รัฐบาลอินเดียประกาศนโยบายความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ตฉบับแรกของประเทศเมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2556 หวังดึงเอกชนเข้าร่วมลงทุนสร้างระบบป้องกันทางอินเตอร์เน็ต ท่ามกลางกระแสข่าวการเปิดโปงความลับของหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ โดยอดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานความมั่นคงสหรัฐ "เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน"
โดยแหล่งข่าวรายงานว่าโครงการ Prism ของสหรัฐได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือล้วงลึกข้อมูลข่าวสารของประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งอินเดียด้วย ทางการอินเดียจึงเดินหน้าออกนโยบายความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ตของอินเดีย โดยนาย Kapil Sibal รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสานได้ประกาศลั่นว่าจะป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดต่อทรัพย์สินและธุรกิจของอินเดียจากอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตให้ได้
อย่างไรก็ดี อุปสรรคของนโยบายนี้อยู่ที่การนำนโยบายนี้ไปปฏิบัติจริง เพราะการวางระบบความปลอดภัยและการป้องกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว รัฐบาลอินเดียจึงหวังให้บริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในระบบรักษาความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนนี้
แหล่งข่าวภายในของสำนักข่าวกรองแห่งชาติอินเดีย (NIA) ที่ไม่ประสงค์ออกนาม ให้ข้อมูลว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ทางการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าไปมีบทบาทในระบบการรักษาความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ตของชาติ พร้อมยังกล่าวต่อว่า "เราคาดหวังว่าจะมีการลงทุนในสาขานี้ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งจากบริษัทภายในประเทศและต่างประเทศ และนโนบายนี้จะสร้างฐานความร่วมมือกับต่างประเทศเช่นสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลด้วย" นอกจากนี้แล้ว ภายใน 5 ปีคาดว่าจะมีผู้รักษาความทางอินเตอร์เน็ตมืออาชีพเกิดขึ้นในอินเดียอีกกว่า 5 แสนคนโดยผ่านการสร้างเสริมศักยภาพ พัฒนาทักษะฝีมือและการฝึกอบรมที่ดี
ด้วยรายงานการก่อเหตุอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลอินเดียต้องใส่ใจต่อความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลละเอียดอ่อนที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น ระบบการทหาร โครงสร้างพื้นฐานเช่นไฟฟ้า โทรคมนาคมและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ "ความเสี่ยงทางไซเบอร์จะมีผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจด้วย และคงไม่มีชาติใดในโลกที่ไม่อยากให้เศรษฐกิจมั่นคง" Kapil Sibal รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกล่าว อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ความร่วมมือจากเอกชนแล้ว การสร้างระบบป้องกันและตรวจสอบความพยายามเจาะทะลวงข้อมูลของประเทศดูจะเป็นเรื่องยากสำหรับหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบอย่าง Computer Emergency Response Team ของอินเดีย (CERT-IN)
สำหรับเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ และกำลังแสวงหาโอกาสที่จะได้ทดสอบฝีมือตรวจจับแฮคเกอร์ทั้งหลายนั้น อินเดียน่าจะเป็นประเทศที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะเป็นระบบที่ใหญ่และมีความซับซ้อน น่าจะเป็นความท้าทายของทั้งผู้ไม่หวังดีที่จะเจาะระบบและสำหรับผู้ที่ต้องการวางระบบป้องกันด้วยเช่นกัน
กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและ และแอฟริกา
10 กรกฎาคม 2556
