"สนใจลงทุนในจีน” เป็นประเด็นที่ธุรกิจต่างชาติให้ความสนใจกันไม่น้อย แต่แล้วก็มักจะเกิดคำถามในใจว่า จีนอนุญาตให้วิสาหกิจต่างชาติจัดตั้งธุรกิจรูปแบบใดได้บ้าง? แต่ละรูปแบบธุรกิจมีข้อแตกต่างกันอย่างไร? แล้วรูปแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด?
สำหรับ ท่านผู้สนใจเข้าลงทุนทำธุรกิจในจีน สามารถติดตามค้นหาคำตอบของคำถามข้างต้นได้ในบทความของศูนย์ข้อมูลเพื่อ ธุรกิจไทยในจีน เรื่อง "How foreigners can set up business in China? มารู้จักรูปแบบการจัดตั้งธุรกิจในจีนสำหรับต่างชาติกันเถอะ!!” ซึ่งจะแนะนำถึงรูปแบบการจัดตั้งธุรกิจประเภทต่างๆ พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ตลอดจนข้อควรคำนึงก่อนการตัดสินใจว่าจะจัดตั้งธุรกิจรูปแบบใดในจีน
รู้จักประเภทธุรกิจ.. ก่อนพิชิตเข้าลงทุนในจีน!!
สำหรับ นักลงทุนที่สนใจเข้าทำธุรกิจในจีน ควรศึกษาว่ารัฐบาลจีนได้กำหนดให้วิสาหกิจต่างชาติสามารถจัดตั้งธุรกิจในจีน รูปแบบใดบ้าง ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติสามารถเลือกจดทะเบียนธุรกิจในจีนได้ 4 ประเภท คือ
1. สำนักงานตัวแทน -- Representative Office (RO)
2. กิจการประเภทชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด -- Wholly Foreign-Owned Enterprise (WFOE)
3. กิจการร่วมทุน -- Joint Venture (JV)
4. วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ -- Foreign-Invested Commercial Enterprise (FICE)
|
สำนักงานตัวแทน -- Representative Office (RO) |
"สำนักงานตัวแทน” เป็นกิจการที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นตัวแทนของบริษัทแม่จากต่างประเทศในการ ประสานงานทางธุรกิจที่อยู่ในประเทศจีน การดำเนินงานในบริษัทสามารถประกอบกิจกรรมประเภทต่างๆ ดังนี้
1. การติดต่อประสานงาน โดย เป็นตัวแทนในการติดต่องานที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและบริการ รวมถึงการจัดซื้อ ซึ่งไม่สามารถแสวงหากำไรได้โดยตรง (เว้นแต่จะได้รับการยอมรับตามข้อตกลงนานาชาติ) โดยไม่สามารถออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) ใบแจ้งราคา (Quotation) ในนามของสำนักงานตัวแทนเองได้ แต่ทำได้เพียงแค่เป็นผู้ติดต่อประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานของบริษัท แม่เท่านั้น
2. การทำกิจกรรมด้านการตลาด เช่น การวิจัยตลาด การจัดแสดงและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า/บริการของบริษัท เป็นต้น
ข้อสังเกต !!
Ø ก่อนที่จะจัดตั้งสำนักงานตัวแทนในจีนได้นั้น บริษัทแม่ในต่างประเทศจำเป็นต้องตั้งกิจการมาแล้วอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ปี
Ø การจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบสำนักงานตัวแทนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ ธุรกิจต่างชาติที่ต้องการความสะดวกในการติดต่อประสานงานกับลูกค้าในพื้นที่ จีน ซึ่งช่วยให้สามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดด้วยข้อดีในด้านการประสานงาน การจัดซื้อ/จัดหา และด้านกิจกรรมสนับสนุนการตลาด ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่ในต่างประเทศกับลูกค้าในจีน อีกด้วย
Ø แม้ว่าทางการจีนจะไม่ได้มีข้อกำหนดด้านเงินทุนในการจัดตั้งธุรกิจประเภท สำนักงานตัวแทน แต่ธุรกิจลักษณะนี้ก็จำเป็นต้องเสียภาษีด้วย ซึ่งรัฐบาลจีนโดย State Administration of Taxation กำหนดให้สำนักงานตัวแทนจะต้องจ่ายทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีขาย และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะคิดภาษีจากค่าใช้จ่ายของกิจการที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ภาษีของสำนักงานตัวแทนยังคงน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับภาษีของธุรกิจแบบ ต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด (WFOE)
|
วิสาหกิจประเภทชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด -- Wholly Foreign-Owned Enterprise (WFOE) |
"วิสาหกิจประเภทชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด” เป็นธุรกิจที่จัดตั้งโดยใช้เงินทุนจากชาวต่างชาติทั้งหมด (ลงทุน 100%) ซึ่งสามารถลงทุนในสายการผลิต การบริการ และการค้าในประเทศจีน รวมถึงยังสามารถขยายขอบเขตธุรกิจเพิ่มเติมได้ ธุรกิจในรูปแบบนี้ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก ด้วยปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้
(1) ชาวต่างชาติสามารถควบคุมกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของกิจการได้เต็มรูปแบบ
(2) สามารถสงวนไว้ซึ่งความเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาได้
(3) สามารถบริหารจัดการและพัฒนาโครงสร้างภายในองค์กรได้เอง
(4) คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรแบบดั้งเดิม
(5) ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการถอนการลงทุนและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
(6) มี โอกาสจัดจ้างชาวต่างชาติได้จำนวนมากกว่า เมื่อเทียบกับรูปแบบสำนักงานตัวแทน (RO)ที่จัดจ้างชาวต่างชาติได้มากที่สุดไม่เกิน 4 คน
|
วิสาหกิจร่วมทุน -- Joint Venture (JV) |
"วิสาหกิจร่วมทุน” เป็นกิจการที่จัดตั้งโดยนักลงทุนต่างชาติ (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเดี่ยวหรือกลุ่ม) ร่วมกับหุ้นส่วนที่เป็นนิติบุคคลจีน โดยบริษัทร่วมทุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. บริษัทร่วมทุนแบบร่วมหุ้น (Equity Joint Venture) เป็นการร่วมทุนระหว่างทุนจีนกับทุนต่างชาติที่มีการแบ่งส่วนของกำไรขาดทุน เท่าเทียมกันตามสัดส่วนของหุ้นที่มีร่วมกัน โดยทุนต่างชาติจะต้องมีไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนทุนที่จดทะเบียนทั้งหมด
2. บริษัทร่วมทุนแบบร่วมดำเนินงาน (Cooperative Joint Venture) เป็นรูปแบบบริษัทธุรกิจต่างชาติที่มีความยืดหยุ่น โดยผู้ลงทุนชาวจีนและต่างชาติล้วนมีอิสระในการทำงานร่วมกัน และไม่จำเป็นต้องแบ่งกำไรขาดทุนตามสัดส่วนของการถือหุ้นที่มีร่วมกัน
ข้อสังเกต !!
Ø ความสำเร็จของบริษัทร่วมทุนขึ้นอยู่กับการประสานผลประโยชน์ร่วมกันของหุ้น ส่วนที่จะร่วมมือร่วมแรง และรับผิดชอบต่อเป้าหมายสำคัญร่วมกันของนักลงทุนต่างชาติกับคู่ร่วมลงทุนจีน
Ø บริษัทร่วมทุนทั้ง 2 ประเภทข้างต้นมีความแตกต่างกันในหลายๆ ด้าน อาทิ ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้านความรับผิดชอบ โครงสร้างการบริการจัดการ ข้อผูกมัดตามสัญญา การแบ่งสรรกำไร สัดส่วนการถือครองหุ้น และการขอคืนเงินลงทุน เป็นต้น
|
วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ -- Foreign-Invested Commercial Enterprise (FICE) |
"วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ” หมายถึง กิจการที่เจ้าของเป็นต่างชาติทั้งหมด (WFOE) หรือกิจการร่วมทุน (JV) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการด้านการส่งออก-นำเข้า ตลอดจนการกระจายสินค้าภายในประเทศจีน โดยตั้งแต่ที่มีการเปิดเสรีด้านการค้าปลีกและกระจายสินค้าในจีนเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา ทางการจีนได้อนุญาตให้วิสาหกิจการค้าของต่างชาติที่มาลงทุนในจีนสามารถ ประกอบกิจการได้ตามรายการต่อไปนี้
(1) การ นำเข้า - ส่งออก การกระจายสินค้า และการค้าปลีก (หมายถึง การขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องให้แก่บุคคลคนเดียวโดยอาจจะผ่านช่องทาง การจำหน่าย เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์ อีเมล์ อินเทอร์เน็ต หรือเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เป็นต้น)
(2) การค้าส่ง (หมายถึง การขายสินค้า/บริการให้แก่บริษัท อุตสาหกรรม หรือองค์กร เป็นต้น)
(3) การเป็นตัวแทนทางธุรกิจ (Agent, Broker)
(4) การทำธุรกิจแฟรนชายส์ (Franchising)
ข้อสังเกต !!
Ø ข้อดีของการจัดตั้งวิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ คือ สามารถซื้อสินค้าได้จากผู้ขายโดยตรง และขายสินค้าให้ถึงผู้ซื้อได้โดยตรงด้วยสกุลเงินหยวน แต่จะมีข้อจำกัด คือ สินค้าที่ซื้อมานั้นไม่สามารถปรับเปลี่ยนลักษณะของผลิตภัณฑ์ได้ กล่าวคือ เมื่อซื้อสินค้าชนิดใดมาก็ต้องขายสินค้าชนิดนั้นไป
Ø ในกรณีที่นักลงทุนต่างชาติประกอบกิจการค้าปลีกที่กระจายสินค้ามากกว่า 30 สาขา จะถูกจำกัดความเป็นเจ้าของกิจการ (Ownership barriers) ด้วยสัดส่วนหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองได้เพียงร้อยละ 49 ของหุ้นส่วนทั้งหมด
Ø วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ สามารถจดทะเบียนเป็นผู้ขอใบอนุญาตการนำเข้า-ส่งออกของจีนได้ โดยหากต้องการยื่นขอนำเข้า-ส่งออกสินค้ารายการพิเศษอื่นๆ นอกเหนือจากข้อกำหนดทั่วไป จะได้รับพิจารณาจากทางการจีนเป็นรายกรณี
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของรูปแบบธุรกิจในจีน
|
สำนักงานตัวแทน -- Representative Office (RO)
| |
|
วัตถุประสงค์การจัดตั้ง :
| |
|
ข้อดี |
ข้อเสีย |
|
1) ใช้เงินทุนจัดตั้งน้อย
|
1) ไม่สามารถออกใบแจ้งหนี้ / ใบแจ้งราคา
|
|
วิสาหกิจประเภทชาวต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด -- Wholly Foreign-Owned Enterprise (WFOE)
| |
|
วัตถุประสงค์การจัดตั้ง :
| |
|
ข้อดี |
ข้อเสีย |
|
1) สามารถดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น เนื่องจากเป็นเจ้าของกิจการเอง 100%
|
1) ใช้เงินทุนจดทะเบียนและเงินทุนตลอดโครงการ
|
|
วิสาหกิจร่วมทุน -- Joint Venture (JV)
| |
|
วัตถุประสงค์การจัดตั้ง :
| |
|
ข้อดี |
ข้อเสีย |
|
1) สามารถต่อยอดโรงงานและแรงงานจากเดิมที่มีอยู่ได้
|
1) การปรับขยายสินทรัพย์หรือยอดขายร่วมกันระหว่างหุ้นส่วนที่อาจมีตัวเลขเกินจริงได้
|
|
วิสาหกิจการค้าที่ลงทุนโดยต่างชาติ -- Foreign-Invested Commercial Enterprise (FICE)
| |
|
วัตถุประสงค์การจัดตั้ง : ต้องการประกอบกิจการด้านการค้า การกระจายสินค้า และการค้าส่งในจีนแบบครบวงจร | |
|
ข้อดี |
ข้อเสีย |
|
1) เอื้อต่อการขยายกิจการประเภทการค้าและการกระจายสินค้า |
1) ใช้เงินทุนจดทะเบียนสูง |
ควรคำนึงอะไร? ก่อนตัดสินใจเดินหน้าธุรกิจในจีน
หลัง จากที่ได้ทราบถึงความแตกต่างของรูปแบบธุรกิจที่ชาวต่างชาติจะสามารถเข้ามา จัดตั้งในจีน พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดจีนแล้ว ลำดับต่อไปคือการพิจารณาถึงปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการทำธุรกิจในอนาคต ซึ่งจำเป็นจะต้องคำนึงตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินการจัดตั้งธุรกิจ อาทิ
1. ขอบเขตกิจกรรมทางธุรกิจ(Business Scope)
การระบุขอบเขตกิจกรรมทางธุรกิจถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากธุรกิจที่จดทะเบียนในจีนจะสามารถดำเนินกิจการได้ตามที่ระบุไว้ในเอกสารที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ผู้จดทะเบียนธุรกิจจึงควรมั่นใจว่า ได้ระบุขอบเขตกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทไว้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และต้องสามารถตรวจสอบได้จริงด้วย เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น
ทั้ง นี้ ในระหว่างการยื่นจดทะเบียน แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพิจารณาขอบเขตของธุรกิจจากเพียงเอกสารที่ระบุในเบื้อง ต้นและอนุมัติให้ แต่หลังจากที่ดำเนินกิจการแล้วก็จะมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานสรรพากรอย่าง ละเอียดในเอกสารใบยื่นขอจัดตั้งบริษัท ดังนั้น การ ระบุข้อความกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพื่อต้องการหลีกเลี่ยงภาษีหรือปิดบังสรรพากร จะทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหน้าได้
2. เงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ (Minimum Registered Capital)
กฎหมาย จีนระบุว่า ทุนจดทะเบียนบริษัทขั้นต่ำอาจเริ่มต้นตั้งแต่ 30,000 หยวนสำหรับกิจการที่มีผู้ถือหุ้นร่วมหลายคน แต่หากเป็นกิจการที่มีผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ทุนจดทะเบียนจะเพิ่มเป็น 100,000 หยวน
ในทางปฏิบัติแล้ว ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่และประเภทของกิจการ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งอาจมีการดึงดูดให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามาตั้งกิจการ ด้วยการกำหนดเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำที่ค่อนข้างน้อย เพื่อให้ได้จำนวนกิจการตามที่ได้วางแผนไว้ อย่างไรก็ดี ทุน จดทะเบียนบริษัทไม่ควรจะต่ำเกินไป เนื่องจากอาจมีสรรพากรท้องถิ่นและสรรพากรกลางเข้ามาตรวจดูความเหมาะสมเมื่อ ดำเนินธุรกิจไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น จึงควรระบุทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามความเหมาะสม โดยควรคำนึงถึงภาระหนี้ (ที่สามารถรับผิดชอบได้) ที่อาจการเกิดขึ้นระหว่างดำเนินกิจการด้วย
ทั้งนี้ จำนวนทุนจดทะเบียนบริษัทมากหรือน้อย นอกจากจะสะท้อนให้ทางการจีนมีความมั่นใจว่าธุรกิจที่จะจัดตั้งนั้นๆ มีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจหรือไม่แล้ว ยังจะสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและศักยภาพของบริษัท ซึ่งคู่ค้ามักจะใช้ทุนจดทะเบียนบริษัทเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาก่อนตัดใจสิน เข้าร่วมทำธุรกิจด้วย
3. เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital)
เงิน ทุนหมุนเวียนเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างเริ่มจัดตั้งธุรกิจใหม่ๆ เจ้าของกิจการอาจมีความกังวลว่าเงินทุนจดทะเบียนที่ใช้ยื่นขอจัดตั้งบริษัท อาจไม่เพียงพอ จึงมักนำเงินทุนหมุนเวียนที่มีอยู่ในมือเข้ามารวมเป็นเงินทุนที่จะจดทะเบียนด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียนในภายหลังได้
ทั้ง นี้ การเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนค่อนข้างมีความยุ่งยากทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายดัง นั้น การนำเงินทุนหมุนเวียนในมือมากระทำการใดๆ จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

ข้อมูล ข้างต้นคงจะช่วยให้ท่านนักลงทุนไทยได้ทราบถึงประเภทธุรกิจที่ทางการ จีนอนุญาตให้วิสาหกิจต่างชาติสามารถจัดตั้งได้ โดยแต่ละประเภทล้วนมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากท่านสนใจจะก้าวสู่การลงทุนทำธุรกิจในจีนอย่างแท้จริงแล้ว ก็ควรพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ความพร้อมของธุรกิจตนเอง ก่อนตัดสินใจว่าควรจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
---------------------------------------
จัดทำโดย นายเฉกชนม์ จึงสง่าสม นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวเทพรัตน์ ตันติกัลยาภรณ์
เรียบเรียงโดย นายโอภาส เหลืองดาวเรือง
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้
