1 ข้อบังคับการใช้พลังงานทดแทนของอียู: โอกาสและความท้าทายสำหรับธุรกิจไทยในฐานะผู้นำด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก อียูได้ประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ "20-20-20" ตั้งแต่ปีค.ศ. 2007 ผูกมัดให้อียูต้อง 1) ลดปริมาณการปล่อยก๊าซทั้งหมดลงร้อยละ 20 ภายในปีค.ศ. 2020 เทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซในปีค.ศ. 1990 2) เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปีค.ศ. 2020 และ 3) ลดการใช้พลังงานทั้งหมดลงร้อยละ 20 ภายในปีค.ศ. 2020 โดยเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตเป้าหมายดังกล่าว นับเป็นมาตรการฝ่ายเดียวของอียูและเพื่อประโยชน์ของอียูเอง เพราะทุกฝ่ายในอียูหมายมั่นให้ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ นำอียูไปสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจสีเขียวที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ในระดับต่ำ (low-carbon economy) ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน อันจะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสเชิงธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในสาขาพลังงาน เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่อียูนำมาใช้ คือข้อบังคับว่าด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก (Directive 2009/28/EC on the promotion of the use of energy from renewable sources) หรือที่มีชื่อย่อว่า RED (Renewable Energy Directive) ซึ่งกำหนดแผนงานและมาตรการในการบรรลุซึ่งการใช้พลังงานทดแทนร้อยละ 20 ของการใช้พลังงานทั้งหมดในอียูภายในปีค.ศ. 2020 และที่สำคัญ คือแม้ประเทศสมาชิกอียูจะมีเป้าหมายที่ต้องบรรลุต่างกัน แต่สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือร้อยละ 10 ของพลังงานที่ใช้ในสาขาการคมนาคมทางบกจะต้องมาจากพลังงานทางเลือก โดยประเทศสมาชิกต้องรายงานความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวให้คณะกรรมาธิการยุโรปทราบทุกๆ 2 ปี RED จึงเป็นตัวแปรสำคัญส่งผลให้ความต้องการพลังงานทดแทนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) โดยเฉพาะไบโอดีเซล (biodiesel) เพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีการนำเข้าเชื้อเพลิงชีวภาพประเภทนี้ จากผู้ผลิตประเทศที่สาม เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย อาร์เจนตินา เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในอียูมากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพของอียูออกมากดดันคณะกรรมาธิการยุโรปให้ใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (anti-dumping) กับเชื้อเพลิงชีวภาพจากประเทศที่สามที่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ซึ่งก็เป็นผลเมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าประเภทไบโอดีเซลจากประเทศอินโดนิเซีย นอกจากนี้ อียูได้ใช้มาตรการทุ่มตลาดแล้วกับไบโอดีเซลจากสหรัฐฯ และแคนนาดา และกำลังเริ่มสอบสวนว่า เอธานอลจากสหรัฐฯ ในตลาดอียูเข้าข่ายทุ่มตลาดด้วยหรือไม่
2 มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดอาจไม่ใช่มาตรการเดียวที่อียูนำมาใช้ โดยข้อบังคับว่าด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก หรือ RED ซึ่งเป็นแนวทางให้แต่ละประเทศสมาชิกนำไปออกกฎหมายภายในประเทศ ก็อาจกล่าวได้ว่ามีนัยปกป้องหรือกีดกันทางการค้าแอบแฝงเช่นกันข้อบังคับ RED ใช้กลไกสำคัญ 2 ประการคือ 1) การกำหนดเป้าหมายที่แต่ละประเทศสมาชิกต้องบรรลุ (national targets) และ 2) การกำหนดค่าความยั่งยืนของวัตถุดิบที่ใช้ในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว (sustainability criteria) ซึ่งมีเกณฑ์ปลีกย่อยสำคัญอีก 2 ประการ คือ
1) ค่าความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ค่า GHG savings (greenhouse gas emission saving values) ซึ่งขั้นต่ำต้องอยู่ที่ร้อยละ 35 ของระดับการปล่อยก๊าซจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยหลังปีค.ศ. 2017 มูลค่าความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซนี้จะต้องเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 สำหรับเชื้อเพลิงที่ผลิตโดยโรงงานเดิมและร้อยละ 60 สำหรับโรงงานใหม่
2) เกณฑ์การไม่ใช้ที่ดิน (land use rights) ที่มีค่าความหลากหลายทางชีวภาพสูง (high biodiversity value) หรือที่มีค่าคาร์บอนสูง (high carbon stock) เช่น ผืนป่า มาใช้ปลูกวัตถุดิบเพื่อการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศน์และการใช้ทรัพยากรที่ดินทั้งในอียูเองและในประเทศที่สาม ที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคม เช่น การขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดินที่เคยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกิน การบังคับให้ขายที่ดิน การเลิกสัญญาเช่าซื้อที่ดินก่อนกำหนด การรวมเอาเกณฑ์ land use rights เข้าเป็นหนึ่งในมาตรฐานความยั่งยืน (sustainability criteria) เป็นผลสืบเนื่องจากการที่อียูถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่า หากปราศจากเกณฑ์ดังกล่าว ประเทศกำลังพัฒนาจะพากันถางป่า (indirect land use change) หรือนำพื้นที่ที่เคยใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น (direct land use change) มาใช้ปลูกพืชไบโอดีเซล (biodiesel crops) เพื่อส่งออก ซึ่งนอกจากจะเพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซแล้ว ยังทำให้ราคาอาหารในตลาดโลกที่สูงอยู่แล้วสูงขึ้นไปอีกด้วย
คณะกรรมาธิการยุโรปจะคอยตรวจสอบแหล่งที่มาและผลกระทบของการใช้ที่ดินที่ใช้ปลูกวัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพที่ส่งเข้ามาขายในอียู โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกอียูต้องรายงานสถานการณ์การใช้ที่ดินและการเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจเป็นผลกระทบจากการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้ง ความคืบหน้าในการปฏิบัติตามข้อกำหนด RED ทุกๆ 2 ปี โดยเส้นตายครั้งแรกคือ สิ้นปี ค.ศ. 2011 ที่ผ่านมา โดยให้ถือว่ารายงานฉบับที่ 6 ซึ่งมีกำหนดส่งในปี ค.ศ. 2021 เป็นรายงานฉบับสุดท้าย
3 หากเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดใด ไม่ได้มาตรฐานตามค่าความยั่งยืน (sustainable criteria) 2 ประการดังกล่าว อียูก็จะถือว่า เชื้อเพลิงชีวภาพนั้น "ไม่มีความยั่งยืน" (unsustainable) และไม่สามารถนำไปนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของการบรรลุ national targets ตามข้อผูกพันภายใต้ข้อบังคับ RED และการได้มาซึ่งสิทธิพิเศษทางภาษีได้
จากการประเมินไบโอดีเซลน้ำมันปาล์มตามเกณฑ์ความยั่งยืนดังกล่าว อียูให้คะแนน GHG savings เพียงร้อยละ 19 จึงไม่ถือว่าน้ำมันปาล์มเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ "ยั่งยืน" ซึ่งแน่นอนว่า จะกระทบกับการนำเข้าและโอกาสในการใช้น้ำมันปาล์มเป็นพื้นฐานพัฒนาพลังงานชีวภาพในอียูและส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังผู้ส่งออกรายใหญ่จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนิเซีย มาเลเซีย รวมทั้งไทย ที่ส่งออกไปยังอียูจำนวนมาก และเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ไทยมีกำลังผลิตและสามารถส่งออกมายังอียูได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน สหรัฐฯ เคยโต้แย้งว่า การประเมินค่า GHG savings ของอียูไม่ถูกต้องตามหลักวิทยศาสตร์ ดังนั้น การนำค่า GHG savings มาเป็นเงื่อนไขเพื่อได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษี ในความเป็นจริงจึงทำให้เชื้อเพลิงชีวภาพจากประเทศที่สาม เช่น ไบโอดีเซลน้ำมันปาล์ม เสมือนถูกเลือกประติบัติ (discriminated) ในตลาดของอียู เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกันที่ทำจากน้ำมันเรปซีด (rapeseed) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดที่ประเทศสมาชิกอียูผลิตได้มาก
ข้อมูลสถานการณ์พลังงานจากสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยระบุว่า "ไทยมีโอกาสสูงที่จะเป็นศูนย์กลางการซื้อขายเอทานอลและไบโอดีเซลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีกำลังผลิตเกินความต้องการใช้ในประเทศมาก โดยปัจจุบัน กำลังผลิตไบโอดีเซลมีถึง 6 ล้านลิตรต่อวัน แต่มีความต้องการใช้เพียง 1.6 ล้านลิตรต่อวัน" ด้วยศักยภาพดังกล่าวของไทยในการผลิตและส่งออกสินค้าสาขานี้ และหากค่า GHG savings ของไบโอดีเซลน้ำมันปาล์ม ถูกปรับขึ้นในตลาดอียู ภาคการผลิตน้ำมันปาล์มไทยก็จะได้ประโยชน์และอาจพิจารณาพุ่งเป้าส่งออกไปยังอียู ซึ่งก็จะเป็นการช่วยเพิ่มดุลการค้าและลดภาวะโลกร้อนได้ไปในคราวเดียวกัน
หากอียูไม่ปรับค่า GHG savings ก็จะกระทบต่อโอกาสของไบโอดีเซลน้ำมันปาล์มในตลาดอียู ผู้เชี่ยวชาญไทยจึงควรให้ความสำคัญกับเอกสารแนบท้าย 5 (annex V) ของข้อบังคับ RED ว่า นอกจากน้ำมันปาล์มแล้ว มีเชื้อเพลิงชีวภาพหรือวัตถุดิบประเภทอื่นๆ ใดบ้าง อาทิ สบู่ดำ ที่ไทยผลิตได้และมีค่า GHG savings ตามมาตรฐานที่อียูกำหนด เพื่อพัฒนาลู่ทางส่งออกแทนไบโอดีเซลน้ำมันปาล์มต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องไม่ลืมมาตรฐานความยั่งยืนอีกประการ คือการไม่ทำลายป่าหรือที่ดินที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มาใช้ปลูกพืชไบโอดีเซล เพราะอียูใช้การบรรลุมาตรฐานความยั่งยืนทั้ง 2 ประการเป็นตัวตัดสิน
จาก http://www.europetouch.in.th/detail_article.php?aId=94nn5n84n84a5n94n28n56n
