...มีดีอะไร...ทำไมต้องชิงต่าว (1)

...มีดีอะไร...ทำไมต้องชิงต่าว (1)

ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของชิงต่าว
           เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและจีนได้จัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างกันอย่างเป็นทางการ เพื่อรับรองการจัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว เป็นสถานกงสุลใหญ่แห่งที่ 9 ของไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีเขตอาณาครอบคลุมมณฑลซานตง เมืองชิงต่าวมีความสำคัญอย่างไร รัฐบาลไทยจึงได้เลือกให้เป็นสถานที่จัดตั้งสำนักงานผู้แทนทางการทูตแห่งใหม่ล่าสุดของไทย
          ท่านผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินชื่อของเมืองชิงต่าวมาบ้างในด้านการเป็นเมืองท่า ที่สำคัญของจีน เมืองท่องเที่ยวตากอากาศชายทะเลที่ชาวจีนนิยมไปท่องเที่ยวและเล่นน้ำทะเลกัน แน่นขนัดในหน้าร้อน ในขณะที่หลายท่านก็คุ้นกับชื่อเมืองนี้จากชื่อของเบียร์ชิงต่าว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในบ้านเราพอสมควร แต่ปัจจุบัน การพัฒนาทางเศรษฐกิจของชิงต่าวมีการปรับทิศทางใหม่เพื่อมุ่งยกระดับการพัฒนา อย่างก้าวกระโดด ชิงต่าววางเป้าหมายจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจทางทะเลในปี ค.ศ. 2017 เป็นฐานการค้นคว้าวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเลชั้นสูง ฐานการพัฒนาซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ ศูนย์กลางการเงินการธนาคารและศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่งแห่งใหม่ของจีน ผู้นำจีนกำหนดเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาของเมืองชิงต่าวตามนโยบาย “ปฎิรูปและเปิดประเทศ” ของรัฐบาลกลาง โดยให้เพิ่มความสำคัญของกลไกตลาด ปฏิรูประบบการทำงานของรัฐวิสาหกิจให้ทันสมัย พัฒนาภาคบริการ การเงิน และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยหันจากการเน้นภาคอุตสาหกรรมมาสู่การพัฒนาอย่าง ยั่งยืนโดยใช้เศรษฐกิจทางทะเลเป็นตัวนำ เพื่อยกระดับการพัฒนาให้ชิงต่าวเป็นเมืองทันสมัยในระดับนานาชาติ
          ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีนเมืองชิงต่าวจะขอนำเสนอถึงยุทธศาสตร์การ พัฒนา รวมทั้งศักยภาพของเมืองชิงต่าวที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาแนะนำให้รู้จัก กันมากขึ้น

ชิงต่าว.... เมืองทองของการลงทุน
          หลังจากในปี พ.ศ. 2548 ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศในระดับชาติของไทยได้มีมติเห็นชอบให้ เปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว มณฑลซานตงขึ้นนั้น ในปี พ.ศ. 2549 เมืองชิงต่าวได้รับการจัดลำดับจากธนาคารโลกให้เป็นหนึ่งในหก “Golden Cities” จาก 120 เมืองของจีน โดยพิจารณาจากบรรยากาศของการลงทุนและประสิทธิภาพของรัฐบาลท้องถิ่น ปี พ.ศ. 2549 เป็นปีที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของชิงต่าวพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ 18.6 % เป็นลำดับที่ 1 ของมณฑลซานตง และลำดับที่ 10 ของจีน หลังจากนั้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของชิงต่าวก็ยังคงรักษาระดับตัวเลข 2 หลักมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 ที่ผ่านมา ชิงต่าวซึ่งมีประชากร 8.96 ล้านคน มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 10 ผลิตภัณฑ์มวลรวมมีมูลค่า 800 พันล้านหยวน หรือ 127.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อประชากรเท่ากับ 14,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบได้กับประเทศพัฒนาแล้ว (GDP per capita ของจีนทั้งประเทศ เท่ากับ 6,629 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยประชากรในเมืองของชิงต่าวมีรายได้ต่อปีเฉลี่ย 35,000 หยวน หรือ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐ
          ในเดือนสิงหาคม 2557 เมืองชิงต่าวยังได้รับการจัดอันดับจากหนังสือพิมพ์ Global times ของจีน ให้เป็นเมืองที่มีบรรยาการทางธุรกิจยอดเยี่ยมอันดับที่ 3 ของจีน ซึ่งการจัดอันดับนี้ พิจารณาจากปัจจัย หลาย ๆ ด้าน อาทิ นโยบายของรัฐบาลท้องถิ่นบรรยากาศการลงทุน วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เป็นต้น

การค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
          
การค้าและการลงทุนจากต่างประเทศได้ทวีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา เศรษฐกิจของชิงต่าว ในปี 2013 ปริมาณการค้าของชิงต่าวกับต่างประเทศมีมูลค่ารวม 77.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 จากปีที่ผ่านมา ในขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศมีมูลค่า 5.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
          ปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการในชิงต่าวกว่า 2,000 กิจการ ในจำนวนนี้มี 114 บริษัทจากบริษัทชั้นนำระดับ Fortune 500 ในสาขาต่าง ๆ อาทิ การกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาหาร เครื่องดื่ม อิเลคทรอนิกส์ พลังงานใหม่ การขนส่งทางเรือ การรักษาสิ่งแวดล้อม และภาคบริการ อาทิ การกระจายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและแร่ธาตุ โรงพยาบาล การเงิน และ outsourcing 

ศูนย์บริหารความมั่งคั่งทางการเงิน
           ในการผลักดันการเติบโตของภาคบริการ รัฐบาลมณฑลซานตงได้วางเป้าหมายให้ชิงต่าวเป็น ศูนย์บริหารความมั่งคั่งระดับโลก โดยรัฐบาลมณฑลได้อนุมัติแผนการจัดตั้ง “เขตนำร่องด้านการเงิน” เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์บริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management Center) ระดับภูมิภาคของจีนต่อไป วิสัยทัศน์ในด้านนี้เกิดจากการที่เล็งเห็นว่าปัจจุบันเศรษฐกิจของจีนได้ พัฒนาขึ้นสู่อันดับ 2 ของโลก จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาการบริการในด้านบริหารการเงินให้แก่กลุ่มผู้มีราย ได้สูงหรือเศรษฐีใหม่ของจีน ซึ่งนับวันจะมีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โดยที่ชิงต่าวมีบรรยากาศการลงทุนที่เปิดกว้าง จึงเหมาะสมที่จะพัฒนาการบริการในด้านนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลได้วางแผนเชิญชวนสถาบันทางการเงินภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในเขตการเงิน Jinjialing ในเขตเหลาซาน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นเขตการเงินแห่งใหม่ของชิงต่าว โดยมีเป้าหมายให้พื้นที่ดังกล่าวมีสถาบันการเงินที่ให้บริการในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม อาทิ ที่ปรึกษาด้านการลงทุนและบริหารเงินฝาก ประกันชีวิต ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้น กองทุนและตราสาร
           ปัจจุบันมีสถาบันการเงิน 193 แห่ง ธนาคารต่างประเทศ 13 แห่งตั้งอยู่ที่เมืองชิงต่าว และศูนย์บริหารความมั่งคั่ง 10 แห่ง ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีแผนที่จะพัฒนาโครงสร้างการบริการทางการเงินอื่น ๆ อาทิ การจัดตั้งตลาดตราสาร ตลาดแลกเปลี่ยนวัตถุมีค่า ศิลปะวัตถุ พัฒนาระบบบริหารการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้ทันสมัย ทั้งนี้ ชิงต่าวเป็นเมืองแรกในจีนที่เปิดให้มีการค้าขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลวอนของ เกาหลี และเงินเยนญี่ปุ่นด้วย


ท่าเรือสำคัญอันดับ 3 ของจีน
           ท่าเรือชิงต่าวเป็นท่าเรือสำคัญของจีนในการทำการค้ากับต่างประเทศมาแต่ดั้ง เดิม ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้มีปริมาณการขนถ่ายสินค้าจำนวนมากเป็นอันดับที่เจ็ด ของโลก และเป็นท่าเรือสำคัญอันดับ 3 ของจีนในการทำการค้ากับต่างประเทศ ในปี ค.ศ. 2013 มีปริมาณการขนถ่ายสินค้าถึง 450 ล้านตัน ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ 15.52 ล้านตู้ ผ่านท่าเรือชิงต่าว โดยสินค้าหลักที่มีการขนถ่ายคือน้ำมันและแร่เหล็ก ในปีที่ผ่านมาได้เปิดให้มีการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศผ่านท่าเรือชิงต่าว แล้ว






แหล่งข้อมูลอ้างอิง : สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว มณฑลซานตง / ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองชิงต่าว

3 ตุลาคม 2557

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ