เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 นาย Michel Barnier คณะกรรมาธิการยุโรปด้านตลาดภายใน และการบริการได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานเปิดตัว CEPS Digital Forum Taskforce on Copyright in the EU Digital SingleMarket ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทาง สำหรับการดำเนินนโยบายด้านลิขสิทธิ์ในยุคดิจิตอลของสหภาพยุโรปที่อยู่ในช่วงการรวมตัวกันเป็น Single Market โดยสมบูรณ์ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. นาย Barnier ได้ตั้งคำถามในเบื้องต้นว่า Single Market ได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ใช้ประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจในยุคดิจิตอลได้อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง โดยชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของอินเตอร์เนตที่ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนเข้าถึงงานสร้างสรรค์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดายทุกที่ และทุกเวลาโดยใช้เครื่องมือในการเข้าถึงที่หลากหลาย (เช่น คอมพิวเตอร์สำนักงาน คอมพิวเตอร์พกพา และโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น) และสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของโอกาสและความท้าทายเหล่านี้คือ การคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวจักรสำคัญ ในการสร้างสรรค์งานนวัตกรรม และความหลากหลายให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งได้มีการนำออกเผยแพร่ สู่สาธารณะผ่านสื่ออินเตอร์เนต ในการนี้ นาย Barnier ได้ตั้งคำถามต่อไปว่า การคุ้มครองลิขสิทธิ์ ในปัจจุบันเหมาะสมสำคัญสังคมในยุคดิจิตอลแล้วหรือไม่ โดยเห็นว่าความเหมาะสม ควรจะพิจารณาจากความสมดุลในด้านต่างๆ ต่อไปนี้คือ การเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาที่มีคุณภาพ การให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่ผู้สร้างสรรค์ การสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนสร้างสรรค์ และการสร้างความชัดเจนในทางกฎหมายให้แก่ผู้เผยแพร่เนื้อหางานสร้าง สรรค์นั้น ซึ่งนาย Barnier เห็นว่าระบบลิขสิทธิ์ปัจจุบันยังไม่สามารถให้ความสมดุลแก่ทุกๆ ด้านดังที่กล่าวมา
2. ระบบลิขสิทธิ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้สังคมสหภาพฯ ประสบปัญหาในการเข้าถึงงานในลักษณะต่างๆ เช่น ประชาชนของประเทศสมาชิกหนึ่ง ไม่สามารถเข้าถึงงานที่เผยแพร่ในอีกประเทศสมาชิกหนึ่งได้แม้ว่าจะยินดีจ่ายค่าตอบแทน ประชาชนของประเทศสมาชิกหนึ่งไม่สามารถดูรายงานข่าว หรือรายการที่ชอบได้ เมื่อออกไปอยู่ในอีกประเทศสมาชิกหนึ่ง ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ถูกผู้อื่นนำเนื้อหาข่าวไปใช้เพื่อดึงดูดลูกค้า และหาประโยชน์จากการโฆษณา บริษัทที่ทำธุรกิจแพร่ภาพแพร่เสียงที่ได้ลงทุนซื้อสิทธิในการถ่ายทอดกีฬาถูกนำสัญญาณถ่ายทอดดังกล่าวไปเผยแพร่บนอินเตอร์เนตโดยไม่ได้รับอนุญาต บริษัทที่ต้องการนำภาพยนตร์เก่าๆ ของสหภาพฯ มาแผยแพร่ไม่ทราบว่าจะไปขออนุญาตใช้สิทธิจากใคร เป็นต้น แม้ว่าสาเหตุของปัญหา ที่ได้ยกตัวอย่างมานี้อาจเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยอย่างอื่นด้วย เช่น การไม่มีขีดความสามารถด้าน broadband ที่เพียงพอ ทางเลือกของผู้ให้บริการมีจำกัด หรือค่าใช้จ่ายในการให้บริการดังกล่าวยังสูงอยู่ นาย Barnier เห็นว่าระบบลิขสิทธิ์ก็ ไม่ควรจะเป็นหนึ่งในอุปสรรคเหล่านั้น และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบลิขสิทธิ์ของสหภาพฯ ให้เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้สนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์ และให้ประชาชนเข้าถึงงานได้ในทุกประเทศสมาชิก รวมทั้งเป็นเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนในสหภาพฯ และส่งเสริมการมีอิสระในด้านข้อมูลข่าวสารและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
3. ในการพัฒนาให้ระบบลิขสิทธิ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้น นาย Barnier ได้เสนอแนวทาง 4 ประการคือ
-
3.1 การปรับระบบการคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้เอื้อต่อการเข้าถึงงานที่เป็นมรดกของสังคม โดยการปรับปรุง (เพิ่ม) ข้อจำกัดการคุ้มครองลิขสิทธิ์และปรับระบบการอนุญาตให้ใช้สิทธิให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะดำเนินการผ่านระบบการบริหารจัดการสิทธิ์ (หรือองค์กรจัดเก็บ) โครงการสำคัญที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว เช่น การออกกฎหมายรองรับการนำงานที่ไม่ปรากฏผู้สร้างสรรค์มาเผยแพร่ (Orphan Works Directive ซึ่งสำนักงานฯ ได้รายงานให้ทราบแล้ว) การจัดทำบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในหนังสือที่ไม่ได้มีการตีพิมพ์แล้วซึ่งเริ่มมีการนำไปปฏิบัติบ้างแล้วในบางประเทศสมาชิก และการจัดทำข้อแนะนำให้ประเทศสมาชิกดำเนินการแปลงงานด้านวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปดิจิตอลเพื่อความสะดวกในการเผยแพร่ทางอินเตอร์เนตต่อไป
-
3.2 การปรับระบบลิขสิทธิ์ให้เอื้อต่อการเข้าถึงงานได้ไม่ว่าประชาชนผู้ใช้งานจะอยู่ในประเทศสมาชิกใดๆ ก็ตาม ปัจจุบันการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เนตนั้นมีความหลากหลายในเรื่องรูปแบบการให้บริการ และผู้บริโภคมักประสบปัญหาถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้บริการหากเข้าไปใช้บริการจากประเทศอื่น ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์ในเชิงพาณิชย์ของผู้ให้บริการทางอินเตอร์เนตซึ่งบางอย่างอาจขัดต่อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์จะมีลักษณะจำกัดอยู่เพียงแต่ในขอบเขตของแต่ละประเทศ (territoriality) และระบบการอนุญาตให้ให้สิทธิก็ยังมีความสลับซับซ้อน การให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงงานดังกล่าว ในการนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการสิทธิ (Proposal for a Directive on the collective management of rights) ไปแล้วในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญในปัจจุบันกล่าวคือ ปัญหาการอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานดนตรีกรรมขององค์กรจัดเก็บของแต่ละประเทศสมาชิกที่มีความแตกต่างกันไป ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม เช่น ผู้ให้บริการบนอินเตอร์เนต องค์กรแพร่ภาพแพร่เสียง ผู้ให้บริการภาพยนตร์ในระบบออนไลน์ เป็นต้น ผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้ต่างก็ต้องการระบบการออกใบอนุญาตที่ครอบคลุมหลายประเทศสมาชิกในครั้งเดียว ปัจจุบันคณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างทำการประเมินว่าจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงหรือออกกฎหมายใหม่เพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับผลของการอนุวัติกฎหมายสำคัญอื่นๆ ตามนโยบาย Single Market ด้วย เช่น Services Directive
-
3.3 การปรับปรุงระบบลิขสิทธิ์ให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้เกิดการสร้างสรรค์และการลงทุน ในขณะเดียวกันก็ให้ความสมดุลแก่ประโยชน์ของสังคม เช่น การศึกษา การวิจัยและพัฒนา โดยประเด็นสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงคือ การสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างการให้สิทธิแก่ผู้สร้างสรรค์ในการควบคุมตลาดกับ การจำกัดสิทธิในการอนุญาตให้ใช้เนื้องานของตนหรือสิทธิในการได้รับค่าตอบแทนจากการลงทุนสร้างสรรค์งานนั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ได้เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวเพื่อประเมินว่ามีความจำเป็น มากน้อยเพียงไรที่จะปรับปรุงการจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการฯ ได้ดำเนินการไปแล้ว ในกรณีของ Orphan Works Directive และอยู่ระหว่างการดำเนินการเจรจาในระดับสากลในเรื่องการจำกัดสิทธิที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้พิการทางสายตา แต่ทั้งนี้ นาย Barnier ไม่ต้องการลดประสิทธิภาพการคุ้มครองลิขสิทธิ์ลงเพื่อให้ผู้ใช้งานลิขสิทธิ์สามารถนำงานนั้นไปหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ในรูปแบบใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งจะเท่ากับเป็นการแก้ไขกฎหมายให้เกิดการเอาเปรียบในลักษณะ free-riding ซึ่งจะทำให้เกิดการโอนถ่ายความมั่งคั่งจากอุตสาหกรรมที่ผลิตเนื้อหา (ที่ส่วนมากตั้งอยู่ในสหภาพฯ และช่วยก่อให้เกิดการสร้างงานและการจ่ายค่าภาษีในสหภาพฯ) ไปยังอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นคณะกรรมาธิการฯ จึงต้องการมีการกระจายอำนาจการต่อรองและความสามารถในการลงทุนและการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกันในทุกๆ ช่วงของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในการอนุญาตให้ใช้สิทธิที่มีประสิทธิภาพ
-
3.4 การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อขจัดการดำเนินธุรกิจที่เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น การดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ SMEs และบริษัทที่เกิดใหม่สามารถเติบโตได้ ซึ่งจะเป็นการนำธุรกิจและการจ้างงานที่อยู่นอกระบบ (informal economy) ให้เข้าสู่ระบบ อันจะทำให้เกิดการสร้างงานที่มั่งคงและยั่งยืน
4. ในการดำเนินการตามแนวโยบายข้างต้น นาย Banier ต้องการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมมือกันเองด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพเป็นสองเท่า ในการนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอโครงการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมภายใต้ชื่อ "Licensing Europe" เพื่อก่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการจำแนกปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์สามารถสร้างรายได้จากงานสร้างสรรค์ของตนและช่วยสนับสนุนให้ผู้ให้บริการบนอินเตอร์เนตสามารถคิดค้นรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ได้ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการนี้ประสบผลสำเร็จ คณะกรรมาธิการฯ จึงจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้ได้ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ถูกต้องเพื่อนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการจัดทำข้อเสนอต่อไป
ปัจจุบันระบบการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ของแต่ละประเทศสมาชิกยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อยกเว้นหรือข้อจำกัดสิทธิ และการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยองค์กรจัดเก็บที่จัดตั้งขึ้นในแต่ละสาขาอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การรวมตัวเป็น Single Market ของสหภาพฯ ยังไม่สมบูรณ์ ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศอาเซียนเช่นเดียวกัน และอาจจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเมื่อ AEC เริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ดังนั้น ไทยอาจเริ่มศึกษาและหาแนวทางป้องกันล่วงหน้า โดยศึกษาจากประสบการณ์ของสหภาพฯ แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพสังคม และวัฒนธรรมของอาเซียน
จาก http://www2.thaieurope.net/นโยบายด้านลิขสิทธิ์ในอียู/
