การนำผู้แทนภาคเอกชนร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนสมาพันธรัฐสวิส สาธารณรัฐอิตาลี และมอนเตเนโกรอย่างเป็นทางการ (๘ – ๑๕ กันยายน ๒๕๕๖)
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเยือนสมาพันธรัฐสวิส สาธารณรัฐอิตาลี และมอนเตเนโกรอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๕ กันยายน ๒๕๕๖

ในโอกาสนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะนำผู้แทนภาคเอกชนเพื่อเข้าร่วมในกิจกรรมส่งเสริม ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ระหว่างประเทศไทยกับทั้งสามประเทศ โดยมีผู้แทนภาคเอกชนไทยร่วมคณะฯ เยือนสมาพันธรัฐสวิส ๕๑ ราย และ สาธารณรัฐอิตาลี ๖๓ ราย จากหลายสาขาธุรกิจที่มีศักยภาพในตลาดไทย – สวิสฯ / อิตาลี ได้แก่ ๑) สาขาพลังงาน / พลังงานทดแทน ๒) สาขาก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์ ๓) สาขาอาหาร ๔) สาขา การท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ๕) สาขาการออกแบบและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ๖) สาขาอื่น ๆ (สถาบัน อุดมศึกษาเอกชน ห้างสรรพสินค้า และบริษัทให้คำปรึกษา) ตลอดจนคณะนักออกแบบรุ่นใหม่ หรือ Young Designers ที่กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำร่วมคณะฯ เยือนอิตาลี เพื่อให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้กับนักออกแบบของอิตาลี ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นและการออกแบบ ของโลก
เพื่อให้ภาคเอกชนไทยได้มีโอกาสพบหารือและสร้างเครือข่ายกับผู้แทนภาค เอกชนรายใหญ่ของสวิสฯ และอิตาลี และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและลู่ทางการค้าการลงทุนใน ๒ ประเทศดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัด “เวทีส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจ” (Business Forum) ๓ ครั้ง ที่นครซูริก กรุงโรม และนครมิลาน ขณะเดียวกัน ในโอกาสดังกล่าว ภาคเอกชนชั้นนำของสวิสฯ และอิตาลีก็จะได้รับฟังโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย รวมถึงแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและตลาดทุนไทย นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ จะจัดให้ภาคเอกชนได้ไปศึกษาดูงานในองค์กรและวิสาหกิจที่น่าสนใจหลายแห่งของทั้งสวิสฯ และอิตาลี เพื่อต่อยอดทางธุรกิจและ นำแบบอย่างที่ดีไปปรับใช้ต่อไป โดยเฉพาะในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีความเป็นเลิศในระดับโลก
นอกจากนี้ ภาคเอกชนไทยจะลงนามในบันทึกความเข้าใจกับภาคเอกชนฝ่ายสวิสฯ และอิตาลีหลายฉบับ อาทิ บริษัท สามมิตรกรีนพาวเวอร์ จำกัด และบริษัท ตงฟง ออโตโมบิล จำกัด จะลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท Lovato Gas และ Landi Renzo Group ของอิตาลีเกี่ยวกับความร่วมมือในการพัฒนาระบบแก๊ส NGV และ LPG ในรถยนต์ นอกจากนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน (กกร.) ก็จะลงนามในบันทึกความใจกับ Swiss – Asian Chamber of Commerce และสภาอุตสาหกรรมของอิตาลี เพื่อเป็นกรอบในการร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันต่อไป
การเยือนสวิสฯ ในครั้งนี้ เป็นการเยือนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดีสวิสฯ เป็นการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในรอบ ๒๓ ปี เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับสวิสฯ ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในยุโรป และเป็นประเทศในยุโรปที่ลงทุนในไทยเป็นอันดับที่ ๒ ในปี ๒๕๕๕ เป็นศูนย์กลางทางการเงินการธนาคารที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป ซึ่งภาคเอกชนไทยสามารถนำเอาความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ของสวิสฯ ไปปรับใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านตลาดทุน การให้การรับรองมาตรฐานสินค้าอาหาร การท่องเที่ยว การโรงแรม การใช้พลังงานจากชีวมวล ตลอดจนองค์ความรู้ของสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) และ World Competitiveness Center เกี่ยวกับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับการเยือนอิตาลีนั้น อยู่ในช่วงครบรอบ ๑๔๕ ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับอิตาลี ไทยสามารถร่วมมือกับอิตาลีเพื่อพัฒนาศักยภาพและจุดเด่นของกันและกันได้ ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ SMEs การออกแบบผลิตภัณฑ์และแฟชั่น โดยฝ่ายไทย มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการผลิตร่วม (co-production/ co-creation) กับฝ่ายอิตาลี เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าดีไซน์ของไทย รวมถึงอาจพิจารณาเชิญภาคเอกชนในสาขาออกแบบ หรือห้องเสื้อของอิตาลีที่มีศักยภาพ ให้เข้ามาลงทุนเปิดร้านหรือร่วมมือทำการผลิตในประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนนครมิลาน เป็นประธานการเปิดงาน “Thai Week” ที่ห้างสรรพสินค้าลา รีนาเซนเต ซึ่งดำเนินกิจการโดยผู้บริหารในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป และเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงศักยภาพในการลงทุนของภาคเอกชนไทยในต่างประเทศ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการลงนามความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และบริษัท เซ็นทรัล รีเทลคอร์ปอเรชั่น จำกัด เกี่ยวกับการใช้ห้างฯ เป็นฐานการนำเข้าสินค้าไทยบุกตลาดยุโรป โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร แฟชั่น และเฟอร์นิเจอร์/ ของแต่งบ้าน
ในช่วงท้ายของการเยือน ผู้แทนภาคเอกชนส่วนหนึ่งจากสาขาอาหาร การประมง และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะร่วมเดินทางไปมอนเตเนโกรกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตลาดใหม่สำหรับสินค้าไทย และมีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ผ่านท่าเรือ เมืองบาร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางออกทะเลเอเดรียติก
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
