สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
        ตามที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้ติดตามแนวทางการ พัฒนาด้านเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  สำนักงานฯ ขอรายงาน เพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีชีวภาพต่อเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนา สรุปได้ดังนี้
        ๑. องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เปิดเผยรายงานใหม่เรื่อง “Biotechnologies at Work for Smallholders : Case Studies from Developing Countries in Crops, Livestock and Fish” [1] เมื่อปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาของรายงานได้ ยกตัวอย่างแนวทางปฎิบัติที่เกิดขึ้นจริงและประสบการณ์จากการนำเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)[2] มาใช้ในภาคเกษตรในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งสิ้น ๑๙ ตัวอย่าง ใน ประเทศอินเดีย จีน อาร์เจนตินา บราซิล บังกลาเทศ แคเมอรูน โคลัมเบีย คิวบา กานา ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ ศรีลังกา แทนซาเนียและไทย
        FAO มุ่ง หวังให้การจัดทำรายงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อย จึงควรส่งเสริมความพยายามทั้งในระดับประเทศและนานาชาติเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร ส่วนผู้กำหนดนโยบาย (policy-makers) ควรสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพที่มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรรายย่อย”
        ๒. เทคโนโลยีชีวภาพมีอยู่หลากหลาย นับตั้งแต่เทคนิคแบบดั้งเดิม (เช่น การผสมเทียม และการหมัก) ไปจนถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่เกี่ยวกับดีเอ็นเอที่มีความซับซ้อนสูง (เช่น การคัดเลือกด้วยเครื่องหมายพันธุกรรม การทำปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรสและการทำให้เกิดการกลายพันธุ์) เทคโนโลยีชีวภาพสามารถนำไปปรับใช้ในการทำเกษตรได้ทั้งการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์และการผลิตอาหารอื่นๆ สำหรับตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในประเทศกำลังพัฒนาที่น่าสนใจ ได้แก่
        ๒.๑ เทคโนโลยีที่ต้องอาศัยพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับดีเอ็นเอ (DNA-based technology)
               -     นักวิจัยใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายดีเอ็นเอ (DNA markers) พัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ มีชื่อว่า “Swarna – Sub1” ซึ่งทนทานต่อสภาพน้ำท่วมได้ดีและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ระบุว่าในปี ๒๕๕๕ มีเกษตรกรในอินเดียราว ๓ ล้านคนที่ปลูกข้าวพันธุ์Swarna – Sub1 ทำให้ผลผลิตข้าวมีความแน่นอนมากขึ้นแม้จะปลูกในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน และมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศอินเดีย ส่วนเครื่องหมายโมเลกุล (molecular markers) ก็มีการนำมาใช้พัฒนาพันธุกรรมของข้าวฟ่างไข่มุกและแกะในอินเดีย มันสำปะหลังของไนจีเรีย และอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมของแกะในแอฟริกาใต้
               -     ประเทศแคเมอรูนตอนเหนือใช้การทำปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรสหรือพีซีอาร์ (polymerase chain reaction : PCR)[3] วินิจฉัยการแพร่กระจายของโรค Pests des Petits Ruminants ซึ่งเป็นไวรัสร้ายแรงชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาดในสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กอย่างแพะและแกะ พีซีอาร์ทำให้การวินิจฉัยโรคมีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น สัตวแพทย์จึงสามารถจัดการและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคไปสู่สัตว์ฝูงอื่น ส่วนประเทศอินเดียใช้เทคนิคพีซีอาร์ตรวจหาการติดเชื้อในฟาร์มกุ้ง
        ๒.๒ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture และ micropropagation)หลายประเทศนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาผลิตท่อนพันธุ์เพื่อใช้ขยายพันธุ์พืชที่ปราศจากโรค อาทิ การขยายพันธุ์กล้วยในกานาและศรีลังกา มันสำปะหลังในโคลัมเบียและไนจีเรีย มันฝรั่งหวานในกานา
        ๒.๓ เทคโนโลยีเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ (เช่น การผสมเทียม) ถูกนำมาใช้ปรับปรุงสายพันธุ์แกะในอาร์เจนตินาและปศุสัตว์ในบังคลาเทศ
๒.๔ การทำให้เกิดการกลายพันธุ์ (mutagenesis)การเลี้ยงปศุสัตว์บนเกาะแซนซิบาร์ ประเทศแทนซาเนียเผชิญกับโรคไข้ง่วงหลับหรือ “trypanosomosis” โดยมีแมลง testse เป็นพาหะนำโรค จึงแก้ปัญหาโดยการจับแมลง testse ตัวผู้มาทำให้เป็นหมันแล้วปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ ดังนั้น แมลงตัวผู้ จะไม่สามารถผลิตลูกหลานได้อีกจึงช่วยลดการผสมพันธุ์และการเกิดใหม่ตามธรรมชาติ ส่วนประเทศศรีลังกาใช้เทคนิคการทำให้กล้วยกลายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต
        ๒.๕ การใช้ประโยชน์จากระบบย่อยของจุลินทรีย์ ประเทศบราซิลใช้จุลินทรีย์หมักของเสีย ที่ได้จากฟาร์มสุกรทำให้ได้ผลผลิตเป็นก๊าซชีวภาพและปุ๋ยชีวภาพที่มีประโยชน์ ส่วนประเทศจีนใช้แบคทีเรีย (โปรไบโอติก) แทนยาปฏิชีวนะเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำและลดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในฟาร์มกุ้ง
        ๒.๖ สำหรับประเทศไทย FAO ได้ยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีในการผสมปลาข้ามพันธุ์ ระหว่างแม่พันธุ์ปลาดุกอุยของไทยกับพ่อพันธุ์ปลาดุกเทศจากแอฟริกาทำให้ได้ปลาดุกลูกผสม (hybrid catfish) ที่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ดี ลูกที่ได้มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ทนทานต่อโรคสูงและขายได้ราคาดี จึงทำให้ธุรกิจเพาะเลี้ยงปลาดุกของประเทศเติบโตและคนยากจนในชนบทมีโอกาสบริโภคโปรตีนคุณภาพสูงแต่ราคาถูกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีการเล็ดรอดของปลาดุกสายพันธุ์ใหม่สู่แหล่งน้ำธรรมชาติทำให้เกิดปัญหาการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่ง เหตุการณ์ ดังกล่าวเป็นบทเรียนที่ทำให้ไทยต้องเพิ่มความระมัดระวังในการนำเทคโนโลยีมา ใช้ให้มากยิ่งขึ้น โดยต้องมีการกำหนดแนวทางการขยายพันธุ์ที่ดีและคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของระบบนิเวศน์เป็นหลัก 
        ๓. ตัวอย่างทั้งหลายข้างต้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชน์ต่อภาคเกษตร เพราะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและทำให้พืชและสัตว์ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยน แปลงไปได้ดียิ่งขึ้น (เช่น ข้าว ที่ทนทานต่อน้ำท่วม หรือข้าว ฟ่างที่สามารถต้านทานโรคและความแห้งแล้งได้ดี เป็นต้น) ซึ่งจะส่งผลดีต่อการ เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดปัญหาความยากจน และยกระดับ ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีชีวภาพด้านต่างๆ ดังที่กล่าวมายังไม่ถูกต่อต้านเหมือนกับเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรม (genetic modification : GM)[4] จึงทำให้สินค้าที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพในรูปแบบอื่นๆ ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคและเข้าถึงตลาดได้ง่ายกว่า
        ๔. FAO มุ่งหวังว่าบทเรียนจากการศึกษาในครั้งนี้จะกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายทั้งในระดับ ประเทศและนานาชาติเล็งเห็นถึงความ สำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพต่อภาคเกษตร และนำไปสู่การตัดสินใจ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อย ตัวอย่างบทเรียนที่สำคัญที่ได้รับจากรายงาน ได้แก่ การมีกรอบนโยบายที่ชัดเจน (political commitment) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาความสามารถทางการผลิตและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อย เงินสนับสนุนจากผู้บริจาคหรือหน่วยงานระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อเสริมความพยายามของประเทศ[5] ความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่างประเทศ ระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกรเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ นอกจากนี้ ประเทศ ต่างๆ ควรมีการลงทุนระยะยาวในด้านทรัพยากรมนุษย์ (human capital) และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการวางแผน การติดตามและการประเมินผลการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเทคโนโลยีชีวภาพจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นหากเกิดจากบูรณาการระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่น (traditional knowledge)

________________________________________
[1] ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fao.org/docrep/018/i3403e/i3403e00.htm
[2] เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechonology) เป็น การนำความรู้ด้านต่างๆของวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิต ชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต หรือ ผลผลิตของสิ่งมีชีวิต เพื่อประโยชน์ต่อมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นทางการผลิต หรือทางกระบวนการของสินค้า หรือบริการ เพื่อประโยชน์เฉพาะอย่าง ตามที่ต้องการ เทคโนโลยีชีวภาพสามารถนำไปใช้ประโยชน์หลายด้าน อาทิ ด้านการเกษตร ด้านอาหาร ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการแพทย์
[3] ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) เป็นเทคนิคเพิ่มดีเอ็นเอให้มีปริมาณมากเป็นล้านเท่าในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยอาศัยหลักการจำลองตัว ของสายดีเอ็นเอ (DNA Replication) เลียนแบบกระบวนการสังเคราะห์ดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ เทคนิค PCR ถูก นำมาใช้ทางการ เกษตรเพื่อป้องกันกำจัดโรคพืชจากเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัสหรือเชื้อสาเหตุโรคอื่นๆ ส่วนด้านการแพทย์นำไปใช้ตรวจหาไวรัส หรือแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของโรค ทำให้การป้องกันและรักษาโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและใช้เวลาน้อย ลง
[4] การดัดแปลงพันธุกรรม (GM)เป็นการนำความรู้เกี่ยวกับพันธุวิศวกรรมมาดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์หรือแบคทีเรีย โดยตัดเอายีน (gene) ของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมาใส่เข้าไปในยีนของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เคยผสมพันธุ์กันได้ในธรรมชาติ เพื่อให้ สิ่งมีชีวิตนั้นมีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติตามที่ต้องการ
[5] เช่น การพัฒนาข้าวฟ่างไข่มุกในอินเดียได้รับการสนับสนุนจาก UK Department for Intenational Development : DFID ส่วนกองทุน Bill and Melinda Gates ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่สามารถทนทานต่อน้ำท่วมในแอฟริกาและเอเชียใต้ เป็นต้น


6 ธันวาคม 2556

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ