ในปี 2554 มัลดีฟส์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Purchasing Power Parity – PPP - วัดกันตามหลักความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ) 2.754 พันล้านดอลลาร์ มีรายได้ต่อหัว 8400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 6.5
สภาพทางภูมิศาสตร์ของมัลดีฟส์ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะหินปะการังและประกอบด้วยดินที่ด้อยคุณภาพ ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถใช้ทำการเกษตรได้ อย่างไรก็ตาม สภาพเป็นเกาะแก่งที่ประกอบไปด้วยชายหาดและสภาพแวดล้อมทางทะเลที่สวยงาม กลับทำให้ประเทศนี้เหมาะกับการประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวอย่างมาก ดังนั้น เศรษฐกิจของประเทศจึงถูกขับเคลื่อนด้วยภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยจากรายงานของอินเด็กซ์ มุนดี (Index Mundi) พบว่า รายได้จากการท่องเที่ยวของมัลดีฟส์คิดเป็นร้อยละ 28 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของยอดรายรับเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Receipts) ภาคการประมงถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้รายได้จากภาคเศรษฐกิจส่วนนี้จะเริ่มลดลงอย่างมากในปัจจุบันแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ สภาพดังกล่าวยังทำให้เศรษฐกิจของมัลดีฟส์ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นอย่างมาก แม้แต่ทรัพยากรที่จะใช้ในธุรกิจด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ก็ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นจากที่เงินภาษีของประเทศกว่าร้อยละ 90 ได้มาจากอากรขาเข้า (Import Duties) และภาษีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ดังนั้น เศรษฐกิจของมัลดีฟส์จึงมีลักษณะค่อนข้างเปราะบางและอ่อนไหวต่อแรงกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากภายนอกเป็นอย่างมาก
วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2552 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของมัลดีฟส์เป็นอย่างมาก โดยทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและเงินลงทุนจากต่างประเทศลดลงอย่างมาก ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวรายจ่ายของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวกับเงินเดือนข้าราชการ เงินอุดหนุน และความต้องการทางสังคม เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการขาดดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) อย่างหนัก นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าวยังทำให้ประเทศยังประสบปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศอย่างมากด้วย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) ได้อนุมัติเงินกู้ 93 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่มัลดีฟส์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เงินกู้จาก IMF กลับยิ่งทำให้มัลดีฟส์ยิ่งขาดดุลการชำระเงินมากยิ่งขึ้น โดยคิดเป็นร้อยละ 10.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2554 ด้วยเหตุนี้ IMF ได้ประกาศพักชำระหนี้แก่มัลดีฟส์ หลังจากที่ได้ชำระหนี้ไปแล้ว 2 งวด ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาได้กลับมาให้สิทธิพิเศษทางศุลกากร (Generalized System of Preferences - GSP) แก่ประเทศนี้อีกครั้งในปีเดียวกันด้วย
นอกจากนี้ วิกฤตการณ์เศรษฐกิจดังกล่าวยังส่งผลให้รัฐบาลมัลดีฟส์ ต้องดำเนินมาตรการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ของรัฐ โดยได้ปฏิรูประบบภาษีอากร โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจบางประเภท เช่น การโอนกิจการสนามบินแห่งชาติในกรุงมาเลให้กับบริษัท GMR Malaysia Airport Holdings เข้ามาบริหารเป็นเวลา 25 ปี (2553) การขายหุ้นของบริษัท Maldives Water and Sanitation Company จำนวน 20 % ให้แก่บริษัท Hitachi Plant Technology จากญี่ปุ่น (2553) และการเสนอขายหุ้นไอพีโอของบริษัทดิรากู (Dhiraagu) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ (2554)รัฐบาลยังได้เริ่มแผนการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในกิจการด้านสุขภาพ การศึกษา การคมนาคม และที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการที่จะร่วมทุนกับภาคเอกชนในกิจการด้านการประปา ระบบการระบายน้ำ ท่าเรือ ถนน และการไฟฟ้า อีกด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลมัลดีฟส์ยังได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาเกาะต่างๆ ของประเทศให้เป็นที่พักต่างอากาศ และมีการกระจายอำนาจการปกครองให้ท่องถิ่นและภาคเอกชนสามารถมีอำนาจจัดการตนเองมากยิ่งขึ้น เพื่อความรวดเร็วในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ
การลงทุนในมัลดีฟส์
ในการจัดอันดับประเทศที่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจของธนาคารโลกในปี 2554 มัลดีฟส์ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 79 จากทั้งหมด 183 ประเทศ ซึ่งสูงกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ด้วยกัน
รัฐบาลมัลดีฟส์มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจประเภทที่ (1) ใช้เงินทุนในระดับสูง (Capital Intensive) (2) เพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายทอดเทคโนโลยี (3) แนะนำและฝึกฝนทักษะใหม่ๆ แก่แรงงานในประเทศ (4) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการลงทุนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงท่องเที่ยว ศิลปะศาสตร์ และวัฒนธรรม (Minister of Tourism, Arts and Culture) ในขณะที่การลงทุนในสาขาอื่นๆ จะต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ (Ministry of Economic Development)
การลงทุนในมัลดีฟส์มีสิทธิประโยชน์ดังนี้- 1) ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ
- 2) ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของได้ 100 %
- 3) มีกฏหมายประกันการลงทุน
- 4) มีข้อกฎหมายการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (International arbitration of disputes)
- 5) ไม่มีข้อจำกัดด้านการส่งเงินกลับประเทศ
- 6) ไม่มีข้อจำกัดด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- 7) อนุญาติให้มีการเช่าที่ดินระยะยาวสำหรับโครงการขนาดใหญ่
- 8) ไม่มีข้อจำกัดในด้านการใช้แรงงานต่างชาติที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ทำงานด้านเทคนิคและด้านบริหาร
- การร่วมลงทุนกับภาครัฐใน 27 สาขาต่อไปนี้ ได้แก่ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการเงิน (Financial consultancy) ธุรกิจให้บริการสอบบัญชี (Auditing services) ธุรกิจประกันภัย (Insurance services) ธุรกิจกิฬาทางน้ำ (Water sports activities) ธุรกิจดำน้ำอาชีพ (Commercial diving) ธุรกิจให้บริการขนส่งทางอากาศภายในประเทศ (Domestic air transport services) ธุรกิจให้บริการจัดเลี้ยงแก่ผู้โดยสารของสายการบิน (Catering services for airlines) ธุรกิจเกมตกปลา (Big game fishing) ธุรกิจให้บริการสนับสนุนด้านเทคนิค (Technical support services) อุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Garment manufacturing) อุตสาหกรรมผลิตและจัดจำหน่ายน้ำจืดบรรจุภาชนะ (Water bottling and distribution) ธุรกิจให้บริการที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ งานบรรณาธิกร การโฆษณา และการแปล (Public relations consultancy, editorial, advertising and translation services) อุตสาหกรรมบรรจุและจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์ (Cement packing and distribution) ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายให้กับสายการบินและบริษัทเดินเรือ (General sales agency, passenger sales agency and cargo sales agency for airlines and shipping lines) ธุรกิจสปา (Spa operation and management) โรงบำบัดน้ำเสีย (Water treatment plant) อุตสาหกรรมต่อเรือเล็ก (Boat building) ธุรกิจให้บริการพัฒนาและสนับสนุนซอฟต์แวร์ (Software development and related support services) ธุรกิจให้บริการสัญญาเช่าการเงิน (Financial leasing services) อุตสาหกรรมแปรรูปปลา (Fish processing) ธุรกิจให้บริการด้านการแพทย์แผนโบราณ (Traditional medical services) ธุรกิจถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอใต้น้ำ (Underwater photography and videography) อุตสาหกรรมผลิตน้ำแข็งก้อน (Block ice making) ธุรกิจภัตตาคารอาหารตำรับเดียว (Specialty restaurants) ธุรกิจบริการประเมินค่ากิจการ (Business valuation services) ธุรกิจโรงเรียนการบิน (Flying school) และธุรกิจให้บริการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT system integration and implementation services) โดยรัฐบาลมัลดีฟส์จะใช้เวลาเพียง 10 วันเท่านั้นในการอนุมัติโครงการลงทุนใน 27 สาขาเหล่านี้
- การร่วมลงทุนกับรัฐบาลมัลดีฟส์ในสาขาอื่นๆ ที่ไม่รวมอยู่ใน 27 สาขาข้างต้น ซึ่งกรณีนี้ รัฐบาลจะใช้เวลา 30 วันทำการ ในการพิจารณาอนุมัติ
- การลงทุนโดยไม่ร่วมทุนกับรัฐมัลดีฟส์ ซึ่งจะใช้เวลา 30 วันทำการในพิจารณาการอนุมัติ
ข้อพิพาทเกี่ยวกับการลงทุนที่มีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถดำเนินการฟ้องร้องในศาลในประเทศได้ สำหรับข้อพิพาทเกี่ยวกับการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป จะต้องดำเนินการฟ้องร้องกับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (International arbitration)
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะพบว่ามัลดีฟส์เป็นประเทศทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจประเทศหนึ่ง เนื่องจากมีนโยบายเปิดกว้างและจูงใจแก่นักลงทุนต่างประเทศ อีกทั้งยังด้วยลักษณะความสภาพแวดล้อมที่ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
พฤษภาคม 2556
อ้างอิง: http://sameaf.mfa.go.th/th/business-center/detail.php?ID=4275
