่ ซึ่งขยายตัวลดลง สถาบันค้นคว้าเศรษฐกิจแห่งชาติจึงได้เสนอแนะให้รัฐบาล สปป. ลาว กำหนดมาตรการเพื่อ กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนModified:07/12/2018 20:30:23
-
ราคาค่าโดยสารและแผนการเปิดให้บริการรถไฟลาว – จีน
นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากอาเซียนและจีน เปิดเผยว่า การเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารของโครงการรถไฟลาว – จีน ในช่วงเริ่มต้นจะเปิดให้บริการจำนวน 21 สถานี จากจำนวนทั้งหมด 33 สถานี ทั้งนี้ มีสถานีขนส่งผู้โดยสารและสถานีขนส่งสินค้าเป็นสถานีเดียวกันอีกจำนวน 11 สถานี และมีสถานีเฉพาะขนส่งสินค้า 1 สถานี ตั้งอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ และมีจุดสับรางและจุดสับหลีกอีกจำนวน 284 แห่ง ซึ่งในเบื้องต้นสามารถรองรับการให้บริการได้ 23 เที่ยวต่อวัน และหากเปิดให้บริการได้ทุกสถานีจะสามารถรองรับการให้บริการเพิ่มเป็น 39 เที่ยวต่อวันModified:16/10/2018 09:03:14
-
รองประธานประเทศลาว เน้นแก้ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า
นายพันคำ วิพาวัน กรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรค ผู้ประจำการคณะเลขาธิการศูนย์กลางพรรค รองประธานประเทศ สปป. ลาว กล่าวต่อที่ประชุมคณะบริหารพรรค กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่ง สปป. ลาว ว่า ที่ผ่านมา การค้ายังมีอุปสรรคและปัญหาหลายประการ อาทิ ฐานการผลิตสินค้าในภาคกสิกรรมและอุตสาหกรรมยังอ่อนแอ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีภาระหนี้สิ้น รวมไปถึงการเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อยังมีความยุ่งยากModified:02/10/2018 11:18:34
-
3 ปี การค้าลาวบรรลุ 23,487 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การประชุมคณะบริหารพรรค กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 – 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีนางเข็มมะนี พนเสนา กรรมการศูนย์กลางพรรค เลขาคณะพรรค รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่ง สปป. ลาว เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เปิดเผยตัวเลขมูลค่าการค้าของสปป. ลาว ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ากว่า 23,487 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกมีมูลค่ากว่า 11,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่านำเข้า 11,761 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขาดดุลการค้า 34 ล้านดอลลาร์สหรัฐModified:02/10/2018 11:14:26
-
สปป. ลาว ทางผ่านสู่ประเทศที่สาม
นายสมหวัง สมจินดา หัวหน้าด่านภาษีสากลสะพานมิตรภาพลาว – ไทย แห่งที่ 3 (คำม่วน – นครพนม) ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สามารถจัดเก็บรายรับได้ 127 พันล้านกีบ (15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 46.84 ของแผนการ โดยมีรายรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งรายรับส่วนใหญ่ ได้มาจากการนำเข้าสินค้าแล้วส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 20 ค่าธรรมเนียมรถเข้า – ออกด่าน ร้อยละ 17 เครื่องวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ รวมร้อยละ 5.4 อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มสินค้าที่ได้ยุติการนำเข้า อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากไม่มีคลังน้ำมันเป็นของตนเอง และมีบางบริษัทที่หันไปนำเข้าผ่านช่องทางอื่น และสินค้าบางประเภทปรับลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 0 ตามอัตราภาษีอาเซียนModified:10/08/2018 10:26:57
-
แผนพัฒนาไฟฟ้าของ สปป. ลาว มีแนวโน้มดีขึ้น
นายคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ยืนยันว่าการปฏิบัติตามแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าใน สปป.ลาว สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องซึ่งจะทำให้มีพลังงานไฟฟ้าเพื่อการบริโภคภายในประเทศเพียงพอและสามารถส่งออกไปขายในต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้นModified:25/06/2018 13:59:20
-
สปป. ลาวเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการคมนาคมในยุคเชื่อมโยง
Modified:25/06/2018 13:52:53
-
สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน จัดการสัมมนาเพื่อส่งเสริมหุ้นส่วนทางธุรกิจดิจิทัลกับเยอรมนี
สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ร่วมกับกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ จัดการสัมมนา Green and Innovative Economy ในหัวข้อ Digital Agenda ของเยอรมนีกับโอกาสทางธุรกิจของไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในเชิงนโยบายและมาตรการที่รัฐจะสามารถให้การสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล ประสบการณ์และแนวคิดการประกอบธุรกิจดิจิทัลให้สำเร็จ ตั้งแต่ระดับอุตสาหกรรมไปจนถึงระดับ SMEs และ start-ups ซึ่งรวมถึง start-ups ที่เป็นผู้ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการประกอบธุรกิจและ tech start-ups อาทิ การสร้าง platform ออนไลน์ การบริหารและวิเคราะห์ big data การสร้าง digital marketplace สำหรับ SMEs <br />
ในการสัมมนาในครั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน 2 คน จากภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ Dr. Christina Schmidt-Holtmann ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี และนาย Lutz Haase ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร FTWK ซึ่งเป็น start-up ด้านบริการสุขภาพที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนแก่ start-ups รายใหม่ ๆ นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร. ขัติยา ไกรกาญจน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย Ms. Atsuko Okuda ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก องค์การสหประชาชาติ (UNESCAP) นาย Carl van der Elst ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน ธนาคาร Deutsche Bank และ อ. ดนัยรัตน์ ธนบดีธรรมจารี ผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์ด้าน digital transformation บริษัท SAP (Thailand) จำกัด มาร่วมเป็นวิทยากรและร่วมการเสวนาด้วย<br />
ในโอกาสนี้ นายรัชดา จิวาลัย รองอธิบดีกรมยุโรป ในฐานะผู้แทนเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยตามแนวคิด Thailand 4.0 โดยนอกจากจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการไทยในทุกขนาดแล้ว ยังสามารถที่จะกระจายโอกาสและรายได้ไปสู่กลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยและวิสาหกิจชุมชนในชนบทไดhด้วยการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณสุข (telemedicine) การให้การศึกษาทางไกล การให้บริการภาครัฐออนไลน์ (e-government) การพัฒนา e-commerce เชิ่มโยงพื้นที่ห่างไกลเข้ากับตลาด การส่งเสริม digital and smart farming เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำการเกษตร เป็นต้น ในขณะที่ไทยและเยอรมนีต่างก็เผชิญความท้าทายร่วมกันในโลกยุคดิจิทัล และผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายต่างมีความเข้มแข็งและความพร้อมที่จะร่วมมือกันได้ โดยเฉพาะระหว่างผู้ประกอบการไทยในระดับต่าง ๆ กับ tech start-up เยอรมัน ที่มีผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่น่าสนใจ ด้วยเหตุนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เป็นประเด็นความร่วมมือระหว่างไทยกับเยอรมนีที่สถานเอกอัครราชทูตฯ มุ่งหวังที่จะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับคำกล่าวของนาย Peter Prügel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ที่ย้ำว่า เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 จะเป็นประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่อีกประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายเยอรมันพร้อมให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่าย<br />
การสัมมนาดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการชาวไทย ทั้งที่เป็น start-ups และ tech start-ups ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในองค์กร และตัวแทนภาครัฐมากกว่า 100 คน โดยใช้เวลาในช่วงถามตอบมากกว่า 1 ชม. ในการนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนีทั้ง 2 คน ได้แสดงความเชื่อมั่นถึงศักยภาพและโอกาสของภาคธุรกิจดิจิทัลของไทยที่มีความตื่นตัวในการสร้างและปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประกอบธุรกิจ และได้เสนอแนะให้ภาครัฐและเอกชนไทยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน ระหว่างผู้ประกอบการและลูกค้า และระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อให้รัฐสามารถออกมาตรการสนับสนุนเอกชนได้อย่างทันท่วงที เพราะในยุคดิจิทัลผู้ที่จะได้รับประโยชน์อาจจะไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีแต่จะเป็นผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วให้เข้ากับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ควบคู่ไปกับการหารูปแบบในการประกอบการ (business model) ที่ทันสมัยอยู่เสมอ<br />
Modified:10/12/2017 00:58:44
-
สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน จัดการสัมมนาเพื่อส่งเสริมหุ้นส่วนทางธุรกิจดิจิทัลกับเยอรมนี
สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ร่วมกับกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ จัดการสัมมนา Green and Innovative Economy ในหัวข้อ Digital Agenda ของเยอรมนีกับโอกาสทางธุรกิจของไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในเชิงนโยบายและมาตรการที่รัฐจะสามารถให้การสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล ประสบการณ์และแนวคิดการประกอบธุรกิจดิจิทัลให้สำเร็จ ตั้งแต่ระดับอุตสาหกรรมไปจนถึงระดับ SMEs และ start-ups ซึ่งรวมถึง start-ups ที่เป็นผู้ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการประกอบธุรกิจและ tech start-ups อาทิ การสร้าง platform ออนไลน์ การบริหารและวิเคราะห์ big data การสร้าง digital marketplace สำหรับ SMEs <br />
ในการสัมมนาในครั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน 2 คน จากภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ Dr. Christina Schmidt-Holtmann ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี และนาย Lutz Haase ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร FTWK ซึ่งเป็น start-up ด้านบริการสุขภาพที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนแก่ start-ups รายใหม่ ๆ นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร. ขัติยา ไกรกาญจน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย Ms. Atsuko Okuda ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก องค์การสหประชาชาติ (UNESCAP) นาย Carl van der Elst ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน ธนาคาร Deutsche Bank และ อ. ดนัยรัตน์ ธนบดีธรรมจารี ผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์ด้าน digital transformation บริษัท SAP (Thailand) จำกัด มาร่วมเป็นวิทยากรและร่วมการเสวนาด้วย<br />
ในโอกาสนี้ นายรัชดา จิวาลัย รองอธิบดีกรมยุโรป ในฐานะผู้แทนเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยตามแนวคิด Thailand 4.0 โดยนอกจากจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการไทยในทุกขนาดแล้ว ยังสามารถที่จะกระจายโอกาสและรายได้ไปสู่กลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยและวิสาหกิจชุมชนในชนบทไดhด้วยการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณสุข (telemedicine) การให้การศึกษาทางไกล การให้บริการภาครัฐออนไลน์ (e-government) การพัฒนา e-commerce เชิ่มโยงพื้นที่ห่างไกลเข้ากับตลาด การส่งเสริม digital and smart farming เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำการเกษตร เป็นต้น ในขณะที่ไทยและเยอรมนีต่างก็เผชิญความท้าทายร่วมกันในโลกยุคดิจิทัล และผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายต่างมีความเข้มแข็งและความพร้อมที่จะร่วมมือกันได้ โดยเฉพาะระหว่างผู้ประกอบการไทยในระดับต่าง ๆ กับ tech start-up เยอรมัน ที่มีผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่น่าสนใจ ด้วยเหตุนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เป็นประเด็นความร่วมมือระหว่างไทยกับเยอรมนีที่สถานเอกอัครราชทูตฯ มุ่งหวังที่จะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับคำกล่าวของนาย Peter Prügel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ที่ย้ำว่า เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 จะเป็นประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่อีกประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายเยอรมันพร้อมให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่าย<br />
การสัมมนาดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการชาวไทย ทั้งที่เป็น start-ups และ tech start-ups ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในองค์กร และตัวแทนภาครัฐมากกว่า 100 คน โดยใช้เวลาในช่วงถามตอบมากกว่า 1 ชม. ในการนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนีทั้ง 2 คน ได้แสดงความเชื่อมั่นถึงศักยภาพและโอกาสของภาคธุรกิจดิจิทัลของไทยที่มีความตื่นตัวในการสร้างและปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประกอบธุรกิจ และได้เสนอแนะให้ภาครัฐและเอกชนไทยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน ระหว่างผู้ประกอบการและลูกค้า และระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อให้รัฐสามารถออกมาตรการสนับสนุนเอกชนได้อย่างทันท่วงที เพราะในยุคดิจิทัลผู้ที่จะได้รับประโยชน์อาจจะไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีแต่จะเป็นผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วให้เข้ากับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ควบคู่ไปกับการหารูปแบบในการประกอบการ (business model) ที่ทันสมัยอยู่เสมอ<br />
Modified:10/12/2017 00:58:44
-
ประเทศไทยร่วมเปิดคูหาในงาน International Green Week 2017
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน จัดพิธีเปิดคูหาไทยในงาน International Green Week 2017 (IGW) โดยมีนายธีรวัฒน์ ภูมิจิตร เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน กล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก ดร. อำพน กิตติอำพน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และนาง Marlene Mortler คณะกรรมาธิการด้านยาเสพติดระดับสหพันธ์ฯ กระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมตัดริบบิ้นเปิดงาน พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน ผู้แทนกระทรวงต่างๆ ของเยอรมนี กลุ่ม Friends of Thailand และหัวหน้าสำนักงานทีมประเทศไทย<br />
อนึ่ง ในปีนี้พื้นที่ Thai Pavilion จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก ได้แก่ Thailand: Green Village for Sustainable Economy ประกอบด้วยร้านค้าจากโครงการในพระราชดำริ ได้แก่ ร้านภูฟ้า โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภัทรพัฒน์ มูลนิธิโครงการหลวง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยในเยอรมนีและยุโรปจำนวน 22 ราย และนิทรรศการเรื่องวันดินโลกและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยงาน IGW ถือเป็นเทศกาลสินค้าอาหารและเกษตรประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและสหภาพยุโรป มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกและ 16 รัฐของเยอรมนีร่วมออกร้าน อีกทั้ง มีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการทำการเกษตรและการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว<br />
Modified:10/12/2017 00:44:55
-
ประเทศไทยร่วมเปิดคูหาในงาน International Green Week 2017
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน จัดพิธีเปิดคูหาไทยในงาน International Green Week 2017 (IGW) โดยมีนายธีรวัฒน์ ภูมิจิตร เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน กล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก ดร. อำพน กิตติอำพน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และนาง Marlene Mortler คณะกรรมาธิการด้านยาเสพติดระดับสหพันธ์ฯ กระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมตัดริบบิ้นเปิดงาน พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน ผู้แทนกระทรวงต่างๆ ของเยอรมนี กลุ่ม Friends of Thailand และหัวหน้าสำนักงานทีมประเทศไทย<br />
อนึ่ง ในปีนี้พื้นที่ Thai Pavilion จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก ได้แก่ Thailand: Green Village for Sustainable Economy ประกอบด้วยร้านค้าจากโครงการในพระราชดำริ ได้แก่ ร้านภูฟ้า โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภัทรพัฒน์ มูลนิธิโครงการหลวง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยในเยอรมนีและยุโรปจำนวน 22 ราย และนิทรรศการเรื่องวันดินโลกและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยงาน IGW ถือเป็นเทศกาลสินค้าอาหารและเกษตรประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและสหภาพยุโรป มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกและ 16 รัฐของเยอรมนีร่วมออกร้าน อีกทั้ง มีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการทำการเกษตรและการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว<br />
Modified:10/12/2017 00:44:55
-
งานมหกรรมอารยสถาปัตย์และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 2
หรืองาน Thailand Friendly Design Expo 2017 ภายใต้แนวคิด Ageing Society: Access for All จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 4 ธันวาคม 2560 ณ ฮอลล์ 1 - 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บนพื้นที่กว่า 7,500 ตารางเมตร เป็นงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี เฟรนด์ลี่ดีไซน์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เพื่อแสดงนวัตกรรมทางจิตวิญญาณมุ่งสู่ Thailand 4.0Modified:28/09/2017 21:44:15
-
งานมหกรรมอารยสถาปัตย์และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 2
หรืองาน Thailand Friendly Design Expo 2017 ภายใต้แนวคิด Ageing Society: Access for All จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 4 ธันวาคม 2560 ณ ฮอลล์ 1 - 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บนพื้นที่กว่า 7,500 ตารางเมตร เป็นงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี เฟรนด์ลี่ดีไซน์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เพื่อแสดงนวัตกรรมทางจิตวิญญาณมุ่งสู่ Thailand 4.0Modified:28/09/2017 21:44:15
-
งานมหกรรมอารยสถาปัตย์และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 2
หรืองาน Thailand Friendly Design Expo 2017 ภายใต้แนวคิด Ageing Society: Access for All จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 4 ธันวาคม 2560 ณ ฮอลล์ 1 - 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บนพื้นที่กว่า 7,500 ตารางเมตร เป็นงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี เฟรนด์ลี่ดีไซน์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เพื่อแสดงนวัตกรรมทางจิตวิญญาณมุ่งสู่ Thailand 4.0Modified:28/09/2017 21:44:15
-
เปิดตัวเว็ปไซต์ e-commerce อย่างเป็นทางการ
พิธีเปิดตัวเว็ปไซต์ www.plaosme.com จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ที่โรงแรมดอนจั่น พาเลซ นครหลวงเวียงจันทน์ โดยมีนายบุนมี มะนีวง รองรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า เป็นประธานModified:19/09/2017 09:25:35
-
ปตท. และ Rosneft Trading S.A. ลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันในงาน SPIEF 2017
บริษัท ปตท. และ บริษัท Rosneft Trading S.A. ลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันในงาน SPIEF 2017 <br />
<br />
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ในงาน St. Petersburg Economic Forum (SPIEF) ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก บริษัท ปตท. และ บริษัท Rosneft Trading S.A. สวิตเซอร์แลนด์ บริษัทลูกของบริษัท Rostneft ของรัสเซียได้ลงนามสัญญาซื้อ – ขาย น้ำมัน โดยมีผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก และ สำนักงานการค้าต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามด้วย สัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนถึงปี ค.ศ. 2037 และจะทำให้บริษัททั้งสองสามารถซื้อขายน้ำมันระหว่างกันได้ในจำนวนสูงสุดถึง 200 ล้านตัน และทำให้ ปตท. กลายเป็นผู้กระจายน้ำมันคุณภาพดีจากรัสเซียในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย การลงนามสัญญาดังกล่าวถือเป็นการปฏิบัติตาม MOU ครม. ระหว่าง ปตท. และบริษัท Rostneft ของรัสเซียที่ลงนามเมื่อเดือน ก.ย. 2559 ระหว่างงาน Eastern Economic Forum (EEF)<br />
Modified:19/07/2017 15:13:25
-
สรุปความคืบหน้าการก่อสร้างเส้นทางรถไฟลาว - จีน
โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟลาว - จีน เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟที่เชื่อมตลอดภูมิภาคหรือที่เรียกว่า ทางรถไฟคุนหมิง - สิงคโปร์ ครอบคุมระยะทางทั้งหมดประมาณ 3,000 กิโลเมตร พิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอย่างเป็นทางการมีขึ้นที่เวียงจันทน์เมื่อเดือน ธันวาคม 2558 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี การสถาปนา สปป. ลาว โครงการรถไฟลาว - จีน สอดคล้องกับข้อริเริ่ม One Belt, One Road ของนายสี จิ้นผิง ปธน. จีนModified:23/01/2017 09:03:17
-
เดินหน้าก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน อย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2559 ได้มีพิธีเปิดการก่อสร้างทางรถไฟลาว - จีน อย่างเป็นทางการ ณ จุดก่อสร้างบ้านพอนไซ แขวงหลวงพระบาง <br />
Modified:23/01/2017 09:41:51
-
เดินหน้าก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน
เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2559 ได้มีพิธีเปิดการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน อย่างเป็นทางการ ณ จุดก่อสร้างบ้านพอนไซ แขวงหลวงพระบาง ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง ดร.บุญจัน สินทะวง ได้กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์เส้นทางรถไฟลาว – จีน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 แล้วนั้น ในวันนี้ได้มีพิธีลั่นฆ้องการทำงานอย่างจริงจัง สาเหตุที่เลือกทำพิธีในจุดก่อสร้างแขวงหลวงพระบาง เป็นเพราะจุดก่อสร้างดังกล่าวเป็นบ้านเกิดของ ท่านสมสะหวาด เล็งสะหวัด อดีตรองนายกฯ ผู้ริเริ่มให้เกิดโครงการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน พร้อมกันนี้ วันที่ 2 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา บริษัทก่อสร้างจากจีนทั้ง 6 บริษัท ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่ 6 ตามเส้นทางรถไฟทั้ง 417 กม. ซึ่งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทางรถไฟฯ ประมาณ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะสร้างในพื้นที่ชายแดนเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทาไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างทางรถไฟรางเดี่ยวแล้วเสร็จใน 5 ปีข้างหน้า และโครงการการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2564 นอกจากนี้ ดร. บุญจัน ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน ประกอบด้วย นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี, ท่านสมสะหวาด เล็งสะหวัด คณะกรรมการกลาง และที่ปรึกษาพรรคประชาชนปฏิวัติลาว, นาย กวน หัวบิ่ง อัครราชทูตจีนใน สปป.ลาว และเจ้าหน้าที่จากจีนและ สปป.ลาว <br />
<br />
การดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟในภูมิภาคจากจีนไปยังสิงคโปร์ ผ่าน สปป.ลาว, ไทย และมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนใน สปป.ลาว นอกจากนี้ ดร.บุนจัน ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เส้นทางรถไฟจะเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะพลิกวิกฤตของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลให้เป็นโอกาสในการเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่น ตลอดจนทำให้เกิดความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และกระตุ้นการพัฒนาด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ทางการลาวได้เปิดเผยข้อมูลการศึกษาก่อนหน้าที่จะมีการก่อสร้างทางรถไฟลาว – จีน นี้ว่า ได้ประมาณจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศโดยรถไฟลาว – จีน คาดว่าจะสูงถึง 3.98 ล้านคนต่อปี หากมีการเดินรถไฟแล้วนั้นคาดว่าตัวเลขผู้โดยสารในระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.11 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.62 ล้านคนในระยะยาว ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเวียงจันทน์ไปยังชายแดนจีน คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 161,850 กีบ ซึ่งมีราคาถูกกว่าค่าใช้จ่ายรถโดยสารสาธารณะ ที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 285,000 กีบ <br />
<br />
การใช้รถไฟขนส่งสินค้าจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปยังชายแดนจีน คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 269,750 กีบต่อตัน ซึ่งมีราคาถูกกว่าการขนส่งสินค้าทางถนนที่มีค่าใช้จ่าย 833,340 กีบต่อตัน การสร้างทางรถไฟเป็นส่วนสำคัญของการผสมผสานมติของพรรคทั้ง 10 ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าเมื่อเส้นทางรถไฟในภูมิภาคเสร็จสมบูรณ์จะทำให้ระบบการขนส่งสาธารณะมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะจำนวนผู้โดยสารที่โดยสารรถไฟในห้าประเทศที่รถไฟแล่นผ่าน ได้แก่ จีน ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าตัวเลขเริ่มต้นของผู้โดยสารจะถึง 9.65 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 11.98 ล้านคนในระยะสั้น และจะเพิ่มเป็น 16.5 ล้านคนในปีต่อมา ขณะที่การขนส่งสินค้าโดยรถไฟระหว่างจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 4 ประเทศ จะมีปริมาณการขนส่งสินค้า 2.59 ล้านตันต่อปี และในระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.62 ล้านตัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 ล้านตันในระยะยาว<br />
<br />
ทั้งนี้รัฐบาล สปป.ลาว และจีน ได้ลงนามร่วมกันในโครงการรถไฟลาว – จีน เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2558 โดยเส้นทางรถไฟนี้จะมีสะพานข้ามทางรถไฟ จำนวน 167 สะพาน มีความยาวทั้งหมด 61.81 กิโลเมตร และมีอุโมงค์ 75 อุโมงค์ ความยาวทั้งหมด 197.83 กม. นอกจากนี้ยังมีสถานีทั้งหมด 32 สถานี และ 21 สถานีที่รถไฟสองขบวนสามารถแล่นผ่านได้ อีกทั้งมีความเร็วเต็มที่บนภูเขา 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วบนพื้นราบ 200 กม. ต่อชั่วโมง หากใช้ขนส่งสินค้าจะวิ่งด้วยความเร็ว 120 กม.ต่อชั่วโมง<br />
<br />
ข้อมูล : หนังสือพิมพ์ Vientiane Times, ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2559<br />
รูปภาพ : Bangkokbiznews<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
Modified:27/12/2016 11:23:37
Sorted by relevance | Sort by date
