การปฏิรูปด้านการลงทุนในเมียนมาร์

ภาพรวมการลงทุน

การลงทุนสะสมจากต่างประเทศในเมียนมาร์ (ตั้งแต่ ปี ๓๑- มิ.ย. ๕๕) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น ๔๑,๐๒๙.๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่ลงทุนในเมียนมาร์สูงเป็นอันดับหนึ่ง คือ จีน (คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๔๗ ของมูลค่าการลงทุนสะสมทั้งหมด) ไทย (คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๓๒ ของมูลค่าการลงทุนสะสมทั้งหมด) ตามด้วยฮ่องกง (คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๕๓ ของมูลค่าการลงทุนสะสมทั้งหมด) ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างประเทศในปีงบประมาณ ๕๓ (๑ เมษายน ๕๓ ถึง ๓๑ มีนาคม ๕๔) สูงมากเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เมียนมาร์เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในปี ๓๑ โดยมีมูลค่าสูงถึงกว่า ๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้นจากปีงบประมาณ ๕๒ ถึง ๕๙ เท่า การลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ในภาคพลังงานไฟฟ้า (ร้อยละ ๔๖.๔๗) รองลงมา ได้แก่ ภาคน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (ร้อยละ ๓๔.๕๗) ภาคเหมืองแร่ (ร้อยละ ๖.๘๖)

การพัฒนาศักยภาพด้านการลงทุน

เมียนมาร์ได้จัดตั้ง Myanmar Investment Commission (MIC) เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการลงทุน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นเลขานุการ เมียนมาร์ได้พัฒนาศักยภาพ MIC โดยได้ดำเนินการให้การบริการด้านการจดทะเบียนบริษัท รวมถึงการให้แนะนำด้านการลงทุนในลักษณะ one stop service และ เมียนมาร์กำลังปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างๆ ได้แก่

  • ๑) กฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investment Law –FIL)

    เมื่อวันที่ ๒ พ.ย. ๕๕ ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้ลงนามในกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศฉบับใหม่แล้ว มีสาระสำคัญที่ให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติ อาทิ

    • สามารถดำเนินกิจการ ๑๐๐ % หรือจัดตั้งบริษัทร่วมกับนักลงทุนท้องถิ่น (joint venture) ในสัดส่วนที่ตามแต่จะตกลงกันไว้
    • ไม่ระบุเงินลงทุนขั้นต่ำ
    • สาขาที่จำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ อาทิ กิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงด้านการเกษตร ปศุสัตว์ ประมง ที่สงวนไว้สำหรับคนท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนต่างชาติประสงค์ประกอบกิจการในสาขาที่จำกัดไว้ สามารถยื่นเรื่องต่อ Myanmar Investment Commission เพื่อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาอนุมัติได้
    • ยกเว้นภาษี ๕ ปีแรก และสามารถได้รับการลดหย่อนภาษีตามรูปแบบของการลงทุนที่จะเป็นผลประโยชน์ต่อเมียนมาร์
    • สามารถเช่าที่ดินได้จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
    • สามารถโอนเงินผลกำไรหลังหักภาษีไปต่างประเทศได้
    • จะต้องจัดจ้างแรงงานมีฝีมือชาวเมียนมาร์เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้

  • ๒) กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone Law)

    เมื่อเดือน ม.ค. ๕๔ รัฐบาลเมียนมาร์ได้ออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ และกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone Law) และกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายทั้งสองฉบับ

  • ๓) การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม

    ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรม (Industrial Development Committee) เพื่อดูแลด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม นอกจากนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่ตามแนวชายแดน และสร้างงานให้กับประชาชนในรัฐต่างๆ รัฐบาลเมียนมาร์ได้จัดตั้งเขตอุตสาหกรรมในรัฐกะเหรี่ยง และกำลังอยู่ระหว่างจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมในรัฐมอญ และรัฐยะไข่



ที่มา เว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง
อ้างอิง http://www.thaiembassy.org/yangon/th/business/26196-.html
17 กรกฎาคม 2556

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ