การพัฒนาระบบธนาคารในเมียนมาร์กับก้าวย่างของนักลงทุนไทย
เมษายน 2556

ในระยะ 1-2 ปี ที่ผ่านมา เมียนมาร์มีพัฒนาการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การนำของรัฐบาลพลเรือนที่มีนายเต็ง เส่ง หัวหน้าพรรค Union Solidarity and Development Party (USDP) เป็นประธานาธิบดี โดยได้มีความพยายามที่จะเร่งดำเนินการเพื่อปฏิรูปและพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขจัดความยากจน พัฒนาชนบทและการเกษตร ได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ระบบการธนาคารในเมียนมาร์ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และถือเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.08 ของ GDP ทั้งนี้ รัฐสภาเมียนมาร์กำลังพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยธนาคารกลาง (Central Bank Law) ฉบับใหม่ ซึ่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของเมียนมาร์ได้รับคำแนะนำทางเทคนิคจากองค์การระหว่างประเทศ อาทิ IMF World Bank และเป็นที่คาดกันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะเน้นความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในเร็ววันนี้

ปัจจุบัน มีธนาคารรัฐในเมียนมาร์ ๔ ธนาคาร ได้แก่ Myanma Economic Bank (MEC), Myanma Investment and Commercial Bank (MICB), Myanma Foreign Trade Bank (MFTB) และ Myanma Agriculture and Development Bank (MADB) ธนาคารเอกชน ๑๙ ธนาคาร และสำนักงานผู้แทนของธนาคารต่างชาติ ๒๘ ธนาคาร ทั้งนี้ ธนาคารกลางเมียนมาร์ได้อนุญาตเฉพาะธนาคารรัฐ ๓ แห่ง (MEC, MICB, MFTB) และธนาคารเอกชนอีก ๑๕ แห่ง (อาทิ Kanbawza Bank(KBZ), Asia Green Development Bank (AGD), Co-Operative Bank(CB) Ayeyarwaddy Bank (AYA) Myanma Apex Bank (MAB) Myanma Oriental Bank (MOB) และ United Amara Bank (UAB)) ให้สามารถดำเนินธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศและสามารถเปิดบัญชีเงินตราสกุลต่างประเทศได้

ขณะนี้ การโอนเงินจากประเทศไทยเข้าสู่เมียนมาร์สามารถทำได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิมโดยหากเป็นการโอนเงินรายย่อยสามารถรับบริการจากธนาคารไทยที่มีสำนักงานผู้แทนในเมียนมาร์ได้ (ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์) ซึ่งธนาคารเหล่านี้จะอำนวยความสะดวกโอนเงินตราโดยการประสานงานกับธนาคารเมียนมาร์ที่ได้รับอนุญาตดำเนินธุรกรรมได้ การโอนเงินทุนจดทะเบียนสำหรับการจัดตั้งบริษัท (initial capital) นักธุรกิจจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของเมียนมาร์ อาทิ ขออนุญาตจัดตั้งบริษัทจาก Myanmar Investment Commission (MIC) และจดทะเบียนบริษัทกับ Directorate of Investment and Company Administration (DICA)ซึ่งจะระบุให้บริษัทโอนเงินทุนจดทะเบียนในเมียนมาร์ โดยในกรณีเช่นนี้ นักธุรกิจสามารถติดต่อกับธนาคารไทยที่มีสำนักงานผู้แทนในเมียนมาร์เพื่อดำเนินธุรกรรมตามขั้นตอนต่อไปได้ การเพิ่มทุนสำหรับธุรกิจที่ได้ดำเนินกิจการในเมียนมาร์แล้วและประสงค์เพิ่มทุนดำเนินกิจการ จะต้องขออนุญาตการเพิ่มทุนกิจการ/ โครงการจาก MIC ก่อนจึงจะสามารถโอนเงินจากไทยไปเมียนมาร์ตามขั้นตอนต่อไปได้

ในทางกลับกัน การโอนเงินจากเมียนมาร์ไปยังต่างประเทศ (Outward remittance) ยังถูกควบคุมและต้องได้รับการอนุมัติโดยธนาคารกลางเมียนมาร์ อีกทั้งจะต้องได้รับอนุมัติจาก MIC ด้วย ซึ่ง MIC ได้กำหนดให้บริษัทต่างชาติต้องจ่ายภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนที่จะโอนผลกำไร/เงินปันผลกลับสู่ประเทศ โดยขั้นตอนการขออนุมัติจาก MIC ใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือน

ทั้งนี้ เมียนมาร์ได้กำหนดให้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และดอลลาร์สิงคโปร์เป็นเงินสกุลต่างประเทศอย่างเป็นทางการ (อัตราแลกเปลี่ยนเงินจั๊ตต่อดอลลาร์สหรัฐค่อนข้างเสถียรและคงตัวอยู่ที่ระดับ 830-865 จั๊ต/ดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็กำลังหารือกับธนาคารกลางเมียนมาร์เพื่อหาแนวทางที่จะให้เงินสกุลบาทเป็นเงินสกุลต่างประเทศอย่างเป็นทางการอีกสกุลหนึ่ง ซึ่งในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่เงินสกุลบาท และเงินสกุลเยน จะเป็นเงินสกุลต่างประเทศอย่างเป็นทางการของเมียนมาร์เพิ่มเติม และมีกระแสข่าวด้วยว่า ภายในเดือนเมษายนศกนี้ ธนาคารกลางเมียนมาร์อาจจะอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติร่วมกิจการกับธนาคารท้องถิ่นเมียนมาร์ในรูปแบบ joint venture ได้และจะให้ระยะเวลา 2 ปี ในการจัดตั้งสาขาธนาคาร



ที่มา East Asia Unit กรมเอเชียตะวันออก อ้างอิง http://www.eastasiawatch.in.th/article.php?section=5&page=2&id=1320
17 กรกฎาคม 2556

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ