
ในขณะที่เบลเยียม ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ไม่มีกฎหมายความลับทางการค้าเป็นการเฉพาะ การคุ้มครองจะอาศัยกฎหมายว่าด้วยสัญญาหรือหลักกฎหมายจารีตประเพณี โดยฝรั่งเศสจะมีบทลงโทษทางอาญาสำหรับการละเมิดความลับทางการค้าในบางกรณี สำหรับไซปรัสนั้น ความลับทางการค้าจะได้รับการคุ้มครองโดยการทำสัญญาเท่านั้น ส่วนเดนมาร์ก ไม่มีการบัญญัติคำนิยามความลับทางการค้าเช่นกัน
ความแตกต่างกันนี้ทำให้ภาคธุรกิจประสบปัญหาในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเมื่อถูกละเมิดความลับทางการค้า และบางรายไม่มั่นใจในการนำคดีไปสู่ศาล เนื่องจากไม่แน่ใจว่า ศาลจะมีระบบรักษาความลับทางการค้าของตนได้หรือไม่ นอกจากนี้ ความแตกต่างนี้ ยังส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและนักวิจัยระหว่างประเทศสมาชิกอียูต่างๆ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้นโยบายตลาดเดียว (single market) ของอียู
จากการศึกษา พบว่า กฎหมายที่แตกต่างกันดังกล่าว ทำให้ภาคธุรกิจร้อยละ 82 เห็นว่า จะเกิดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในประเทศสมาชิกที่มีระดับความคุ้มครองต่ำ ในขณะที่ร้อยละ 59 เห็นว่า ทำให้ลดแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยและการพัฒนาข้ามพรมแดน ผลสำรวจร้อยละ 40 เห็นว่า ความแตกต่างของกฎหมายนี้ จะทำให้ไม่เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลความลับทางการค้าระหว่างกัน และร้อยละ 70 เห็นด้วยที่จะมีกฎหมายกลางในระดับอียู เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ประเทศสมาชิกออกกฎหมายภายในให้เหมือนกัน
ในเรื่องนี้ อียูได้เผยแพร่ข่าวการเสนอร่างกฎหมายเพื่อปรับกฎหมายคุ้มครองความลับทางการค้าของทุกประเทศสมาชิกให้สอดคล้อง และเยียวยาผู้เสียหายในรูปแบบเดียวกัน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา โดยในร่างกฎหมายนี้ ได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “trade secrets” และวิธีการเยียวยาผู้เสียหาย เพื่อให้ศาลของทุกประเทศสมาชิกมีแนวทางการพิจารณาคดีที่เหมือนกัน โดยร่างกฎหมารยนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่นักธุรกิจ ผู้สร้างสรรค์ นักวิจัย และนักพัฒนานวัตกรรมจากประเทศสมาชิกต่างๆ ให้มีความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น และยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่อาจไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการจดสิทธิบัตรแก่ know-how ของตนได้
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปผู้เสนอร่างกฎหมาย ได้ชี้แจงว่า ความลับทางการค้าไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากเจ้าของความลับทางการค้าไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในงานสร้างสรรค์ดังกล่าว เพราะเจ้าของความลับทางการค้าไม่สามารถป้องกันคู่แข่งจากการลอกเลียนแบบข้อมูลความลับ หรือใช้วิธีการอย่างเดียวกันได้ หากข้อมูลหรือวิธีการดังกล่าวได้มาโดยการวิเคราะห์การทำงานของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องหรือการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) ดังนั้น ความลับทางการค้าจะได้รับการคุ้มครองเฉพาะกรณีที่มีการได้ข้อมูลความลับนั้นมาโดยวิธีการที่ผิดกฎหมาย เช่น การจารกรรมข้อมูล การติดสินบนพนังานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า กฎหมายความลับทางการค้าเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ เท่านั้น นอกจากนี้ การปรับกฎหมายให้สอดคล้องกันครั้งนี้ เป็นการปรับให้สอดคล้องกันในส่วนของคดีแพ่งเท่านั้น ไม่รวมถึงคดีอาญา
นอกจากปรับกฎหมายภายในประเทศสมาชิกแล้ว อียูยังจะบรรจุเรื่องการคุ้มครองความลับทางการค้านี้ ให้เป็นหัวข้อหนึ่งในการเจรจา TTIP ระหว่างอียู-สหรัฐอเมริกา ด้วย ซึ่งเป็นผลจากกรณีการจารกรรมข้อมูลทางเศรษฐกิจที่กระทำโดย National Security Agency (NSA) ของสหรัฐอเมริกา
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย การปรับกฎระเบียบดังกล่าวนับว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกอียู รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากผู้ประกอบการจากประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก เมื่อเข้ามาค้าขายลงทุนทำธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการอียูแล้ว ก็จะเกิดความมั่นใจในการเปิดเผยข้อมูลความลับที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน รวมทั้ง จะได้รับการเยียวยาในกรณีที่ความลับทางการค้าของตนได้รับการเปิดเผย หรือ เอกาไปใช้โดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย
แหล่งอ้างอิง : http://www2.thaieurope.net/?p=5537
โดย : สอท. ณ กรุงบรัสเซลส์ คผท. ประจำสหภาพยุโรป
ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกอียูมีกฎหมายคุ้มครองความลับทางการค้าของแต่ละประเทศสมาชิกที่ แตกต่างกัน และบางประเทศไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ สำหรับประเทศ ที่มีกฎหมายความลับทางการค้าอยู่แล้ว ก็คือ ออสเตรีย บัลแกเรีย เชค เอสโตเนีย เยอรมนี ฟินแลนด์ กรีซ ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สโสวาเกีย สเปน และสวีเดน แต่เยอรมนี ฟินแลนด์ กรีซ และสเปน เองก็ไม่ได้มีการบัญญัติคำนิยาม “ความลับทางการค้า”
ในขณะที่เบลเยียม ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ไม่มีกฎหมายความลับทางการค้าเป็นการเฉพาะ การคุ้มครองจะอาศัยกฎหมายว่าด้วยสัญญาหรือหลักกฎหมายจารีตประเพณี โดยฝรั่งเศสจะมีบทลงโทษทางอาญาสำหรับการละเมิดความลับทางการค้าในบางกรณี สำหรับไซปรัสนั้น ความลับทางการค้าจะได้รับการคุ้มครองโดยการทำสัญญาเท่านั้น ส่วนเดนมาร์ก ไม่มีการบัญญัติคำนิยามความลับทางการค้าเช่นกัน
ความแตกต่างกันนี้ทำให้ภาคธุรกิจประสบปัญหาในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เมื่อถูกละเมิดความลับทางการค้า และบางรายไม่มั่นใจในการนำคดีไปสู่ศาล เนื่องจากไม่แน่ใจว่า ศาลจะมีระบบรักษาความลับทางการค้าของตนได้หรือไม่ นอกจากนี้ ความแตกต่างนี้ ยังส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและนักวิจัยระหว่างประเทศสมาชิกอียู ต่างๆ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้นโยบายตลาดเดียว (single market) ของอียู
จากการศึกษา พบว่า กฎหมายที่แตกต่างกันดังกล่าว ทำให้ภาคธุรกิจร้อยละ 82 เห็นว่า จะเกิดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในประเทศสมาชิกที่มีระดับความคุ้มครองต่ำ ในขณะที่ร้อยละ 59 เห็นว่า ทำให้ลดแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยและการพัฒนาข้ามพรมแดน ผลสำรวจร้อยละ 40 เห็นว่า ความแตกต่างของกฎหมายนี้ จะทำให้ไม่เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลความลับทางการค้าระหว่างกัน และร้อยละ 70 เห็นด้วยที่จะมีกฎหมายกลางในระดับอียู เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ประเทศสมาชิกออกกฎหมายภายในให้เหมือนกัน
ในเรื่องนี้ อียูได้เผยแพร่ข่าวการเสนอร่างกฎหมายเพื่อปรับกฎหมายคุ้มครองความลับทางการ ค้าของทุกประเทศสมาชิกให้สอดคล้อง และเยียวยาผู้เสียหายในรูปแบบเดียวกัน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา โดยในร่างกฎหมาย นี้ ได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “trade secrets” และวิธีการเยียวยาผู้เสียหาย เพื่อให้ศาลของทุกประเทศสมาชิกมีแนวทางการพิจารณาคดีที่เหมือนกัน โดยร่างกฎหมารยนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่นักธุรกิจ ผู้สร้างสรรค์ นักวิจัย และนักพัฒนานวัตกรรมจากประเทศสมาชิกต่างๆ ให้มีความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น และยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่อาจไม่สามารถแบกรับค่าใช้ จ่ายในการจดสิทธิบัตรแก่ know-how ของตนได้
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปผู้เสนอร่างกฎหมาย ได้ชี้แจงว่า ความลับทางการค้าไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากเจ้าของความลับทางการค้าไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในงานสร้างสรรค์ดังกล่าว เพราะเจ้าของความลับทางการค้าไม่สามารถป้องกันคู่แข่งจากการลอกเลียนแบบ ข้อมูลความลับ หรือใช้วิธีการอย่างเดียวกันได้ หากข้อมูลหรือวิธีการดังกล่าวได้มาโดยการวิเคราะห์การทำงานของเทคโนโลยีที่ เกี่ยวข้องหรือการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) ดังนั้น ความลับทางการค้าจะได้รับการคุ้มครองเฉพาะกรณีที่มีการได้ข้อมูลความลับนั้น มาโดยวิธีการที่ผิดกฎหมาย เช่น การจารกรรมข้อมูล การติดสินบนพนังานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า กฎหมายความลับทางการค้าเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา อื่นๆ เท่านั้น นอกจากนี้ การปรับกฎหมายให้สอดคล้องกันครั้งนี้ เป็นการปรับให้สอดคล้องกันในส่วนของคดีแพ่งเท่านั้น ไม่รวมถึงคดีอาญา
นอกจากปรับกฎหมายภายในประเทศสมาชิกแล้ว อียูยังจะบรรจุเรื่องการคุ้มครองความลับทางการค้านี้ ให้เป็นหัวข้อหนึ่งในการเจรจา TTIP ระหว่างอียู-สหรัฐอเมริกา ด้วย ซึ่งเป็นผลจากกรณีการจารกรรมข้อมูลทางเศรษฐกิจที่กระทำโดย National Security Agency (NSA) ของสหรัฐอเมริกา
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย การปรับกฎระเบียบดังกล่าวนับว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกอียู รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากผู้ประกอบการจากประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก เมื่อเข้ามาค้าขายลงทุนทำธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการอียูแล้ว ก็จะเกิดความมั่นใจในการเปิดเผยข้อมูลความลับที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ ร่วมกัน รวมทั้ง จะได้รับการเยียวยาในกรณีที่ความลับทางการค้าของตนได้รับการเปิดเผย หรือ เอกาไปใช้โดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย
- See more at: http://www2.thaieurope.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89/#sthash.Fx3YREim.dpuf