| ประเทศบรูไนเป็นอย่างไร มีอะไรดี อะไรเด่น คนส่วนใหญ่ก็คงจะตอบว่า มีทรัพยากรนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติมาก และเป็นประเทศเล็กที่รํ่ารวย แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ซึ่งก่อนมีโอกาสได้เดินทางไปบรูไนฉันก็คิดเหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นล่ะ จนกระทั่งวันที่ได้เดินทางถึงบรูไน บรูไนในสายตาของฉันเปลี่ยนไป |
|
ความเป็นมา ฉันได้พบว่าบรูไนเป็นประเทศที่สงบ เรียบง่าย ปราศจากความวุ่นวาย หากแต่น่าค้นหาและน่าหลงใหลเช่นกัน ซึ่งคงจะเป็นสิ่งเดียวกับที่ Antonio Pigafetta[1]ได้ค้นพบเมื่อเขาได้เดินทางมาบรูไนเมื่อปี ค.ศ. 1521 บรูไนมีประวัติศาสตร์อันยาวนานย้อนหลังกลับไปประมาณ 1,500 ปี จากหลักฐานของชาวจีนพบว่าบรูไนมีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับจีนมานาน ตามพงศาวดารจีนเรียกบรูไนว่า Puni หรือ Poli ความอุดมสมบรูณ์ทางทรัพยากรของบรูไน อาทิ เครื่องเทศ รังนก การบูร จึงทำให้บรูไนขยายบทบาททางการค้าในบริเวณเกาะบอร์เนียวและเป็นเมืองท่าบนเส้นทางการค้านานาชาติ จนกระทั่งราวศตวรรษที่ 16 บรูไนถูกรุกรานจากชาติตะวันตก ได้แก่ สเปน โปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ ใน ค.ศ. 1888 บรูไนและอังกฤษได้ลงนามสนธิสัญญาระหว่างกัน โดยบรูไนยินยอมอยู่ภายใต้การเป็นรัฐอารักขาของอังกฤษ อันเนื่องมาจากความอ่อนแอภายในของบรูไน โดยเฉพาะความอ่อนแอของผู้ปกครองซึ่งไม่สามารถที่จะควบคุมดูแลประเทศที่ต้องเผชิญกับการรุกรานจากภายนอก และปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองของบรูไนยังคงไว้ซึ่งการมีอำนาจการปกครองภายในประเทศ ต่อมาใน ค.ศ. 1906 ได้มีการลงนามสนธิสัญญาอีกฉบับ เพื่อหวังให้อังกฤษเข้ามาช่วยควบคุมดูแล และแก้ไขปัญหาในประเทศ อย่างไรก็ดี อังกฤษมุ่งที่จะใช้อำนาจทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศบรูไนมากกว่าการร่วมสร้างเสถียรภาพภายในประเทศ อนึ่ง บรูไนได้รับอิทธิพลจากอังกฤษด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยกเว้นเรื่องการนับถือศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมมาเลย์ ในวันที่ 1 มกราคม 2527 (ค.ศ. 1984) บรูไนได้รับเอกราชจากอังกฤษ และได้จัดทำรัฐธรรมนูญภายใต้การปกครองระบบสมบรูณาญาสิทธิราชย์โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ (Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’issaddin Waddalah) เป็นประมุขและผู้นำรัฐบาล พร้อมยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นสังคมมุสลิมที่เคร่งครัด ดินแดนแห่งความสงบสุข (Abode of Peace) สำหรับชีวิตคนเมืองเช่นฉันที่ต้องเจอกับมลภาวะ เสียงรบกวน ความวุ่นวาย ความรีบเร่ง การเลือกบรูไนเป็นสถานที่พักผ่อน และท่องเที่ยวก็ช่วยคลายความเครียดจากชีวิตเมืองหลวงไม่น้อย จากการสังเกตบนเครื่องบิน บรูไนเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความเขียวขจี อุดมสมบรูณ์ด้วยต้นไม้ต้นใหญ่ที่หนาแน่น บนพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร สถานที่ท่องเที่ยวจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวควรจะเยี่ยมชม คงหนีไม่พ้นหมู่บ้านกลางน้ำซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันเก่าแก่ของบรูไน หรือที่เรียกว่ากัมปง อาเยอร์(Kampong Ayer) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่นํ้าบรูไน นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเช่าเรือ (Water Taxi)ล่องเพื่อเที่ยวชมบริเวณหมู่บ้านดังกล่าว และยังสามารถนั่งเรือออกไปบริเวณป่าชายเลนซึ่งอยู่ไม่ไกลนักเพื่อดูลิงจมูกยาว (ProboscisMonkey of Borneo) ก็เป็นการเพิ่มสีสันในการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง บรูไนจึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์ เพราะนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดได้อย่างง่ายดาย เมื่อเหนื่อยอ่อนจากการล่องเรือเพื่อเที่ยวชมหมู่บ้านกลางนํ้า การแวะพักเดินเล่นตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ก็น่าสนใจไม่ได้น้อย เพราะทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติบรูไน เช่น พิพิธภัณฑ์แห่งบรูไน (The Royal Brunei Museum)มีการจัดแสดงโบราณวัตถุของอิสลาม ประวัติความเป็นมาด้านนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติของบรูไนไว้อย่างครบถ้วน หรือ พิพิธภัณฑ์บรูไนเรกกาเลีย (TheRoyal Regalia Building) มีการจัดแสดงเครื่องประกอบพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 29 แห่งบรูไน รวมทั้งของขวัญจากผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่ถวายแด่สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน เป็นต้น พอช่วงใกล้เที่ยงก็ได้เวลารับประทานอาหาร ซึ่งไม่ต้องกังวลเลยว่าจะหาอะไรรับประทานไม่ได้ ร้านอาหารต่าง ๆ ของบรูไนก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปจากประเทศอื่น ๆ ทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ซึ่งหาได้ง่ายในย่านใจกลางเมือง สำหรับอาหารพื้นเมืองของบรูไนคงขอแนะนำ อัมบูยัต ซึ่งประกอบจากการใช้แป้งกวนจนมีลักษณะคล้ายแป้งเปียก โดยรับประทานกับอาหารคาวอื่น ๆ หรือน้ำจิ้มรสทุเรียน มะขาม กะปิ สับปะรด เป็นต้น จุดที่น่าสนใจคือวิธีการรับประทาน ซึ่งจะต้องใช้ตะเกียบปั่นแป้งในชามให้พอดีคำ ที่สำคัญจะต้องกลืนแป้งกวนดังกล่าวลงไปในทันทีโดยไม่ต้องเคี้ยว ซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานอาหารที่ได้รสชาติไปอีกแบบ ตกบ่ายนักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมมัสยิดต่าง ๆ เช่น มัสยิดโอมา อาลี ไซฟุดดิน (Omar Ali Saiffuddien Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดประจำพระองค์ของสมเด็จพระมหาราชาธิบดีองค์ที่ 28 ของบรูไนและมัสยิดจาเมร์ ฮัซซานัล โบลเกียห์ (Jame Asr Hassanil Bolkiah Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดแห่งชาติของบรูไนที่ใหญ่และมีสถาปัตยกรรมสวยงามที่สุดในบรูไน สร้างขึ้นในโอกาสฉลอง 25 ปี แห่งการครองราชย์ของสุลต่านองค์ปัจจุบัน หากต้องการจะซื้อของฝากจากบรูไนก็สามารถจะแวะไปบริเวณศูนย์การค้ายายาร์ซัน(Yayasan SHHB Mall and Complex) ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่สำคัญใจกลางเมืองบรูไน ศูนย์การค้าบริเวณกาด้ง (Gadong) ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบรูไนนิยมเลือกเป็นสถานที่พักผ่อนสไตล์คนเมือง เพราะเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า โรงภาพยนตร์ ร้านกาแฟ หรือหากต้องการสัมผัสบรรยากาศร้านค้าเล็ก ๆ สไตล์เก๋ไก๋ บรรยากาศสบาย ๆ ก็สามารถที่จะเลือกเดินเล่นบริเวณกิวหลับ (Kiulup) ได้เช่นกัน วิสัยทัศน์แห่งบรูไน รายได้ของประเทศบรูไนส่วนใหญ่มาจากการส่งออกนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติซึ่งมีมูลค่ามากกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด บริเวณที่อุดมด้วยทรัพยากรนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติอย่างมากอยู่ที่เขตซีเรีย (Seria) อย่างไรก็ดี บรูไนตระหนักว่าทรัพยากรนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติกำลังจะหมดลงไปในอีก 25 ปี และ 40 ปี ตามลำดับ รัฐบาลบรูไนจึงหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มความหลากหลายทางด้านเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551รัฐบาลได้ประกาศวิสัยทัศน์แห่งชาติ ค.ศ. 2035 (Wawasan Brunei 2035 – Vision Brunei 2035)เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนารายได้ประชาชาติต่อหัวของบรูไนให้อยู่ในระดับ 10 ประเทศแรกของโลกภายในปี 2578 วิสัยทัศน์ดังกล่าวให้ความสำคัญกับการยกระดับการศึกษา โดยเน้นการเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและย่อม การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ในอนาคตบรูไนจึงคงจะลดการพึ่งรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมนโยบายความมั่นคงทางอาหาร[2]การลงทุนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และการสร้างท่าเรือนานาชาติ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้บรูไนมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ และผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยวอีกมากมายที่จะเข้าไปสำรวจและค้นหาบรูไน การได้เดินทางมาบรูไนของฉันจึงเป็นการเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับบรูไนที่กว้างไกลขึ้น สำหรับฉันบรูไนเป็นประเทศ “จิ๋วแต่แจ๋ว “ ******************** บทความโดย น.ส.วรกาญจน์ ตัณฑรัตน์เจริญ
|
