"ทวาย" (Dawei) อาจเป็นชื่อคุ้นหูสำหรับคนไทยที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ ในฐานะเมืองบ้านใกล้เรือนเคียงของไทยที่มีสายสัมพันธ์ต่อกันมาแต่โบราณ วันนี้ ในขณะที่พลวัตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถเป็นประโยชน์กับประชาชนในระดับท้องถิ่น และการสร้างความเชื่อมโยงของระบบโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคมีความสำคัญและเป็นผลประโยชน์ร่วมกันร่วมกันของภูมิภาค
ชื่อของทวายหวนกลับมาอีกครั้ง ในฐานะโครงการลงทุนระดับแสนล้านที่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมาร์ ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมาร์และส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับไทยและภูมิภาค อีกทั้งจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถเป็นประโยชน์เชื่อมโยงต่อไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา
โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายฯ ตั้งอยู่ที่ ต.นาบูเล เมืองทวาย ภาคตะนาวศรี ทางตอนใต้ของเมียนมาร์ บนชายฝั่งทะเลอันดามัน35 กม. บนพื้นที่ขนาน 205 ตร.กม.(ใหญ่กว่ามาบตาพุด 10 เท่า) โครงการหลัก จะประกอบด้วย (1)ท่าเรือน้ำลึกทวาย 3 ท่า รองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่กว่า 100,000 ตัน (2) นิคมอุตสาหกรรม แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ พื้นที่อุตสาหกรรมหนัก (เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมันและแยกก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี ปุ๋ย) อุตสาหกรรมขนาดกลาง (เช่น อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ ยางรถยนต์ กระดาษ ยิปซั่มบอร์ด) และอุตสาหกรรมขนาดย่อม (เช่น อุตสาหกรรมเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แปรรูปอาหาร) ตลอดจนที่พักอาศัยชุมชน และ (3) ถนน ทางรถไฟ สายส่งไฟฟ้า และท่อก๊าซ/ ท่อน้ำมัน ที่จะเชื่อมโยงมายังประเทศไทยที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ซึ่งถนนเชื่อมโยงจากพื้นที่โครงการไปยังชายแดนไทยจะมีระยะทางประมาณ 132 กม.
โครงการดังกล่าวมีจุดเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2551 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและเมียนมาร์ ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายและถนนเชื่อมโยงมายังกรุงเทพฯ โดยเห็นชอบให้ภาคเอกชนเข้ามาพัฒนาโครงการ ซึ่งต่อมา ทางการเมียนมาร์ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด มหาชน (ITD) เป็นระยะเวลา 60 ปี เพื่อพัฒนาโครงการทวายในรูปแบบพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone – SEZ) ระบบถนนและระบบรางเชื่อมโยงกับประเทศไทย รวมทั้งพื้นที่ที่อยู่อาศัยและอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การดำเนินงานแบบ BOT (Build - Operate - Transfer)
จนกระทั่งมาถึงในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและเมียนมาร์ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาที่ครอบคลุมในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเมียนมาร์ ซึ่งถือเป็นการยืนยันเจตนารมย์ที่จะร่วมกันผลักดันโครงการทวายฯ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว และไม่ได้จำกัดการพัฒนาเฉพาะบริเวณพื้นที่โครงการทวายฯ หากครอบคลุมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการ ที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน รัฐบาลไทยและเมียนมาร์ได้ร่วมกันจัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วมระหว่างไทย –เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (Myanmar – Thailand Joint High-level Committee for the Comprehensive Development in the Dawei SEZ and Its Related Project Areas) เพื่อดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ ซึ่งประกอบไปด้วยกลไก 3 ระดับ ได้แก่
- (1) คณะกรรมการร่วมระดับสูง (Joint High-level Committee – JHC) เป็นคณะกรรมการระดับนโยบาย โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และนายญาณ ทุน รองประธานาธิบดีเมียนมาร์เป็นประธานร่วม
- (2) คณะกรรมการประสานงานร่วม (Joint Coordinating Committee – JCC) เป็นคณะกรรมการระดับประสานและขับเคลื่อนการดำเนินการ โดยมีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายเอ มิ้นท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเมียนมาร์ เป็นประธานร่วม
- (3) คณะอนุกรรมการ (Sub-Committees) ในสาขาต่าง ๆ 6 คณะ ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างด้านอุตสาหกรรมเฉพาะด้านและการบริหารธุรกิจ ด้านพลังงาน ด้านการพัฒนาชุมชน ด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และด้านการเงิน
ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและเมียนมาร์ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และได้ร่วมกันกำหนดโครงการสำคัญเร่งด่วนที่ควรผลักดันให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2558 ได้แก่ (1) ถนน (2) ท่าเรือน้ำลึก (3) นิคมอุตสาหกรรม (4) โรงไฟฟ้า (5) น้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย (6) โทรคมนาคม (7) การพัฒนาชุมชน และ (8) ระบบรถไฟความเร็วสูง ซึ่งคณะอนุกรรมการทั้ง 6 คณะกำลังเร่งจัดทำรายละเอียดแผนการดำเนินการต่อไป
ล่าสุด รัฐบาลไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JCC ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 6 –9 มีนาคม 2556 ณ เมืองพัทยา เพื่อติดตามผลักดันความคืบหน้า ก่อนที่รัฐบาลเมียนมาร์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JHC ครั้งที่ 2 ต่อไปเร็วๆ นี้
อ้างอิง http://www.eastasiawatch.in.th/article.php?section=5&page=2&id=1315
