เผย “4 ด่านอรหันต์” ในเซี่ยงไฮ้!! ธุรกิจแฟชั่นไทยพร้อมรับโอกาสและความท้าทายหรือยัง?

"ธุรกิจแฟชั่น" เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่แม้จะได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจซบเซา แต่กระนั้นก็ยังเดินหน้าไปแบบไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่คนมีกำลังซื้อมหาศาลอย่างเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย อันเป็นจุดมุ่งหมายใหม่ของแฟชั่นแบรนด์น้อยใหญ่ชั้นนำทั่วโลก ที่ต่างตบเท้าเคลื่อนพลเข้าสำรวจจับจองพื้นที่ เพื่อหวังสร้างรายได้ให้กับแบรนด์สินค้าของตน

ทว่า เซี่ยงไฮ้ในวันนี้.. คงไม่ใช่แค่เวทีอวดโฉมความงดงามสไตล์จีนอีกต่อไป เมื่อบริษัท Global Language Monitor ในสหรัฐอเมริกาได้จัดอันดับให้เซี่ยงไฮ้เป็น 1 ใน 10 เมืองผู้นำแฟชั่นของโลก พร้อมยกตำแหน่งผู้นำแฟชั่นแห่งเอเชียให้เซี่ยงไฮ้ได้ครอบครอง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็น “สนามประชันฝีมือ” ของผู้ประกอบการแฟชั่นและดีไซเนอร์จากทั่วโลก

โอกาสมักมาพร้อมกับความท้าทาย!! คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวเข้ามาคว้าชัยชนะในเวทีประชันความงามแห่งนี้ ด้วยเหตุที่มีแบรนด์แฟชั่นที่เข้าร่วมประกวดมากมายทั้งแบรนด์อินเตอร์และแบ รนด์ท้องถิ่น ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ต้องโชว์จุดเด่นและงัดกลยุทธ์มาพิชิตใจคณะกรรมการ (กลุ่มผู้บริโภคในเซี่ยงไฮ้) จนสามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันได้ในที่สุด

ศูนย์ BIC เซี่ยงไฮ้ขอนำเสนออุปสรรค “4 ด่านอรหันต์” ซึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์แฟชั่นดังจากที่ไหน หากสนใจจะลงแข่งขันในสนามประชันความงามของเซี่ยงไฮ้ก็จำเป็นต้องพบเจออย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ธุรกิจแฟชั่นไทยได้พิจารณาก่อนตัดสินใจว่าจะเตรียม “ตั้งรับ” หรือ “เปิดเกมรุก” ในโอกาสที่ท้าทายของวงการแฟชั่นในเซี่ยงไฮ้!!

ด่าน 1 : “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”.. แข่งขันกันในแบรนด์อินเตอร์!!

ธุรกิจแฟชั่นนับเป็นธุรกิจที่ต้องเล่นกับความพึงพอ ใจของผู้บริโภค การจะออกแบบสินค้าให้ตรงใจอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเกินความพยายาม แต่จะทำอย่างไรให้สินค้ามีจุดเด่นและมียอดขายมากกว่าคู่แข่งระดับเดียวกัน ได้นั้น กลับเป็นเรื่องยากของจริงที่ธุรกิจแฟชั่นต่างชาติที่จะบุกตลาดเซี่ยงไฮ้ล้วน ต้องคิดหนักกับหัวข้อการบ้านดังกล่าว

ด้วยเงื่อนไขการแข่งขันอย่างดุเดือดของจีนในปัจจุบัน โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้ แม้ว่าจะเป็นสินค้าชั้นนำระดับอินเตอร์ แต่หากไม่ใช้กลยุทธ์ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” แข่งกันจัดโปรโมชั่นกระหน่ำเซลล์เพื่อกระตุ้นยอดขายบ้างนั้นก็อาจจะอยู่ใน ตลาดไม่ได้ และอาจร้ายแรงถึงขั้นต้องลาออกจากวงการปิดประตูกลับบ้านเพราะขาดทุนไปในที่ สุด ทว่า กลยุทธ์ “ลด แลก แจก แถม” ของ แฟชั่นแบรนด์อินเตอร์เพื่อแข่งขันกันครองส่วนแบ่งตลาดคงไม่ใช่เรื่องดีเสมอ ไป เพราะตัวเลขผลกำไรของธุรกิจตลอดทั้งปีอาจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด

กรณีตัวอย่างแบรนด์ Esprit หรือ Mango ที่ช่วงแรกเข้ามาทำตลาดในจีน และได้รับผลกำไรท่วมท้นจนสามารถขยายสาขามากมาย แต่ ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ทั้งสองแบรนด์พยายามคิดกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นยอดขายโดยการลดราคา สินค้า ซึ่งผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดย Esprit มียอดขายลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 จนถึงปี ค.ศ. 2011 และผลกำไรรวมลดลงจากเดิมกว่าร้อยละ 98 จนกระทั่ง Esprit มีนโยบายปิดกิจการหลายสาขาในจีน ขณะเดียวกัน แบรนด์ Mango ซึ่งแม้จะมีร้านในจีนรวม 115 สาขา แต่ยอดขายของปี ค.ศ. 2013 ยังลดลงจากปี ค.ศ. 2012 ถึงร้อยละ 42.5

นอกจากการแข่งขันกันกระตุ้นยอดขายด้วยกลยุทธ์จัดโป รโมชั่นแล้ว ยังใช้กลยุทธ์สร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ด้วยเช่นกัน อาทิ แบรนด์ H&M, Zara, Gap ที่พยายามจะเพิ่มยอดขายด้วยการสร้างความแตกต่างออกจากแบรนด์คู่แข่งอื่นๆ ในระดับใกล้เคียงกัน และหวังเจาะกลุ่มลูกค้าในระดับที่สูงขึ้น โดยพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ต่อตลาดว่าตนเองเป็นแบรนด์ระดับสูง แต่ในความเป็นจริงภาพลักษณ์ยังไม่หรูหราเทียบเท่ากับแบรนด์ Hermes หรือ Chanel เป็นต้น

เรียกได้ว่า กว่าธุรกิจจะอยู่ยืนหยัดบนเวทีแฟชั่นแห่งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งเป็นแบรนด์อินเตอร์ก็ยังต้องฝ่าฟันปาดเหงื่อแข่งขันกันเอง เพื่อพยุงให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าคว้าชัยชนะได้ในที่สุด

ด่าน 2 : “คลื่นลูกใหม่”.. แบรนด์ท้องถิ่นมาแรงใช่ย่อย!!

เดิมทีแบรนด์แฟชั่นท้องถิ่นอาจจะไม่อยู่ในสายตาของผู้บริโภคเซี่ยงไฮ้เท่าใดนัก แต่วันนี้กลับกลายเป็น “คลื่นลูกใหม่” ที่แบรนด์แฟชั่นต่างชาติไม่อาจมองข้าม และต้องเตรียมตัวรับมือแข่งขันแบรนด์เจ้าถิ่นในจีนไปพร้อมกับแบรนด์ต่างชาติ ด้วยกันเอง นับว่าเป็น "ศึก 2 ทาง อุปสรรค 2 เด้ง” ที่ต้องเผชิญเมื่อตัดสินใจจะเข้าเจาะตลาดแฟชั่นในเซี่ยงไฮ้

ด้วยพัฒนาการทางคุณภาพ ดีไซน์ และสไตล์ของแฟชั่นแบรนด์ท้องถิ่นในจีนที่นับวันยิ่งดีขึ้นไม่แพ้แบรนด์ต่าง ชาติ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจและยอมควักเงินในกระเป๋าจ่ายให้กับแฟชั่นแบ รนด์ “Made in China” ทำเอาแบรนด์อินเตอร์จำนวนไม่น้อยถึงกับต้องเริ่มกุมขมับว่าจะต่อสู้กับความร้อนแรงของแบรนด์ท้องถิ่นทั้งหลายอย่างไรดี?

Me & City เป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นท้องถิ่นที่ต่างชาติอาจต้องหวั่นเกรงกับกลยุทธ์บุก เจาะตลาดในจีนของธุรกิจดังกล่าว โดย Me & City พยายามอัพเกรดแบรนด์ตนเองด้วยการทำความร่วมมือกับแบรนด์อินเตอร์ต่างๆ เพื่อศึกษาเรียนรู้ประสบการณ์ความอินเตอร์ของแบรนด์ต่างชาติ พร้อมนำมาปรับปรุงพัฒนาและประยุกต์ใช้กับกระแสนิยมของตลาดจีนในปัจจุบันได้ อย่างลงตัว จนทำให้ภาพลักษณ์ภายนอกดูเสมือนเป็นแบรนด์อินเตอร์แต่จริงๆ แล้วคือสัญชาติจีน ซึ่งพร้อมเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ท้องถิ่นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคจีนใน ปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีแฟชั่นแบรนด์ท้องถิ่นอีกมากมาย ซึ่งแม้จะไม่ใช่แบรนด์ที่รู้จักกันทั่วไป แต่ด้วยจุดขายเน้นดูดีมีสไตล์และเป็นสินค้าแบบ Limited Edition ก็ยังได้คว้าใจผู้บริโภคเซี่ยงไฮ้ไปครอบครอง ทั้งๆ ที่ราคาขายก็ไม่ได้ย่อมเยาไปกว่าสินค้าแบรนด์ต่างชาติทั่วไปสักเท่าใด

ด่าน 3 : “คงเส้นคงวา”.. คุณภาพสินค้าอย่ามองข้าม!!

การ จัดโปรโมชั่นและการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่แตกต่าง อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจแฟชั่นทั้งจีนและต่างชาติสามารถชนะใจผู้ บริโภคได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดบนเวทีแฟชั่นของเซี่ยงไฮ้ได้จนถึงที่สุด คือ "คุณภาพสินค้า”

ทว่าที่ผ่านมาธุรกิจแฟชั่นต่างชาติต่างทำสงครามราคา อย่างดุเดือดเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดในจีน จนบางครั้งอาจมองข้ามเรื่องคุณภาพสินค้าไป โดยเมื่อปี ค.ศ. 2013 องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคของจีนได้ทำการสุ่มตรวจสอบคุณภาพสินค้าของแบรนด์ Zara, M&S, Guess, Paul Frank ฯลฯ พบว่า 1 ใน 3 ของสินค้าที่สุ่มตรวจไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด ได้แก่ คุณภาพเส้นใยผ้า สารเคมีตกค้างในเนื้อผ้า กลิ่นที่เกิดจากการย้อมผ้า ความคงทนของสีและเนื้อผ้า ฯลฯ โดยทางการจีนจะมีมาตรการลงโทษในกรณีที่ตรวจพบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อาทิ ระงับการผลิต ห้ามจำหน่าย ยึดสินค้า หรือปรับไม่เกิน 3 เท่าของมูลค่าสินค้าจริง เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้บริโภคเซี่ยงไฮ้นับได้ว่าเป็นกลุ่มคนหัวสูง นิยมใช้สินค้าคุณภาพดีโดยมักไม่เกี่ยงเรื่องราคาเท่าใดนัก เพราะมีกำลังซื้อที่สูงเป็นทุนเดิม ดังนั้น หากแบรนด์แฟชั่นใดไม่สามารถจะรักษาคุณภาพสินค้าให้ “คงเส้นคงวา” ย่อมจะทำให้มีโอกาสพ่ายแพ้ให้แก่คู่แข่งอื่นๆ ได้เช่นกัน

ด่าน 4 : “ยากเย็นเข็ญใจ”.. มืออาชีพหาไม่ง่าย!!

ปัจจุบัน จีนยังคงมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรในภาคบริการ โดยในส่วนของธุรกิจแฟชั่นถึงแม้ผลสำรวจของ RMG Marketing Research Center ปี ค.ศ. 2013 จะชี้ว่า ผู้ประกอบการธุรกิจแฟชั่นปัจจุบันจะเป็นกลุ่มนักคิด/นักธุรกิจรุ่นหนุ่มสาว ที่ก้าวเข้าสู่วงการด้วยความตั้งใจจริง มีความพร้อมทั้งความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ ทว่า ยังขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในวงการแฟชั่น จึงนับเป็นอุปสรรคหนึ่งที่อาจทำให้ธุรกิจไม่สามารถยืนหยัดพัฒนาต่อยอดได้ อย่างราบรื่นในภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น

หัวใจสำคัญของธุรกิจแฟชั่น คือ การสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งตามกระแสนิยมของผู้บริโภค ดังนั้น บุคลากรมืออาชีพจึงเป็นกลไลสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่าง ยั่งยืน

"โอกาส+ความท้าทาย" ครั้งใหม่.. ธุรกิจแฟชั่นไทยพร้อมรับมือหรือยัง ?

เซี่ยงไฮ้ในฐานะเมืองผู้นำอันดับหนึ่งด้านแฟชั่นของ เอเชีย และติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองแฟชั่นระดับโลก ตลอดจนกำลังซื้อของผู้บริโภคที่สูงอยู่ในระดับแนวหน้าของจีน โดยรายงานสรุปผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเซี่ยงไฮ้ประจำปี ค.ศ. 2013 ของสำนักงานสถิตินครเซี่ยงไฮ้ระบุว่า ประชาชนเขตเมืองของเซี่ยงไฮ้มีรายได้เฉลี่ยต่อคนที่ 43,851 หยวนต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพการพัฒนาของธุรกิจแฟชั่นในเซี่ยงไฮ้

อย่างไรก็ดี ในฐานะที่เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองชั้นนำของจีน ประกอบกับพฤติกรรมชื่นชอบสิ่งแปลกใหม่นำสมัยอยู่ตลอดเวลาของชาวเซี่ยงไฮ้ และมีดัชนีมูลค่าการจับจ่ายในธุรกิจอินเทรนด์ที่คิดเป็นสองเท่าของชาวนิวยอร์ก จึง ทำให้ธุรกิจแฟชั่นชั้นนำทั่วโลกต่างมุ่งหน้าเข้าแสวงหาโอกาสทางธุรกิจอย่าง ต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน

ในส่วนของธุรกิจแฟชั่นไทยนับว่ายังมีโอกาสเติบโตใน ตลาดเซี่ยงไฮ้ได้ ด้วยปัจจัยด้านกำลังซื้อและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มิได้เน้นแฟชั่นแบรนด์ อินเตอร์เสมอไป แต่แบรนด์ทั่วไปที่มีการออกแบบตอบโจทย์สมัยนิยมก็เป็นจุดดึงดูดชาวเซี่ยงไฮ้ เช่นกัน ดังนั้น หากธุรกิจแฟชั่นไทยสามารถจับ จุดกระแสนิยมดังกล่าวและพัฒนาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และดีไซน์ที่นำสมัย เชื่อว่าก็จะสามารถเข้ามามีส่วนแบ่งตลาดแฟชั่นในเซี่ยงไฮ้ได้

ทั้งนี้ การก้าวเข้าสู่ธุรกิจแฟชั่นในเซี่ยงไฮ้ นอกจากจะต้องเผชิญความท้าทายทั้ง 4 ด่านข้างต้นแล้ว ยังอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านตุ้นทุนทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกด้วย อาทิ ทำเลที่ตั้งธุรกิจ หรือค่าแรงงาน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายสำคัญที่ธุรกิจไทยต้องเตรียมรับมือ หากตัดสินใจจะสมัครเป็นสมาชิกหนึ่งในวงการแฟชั่นของเซี่ยงไฮ้

-------------------------------------

จัดทำโดย นางสาววรางคณา ศศิธร และนายโอภาส เหลืองดาวเรือง
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้

ข้อมูลอ้างอิง :
1) นสพ. China Daily ฉบับวันที่ 24 ก.พ. 2557 “Big challenges and opportunities”
2) http://www.stats-sh.gov.cn หัวข้อ “2013年上海市国民经济和社会发展统计公报
3) http://www.bjxjs.cn หัวข้อ “中华人民共和国产品质量法”

ที่มาภาพ http://www.theoliveshoppe.com, http://thumbs.dreamstime.com, http://www.unl.edu, http://www.styleportfolios.com, http://www.divauniversal.asia

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"เซี่ยงไฮ้" ผู้นำแฟชั่นมาแรงรายใหม่.. โอกาสธุรกิจไทยไม่ไกลเกินฝัน!!

4 เมษายน 2557

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ