ภาครัฐและภาคเอกชนประสานเสียงแจง ประโยชน์ที่ไทยได้จากการเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี และนักธุรกิจไทยที่ร่วมคณะ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2556 หน้า 8 และ 9 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง "Thailand is Back" ถึงเวลาประเทศไทยกลับสู่...เวทีโลก  ซึ่งประมวลคำให้สัมภาษณ์ผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน เกี่ยวกับประโยชน์ที่ไทยได้จากการเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนประโยชน์ที่ผู้แทนภาคเอกชนได้รับจากการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนต่างประเทศ ซึ่งศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ ขอนำมาฝากกัน ณ ที่นี้


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความขัดแย้งทางการเมือง  และปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ   ส่งผลให้  "สปอตไลต์"   ที่เคยโฟกัส   "ประเทศไทย"   ในฐานะประเทศที่มีเสถียรภาพแข็งแกร่ง พื้นฐานเศรษฐกิจแน่นและน่าลงทุน ห่างหายไปจากเวทีโลก

รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงถือเป็นอีกรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูการเชื่อมสัมพันธไมตรี และเปิดลู่ทางการเจรจาการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก เห็นได้จากการเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศทั้งสิ้น 42 ครั้ง ใน 40 ประเทศ และกว่า 20 ทริป ใน 31 ประเทศ เปิดโอกาสให้นักธุรกิจร่วมคณะเดินทางไปด้วย เพื่อพบปะกับผู้นำ และเจรจาการค้า ส่งเสริมการลงทุนร่วมกับนักธุรกิจชั้นนำของประเทศเหล่านั้นด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลห่างหายจากการเป็น "หัวหอก" ในฐานะผู้นำการเจรจาการค้า การลงทุน และเปิดตลาดการค้าใหม่มาเป็นเวลานาน ขณะที่ การนำคณะเจรจา โดยระดับนายกรัฐมนตรีถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อถือของ นักธุรกิจระหว่างประเทศ

"ทีมเศรษฐกิจ" สัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาธุรกิจตลาดทุน และบริษัทขนาดใหญ่ ถึงสิ่งที่ได้รับกลับมาจากการร่วมทริปเดินทางไปต่างประเทศ...ดังนี้



นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

ตลอดช่วง 2 ปี   ของการเดินทางไปปฏิบัติราชการในประเทศต่างๆ     ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี       " ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร "    นอกจากจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว ยังช่วยในเรื่องการค้าและการลงทุนอย่างมาก เพราะในการเดินทางไปแต่ละครั้งยังได้มีคณะนักธุรกิจไทยร่วมติดตามไปด้วยไม่ต่ำกว่าครั้งละ 30-40 คน "เป็นโอกาสให้นักธุรกิจของไทย ที่นอกจากจะได้พบปะกับบรรดาผู้นำในแต่ละประเทศที่ได้เดินทางไปแล้วไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ยังได้มีโอกาสพบปะกับบรรดานักธุรกิจระดับชั้นนำในแต่ละประเทศอีกด้วย" เพราะแทบทุกครั้งที่คณะของนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังต่างประเทศ จะมีการจัดสัมมนาเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนของประเทศไทยและประเทศที่ได้ไปเยี่ยมเยือนด้วย นับว่าเป็นโอกาสทองของบรรดานักธุรกิจที่ร่วมคณะ เพราะเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ง่ายเลยสำหรับนักธุรกิจไทยระดับทั่วไป หรือระดับธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะได้พบปะและเจรจากับผู้นำในภาคธุรกิจต่างๆ โดยที่ทางนั้นมีความไว้เนื้อใจเรามากขึ้น เพราะมากับคณะรัฐบาล ที่สำคัญในการสัมมนาแต่ละครั้ง นายกรัฐมนตรีของไทยยังจะเป็นผู้กล่าวเปิดงานสัมมนาอีกด้วย การเดินทางของนายกรัฐมนตรีไปหลายประเทศ ได้ช่วยตอกย้ำสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทย สร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยกลับคืนมา ทำให้ผู้นำของหลายประเทศถึงกับพูดว่า "Thailand is back : ประเทศไทยได้กลับมาแล้ว" โดยบอกว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยได้หายไปจาก "จอเรดาร์" แต่ขณะนี้ได้กลับมาสู่จอเรดาร์แล้ว ทำให้ประเทศไทยได้กลับมาเป็นประเทศที่มี ศักยภาพที่น่าสนใจในสายตาทั้งผู้นำประเทศและผู้นำภาคธุรกิจในแต่ละประเทศ

ทั้งนี้ การเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีนั้น แต่ละครั้งต้องมีการเตรียมการเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน เพราะต้องมีการจัดเตรียมทั้งภารกิจที่ต้องเดินทางไปและคณะนักธุรกิจที่จะร่วมเดินทางไป ซึ่งการไปทุกครั้งนั้น คณะนักธุรกิจไทยจะไม่ค่อยซ้ำหน้าขึ้นกับจุดมุ่งหมายในแต่ละประเทศที่ไปและความเป็นไปได้ของประเภทธุรกิจที่จะไปทำการค้าและการลงทุนในแต่ะประเทศอีกด้วย เช่น การไปประเทศกลุ่มตะวันออกกลางจะเน้นธุรกิจบริการ โดยเฉพาะธุรกิจบริการด้านสุขภาพหรือเมดิคัลฮับ ธุรกิจส่งเสริมความงาม และธุรกิจสปา ขณะที่เมื่อคราวเดินทางไปอิตาลีจะเน้นธุรกิจสิ่งทอ เสื้อผ้า แอลเอสเอ็มอี ส่วนที่ไปประเทศแถบแอฟริกาจะเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงาน อัญมณี เกษตร ท่องเที่ยว เมดิคัลฮับ เป็นต้น "การเดินทางไปต่างประเทศตลอด 2 ปีได้ช่วยให้เป็นการเปิดตลาดใหม่แก่การค้าและการลงทุนของไทยอย่างมาก โดยนักธุรกิจของไทยได้มีโอกาสจับคู่ธุรกิจกับนักธุรกิจในประเทศต่างๆที่เดินทางไป โดยเฉพาะประเทศในแอฟริกาให้ความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยและยังเปิดกว้างให้ไทยเข้าไปลงทุนและ ทำการค้าอย่างมากอีกด้วย" ยิ่งไปกว่านั้น ควบคู่ไปกับการโรดโชว์ กระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้ทูตและกงสุลของไทยที่ประจำการในประเทศต่างๆ ชูนโยบายเชิงรุกในทุกๆด้าน เพิ่มเติม จากเรื่องส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยยังต้องเน้นหนักในเรื่องส่งเสริมการค้าและการลงทุนของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และมีส่วนร่วมสำคัญในการขยายตลาดส่งออกของสินค้าไทยอีกด้วย "ในฐานะที่ทูตไทยเป็น "หัวหน้าทีมไทยแลนด์" ในประเทศต่างๆ จะต้องวางยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย และต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของไทยในหน่วยงานต่างๆที่ส่งมาประจำการในต่างประเทศนั้นๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงแรงงาน ซึ่งทำให้การทำงานมีความเป็นเอกภาพและสามารถผลักดันให้บรรลุไปตามเป้าหมายที่วางไว้"

โดยที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้มีการจัดทำเว็บไซต์ที่เพิ่มเนื้อหาและข่าวสารด้านการค้าและการลงทุนและระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆของแต่ละประเทศ ให้เอกชนที่จะเข้ามาติดต่อการค้าและการลงทุนได้รับทราบข้อมูลได้ทันท่วงที รวมถึงนโยบาย "1 ทูต 3 ผลิตภัณฑ์" ให้ทั้งทูตไทยและกงสุลไทยในประเทศต่างๆได้เพิ่มบทบาทในการเสริมผลิตภัณฑ์สินค้าไทย ประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จัก อย่างน้อยคนละ 3 ผลิตภัณฑ์ เช่น กงสุลไทยประจำนครซีอาน ประเทศจีน ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประเภทข้าว เครื่องปรุงอาหาร และผลิตภัณฑ์หัตถกรรมงานฝีมือ ขณะที่กงสุลไทยประจำมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน รับผิดชอบในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประเภทผลไม้ อาหารไทย และเครื่องปรุง เป็นต้น



นายชุตินทร คงศักดิ์

อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

มีคำถามว่า นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆทำไม?

ตอบว่า ไปเปิดตลาดใหม่ ขยายตลาดเดิม เพิ่มเครือข่ายธุรกิจ และเกาะติดพัฒนาการของการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ...ส่วนที่ว่า ไปแล้ว ได้อะไร คุ้มค่าหรือไม่ ตอบยาก เพราะสิ่งที่นักธุรกิจไทยได้จากการเดินทางไปกับคณะของท่านนายกฯ นั้น หลายอย่างวัดกันที่ตัวเงินไม่ได้ และอาจไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหา และสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่นักธุรกิจไทยยังเข้าไปได้ไม่มาก นัยสำคัญของกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้เป็นแกนนำ ในการจัดให้มีคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยเดินทางร่วมไปในคณะของนายกฯเยือนต่างประเทศ นับตั้งแต่ ทริปแรกเมื่อเดือน มี.ค.2555 กระทั่งถึงเดือน ก.ย.2556 เรามีบันทึกว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานนำผู้แทนภาคเอกชนร่วมเดินทางไปด้วยแล้ว 20 ทริป รวม 31 ประเทศด้วยกัน   ได้แก่   ญี่ปุ่น   เกาหลีใต้   จีน   กาตาร์   บาห์เรน   ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส   เยอรมนี   นครนิวยอร์ก  คูเวต  สหราชอาณาจักร  เขตเศรษฐกิจทวาย อินเดีย บังกลาเทศ สวีเดน เบลเยียม นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี มองโกเลีย  ศรีลังกา มัลดีฟส์  โปแลนด์  ตุรกี  โมซัมบิก  แทนซาเนีย  ยูกันดา  ทาจิกิสถาน ปากีสถาน  สวิตเซอร์แลนด์  อิตาลี    และ มอนเตเนโกร   "การเปิดตลาดใหม่"   เป็นประโยชน์ที่ภาคเอกชนไทยซึ่งมีปริมาณการค้าและการลงทุนในระดับหนึ่งแล้ว จะช่วย "ต่อยอด" ธุรกิจ รวมถึงมีการนำเข้าสินค้าไทย และการลงทุนของไทยในปริมาณมากขึ้น และหลากหลายยิ่งขึ้น ส่วน "การเพิ่มเครือข่ายธุรกิจ" เป็นประโยชน์ที่ภาคธุรกิจจะได้สร้างเครือข่าย และจับคู่ธุรกิจ ซึ่งหลายบริษัทได้ข้อตกลงทางธุรกิจตามมาหลังจากนั้นอีก 6-12 เดือน ขณะที่อีกหลายบริษัท "กำลังคบหาดูใจ" กัน ซึ่งอาจมีข้อตกลงค้าขายตามมา ขณะที่การ "เกาะติดพัฒนาการ" เป็นประโยชน์เพื่อการศึกษาดูงานในประเทศที่มีนวัตกรรม หรือหลักการบริหารจัดการที่ดีเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวภาคธุรกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และบริการของตน เช่น การไปดูงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นครมิลาน เมืองแฟชั่นของโลก แต่ละครั้งที่เดินทางไปหลายครั้งก็มีผลทางธุรกิจที่จับต้องได้ทันที เช่น ในการเยือนโมซัมบิก แทนซาเนีย และยูกันดา 3 ประเทศในแอฟริกาตะวันออกที่มีศักยภาพมากในด้านพลังงาน และวัตถุดิบ ตลอดจนเป็นตลาดรองรับสินค้า และบริการของไทย อย่างเมื่อเดือน ก.ค. เอกชนไทยหลายรายที่ร่วมทริป ก็มีข้อตกลงทางธุรกิจติดมือกลับมาด้วยเช่น บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ได้แต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายแผงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ของบริษัทในโมซัมบิก พร้อมกันนั้น เรายังได้ศึกษาความเป็นไป ได้ในการร่วมทุนกับบริษัท Rex Energy ของแทนซาเนีย และ Energy Systems ของยูกันดาเพื่อผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศทั้งสอง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่หลายล้านเหรียญสหรัฐฯ ยังมีข้อตกลงเบื้องต้นระหว่าง   โรงพยาบาลธนบุรี กับ บริษัท IPIL ในแทนซาเนียเพื่อจัดส่งยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ และการว่าจ้างโรงพยาบาลธนบุรี เข้าบริหาร   โรงพยาบาลชั้นนำแห่งใหม่ของแทนซาเนียด้วย หรือล่าสุด ในการเยือนอิตาลี เมื่อปลายเดือน ส.ค. บริษัท สามมิตร กรีนพาวเวอร์ ได้บรรลุข้อตกลงกับ Landi Renzo Group ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบระบบติดตั้งก๊าซ NGV และ LPG ในรถยนต์ เพื่อร่วมกันพัฒนาการติดตั้งถังก๊าซในรถยนต์ให้กับ บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น ซึ่งได้ไปซื้อ กิจการ La Rinascente ห้างสรรพสินค้าชั้นแนวหน้าของยุโรปด้วยทุนกว่า 260 ล้านยูโร ก็ได้ร่วมกับภาครัฐจัดงาน  "สัปดาห์สินค้าไทย"  ที่นครมิลาน       พร้อมลงนามในบันทึกความเข้าใจ เพื่อใช้ La Rinascente เป็นฐานการนำเข้าสินค้า hi-end ของไทย เพื่อกระจายไปสู่ประเทศอื่นๆ ในยุโรป เป็นต้น

ในหลายโอกาสยังมีการจัดให้ผู้แทนภาคเอกชนที่ร่วมคณะเข้าหารือกับนายกฯ เพื่อชี้แจงปัญหา ในการประกอบธุรกิจในประเทศนั้นๆ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้นายกฯใช้เป็น "กระสุน" ในการหยิบยกขึ้นหารือกับผู้นำฝ่ายต่างประเทศด้วย หันมาฟัง "ความคิดเห็น" ของภาคเอกชนที่ได้เดินทางไป ร่วม "ทริปโรดโชว์" ต่างประเทศของรัฐบาล ในช่วงที่ผ่านมา



นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

เราเดินทางไปกับท่านนายกฯยิ่งลักษณ์หลายครั้งในนามของ "คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.)" ซึ่งมีตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินทางไปด้วย เรียกว่ามีนักธุรกิจจากทุกสาขาร่วมเดินทางไปกับคณะของรัฐบาล การได้เดินทางไปกับท่านนายกฯ ทำให้พวกเราได้มีโอกาสพบกับนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศต่างๆเหล่านั้นด้วย ถ้าไปเอง ก็คงจะพบตัวพวกเขาได้ยาก ประเทศที่ผมร่วมเดินทางไปด้วยก็มี ซูริค สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี มอนเตเนโกร และประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก

ผมมีโอกาสรับรู้ว่าในสายตาของต่างชาติ เรามี Country Brand และ Country Image หลายด้าน ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ที่เขาต่างก็รับรู้ว่าไทยเป็นประเทศศูนย์กลางของอาเซียน และประเทศผู้ส่งออกอาหารที่มีคุณภาพ   แปลว่า    เวลาซื้อสินค้าของเรา เขาแทบไม่ต้องตรวจสอบอีกครั้งเพราะเชื่อมั่นในคุณภาพ

เอกชนขานรับนายกฯโรดโชว์นอก

นอกจากนั้น ผมยังพบว่าเราได้โอกาสที่ดีที่จะได้ขอทางการเขายกเลิกกฎระเบียบต่างๆที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างกัน และเปิดตลาดให้กับไทยเรามากขึ้น อย่างเรื่องของกุ้ง ซึ่งเราจัดการปัญหาการระบาดของโรคตายด่วนได้เรียบร้อยแล้ว และทำให้ผู้ส่งออกมีโอกาสส่งออกกุ้งไปในตลาดของเขาอีกครั้ง อาจไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้ที่จะดึงเขาเข้ามาลงทุนหรือทำให้เขาซื้อของเราเพิ่มขึ้นทันที เพราะเศรษฐกิจในหลายประเทศยังคงชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในการส่งออก แต่ในระยะยาว การเดินทางไป โรดโชว์ประเทศไทยของนายกฯจะทำให้พวกเขากลับมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ยิ่งเขาทราบว่า เรามีขีดความสามารถในการผลิตมากขึ้น ผมเชื่อว่าเขาจะกลับมา    จริงๆ ขณะนี้คำสั่งซื้อหลายรายการก็กลับมาแล้ว ขณะที่ภาคเอกชนที่ติดตามคณะของท่านนายกฯไป ก็มีโอกาสได้ไปลงนามในข้อตกลง MOU เพื่อร่วมทุนทำธุรกิจกับต่างประเทศหลายราย

ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศ เรายังอาจต้องใช้เวลา เงินทุน และความมุ่งมั่น แต่ถามว่าเราทำหรือไม่ ผมอยากตอบว่า เราเริ่มทำแล้วหลายด้าน ในขณะที่ภาครัฐช่วยเรามากในด้านการสร้างความเชื่อมั่น และความร่วมมือด้านการวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการผลิต ซึ่งก็ต้องชมทั้งรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ช่วยทำให้การเดินทางไปเปิดตลาดในต่างประเทศประสบความสำเร็จ และผลตอบรับด้วยดี



นายสุรยุทธิ์ โพธิ์สิริสุข

กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามมิตร กรีนเพาเวอร์ จำกัด
เจ้าของความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการติดตั้งถังก๊าซ

ซีเอ็นจี (CNG) 2 ระบบบนรถกระบะเพื่อการขนส่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังในนามของ "กระบะก้านกล้วย" เล่าว่า เขามีโอกาสลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกันกับสถาบันวิจัยก๊าซธรรมชาติของรัฐบาลจีน ในระหว่างร่วมเดินทางไปกับคณะของนายกรัฐมนตรี และสัญญาผลิตถังก๊าซ CNG เพื่อติดตั้งในรถกระบะภายใต้เทคโนโลยีของบริษัท ส่วนที่อิตาลี สามมิตร กรีนเพาเวอร์ ได้ลงนามใน MOU กับบริษัทเอกชนเพื่อผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกันกับก๊าซ CNG ซึ่งเป็นงานที่สามมิตรดำเนินการอยู่ และพัฒนาเพื่อต่อยอดนวัตกรรมให้สูงขึ้นไปอีก การร่วมเดินทางไปต่างประเทศหลายๆทริป ถือว่าได้ประโยชน์ต่อกิจการของบริษัทอย่างมากโดยเฉพาะในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของรถกระบะที่ติดตั้งก๊าซธรรมชาติเพื่อการใช้งานได้อย่างเต็มที่แน่นอน ผมอาจจะขอร่วมเดินทางไปกับคณะของท่านนายกฯที่ประเทศรัสเซียอีก เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเอกชนไทยในการออกไปร่วมทุน และเชิญชวนภาคเอกชนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีมาก และเอกชนไทยสามารถเลือกประเทศที่เรามีตลาด หรือมีช่องทางที่สามารถจะขยายธุรกิจได้ ที่สำคัญเราต่างก็หวังผลให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างประเทศในระยะยาว

อย่างธุรกิจของสามมิตร กรีนเพาเวอร์ เราไปในทุกประเทศเพื่อต่อยอดของธุรกิจเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติที่เราได้ทุ่มเทและพัฒนาเทคโนโลยีการติดตั้งถังก๊าซ CNG ในรถซึ่งควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่มีความแข็งแรงทนทานตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดภายใต้การทดสอบด้วยเครื่องทดสอบแรงกระแทกซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะสามมิตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเป็นที่เรียบร้อย



นายไพบูลย์ นลินทรางกูร

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุน

"ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มนักธุรกิจที่ติดตามคณะของนายกรัฐมนตรีไปโรดโชว์ต่างประเทศ แต่ผมไปในนามของสภาตลาดทุนไทยเพื่อไปเสนอข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นของประเทศไทย ส่วนใหญ่ประเทศที่ไป ก็จะเลือกว่าต้องเป็นประเทศที่ตลาดมีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย" อย่างเช่นที่ซูริก สวิตเซอร์แลนด์ มีเม็ดเงินในกลุ่ม Private Banking มากเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นเมืองที่ผู้คนร่ำรวยและมีเงินมาก ขณะที่มีบริษัทต่างๆจากทั่วโลกเข้าไปลงทุนเป็นอันดับที่ 7 ของโลก หรือ ที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นอีกแหล่งที่ติดตามคณะของท่านนายกฯไป     แต่ละครั้งที่ไปก็มักจะต้องเชิญนักลงทุนที่มีโอกาสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย 100-200 คน เข้าร่วมฟังการนำเสนอข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเราด้วย

ผลตอบรับที่ออกมาค่อนข้างดูดี ทุกคนก็ให้ความสนใจในข้อมูลดี และก็มีโอกาสได้คุยกันกับนักลงทุนจำนวนหนึ่ง ทั้งที่ไม่รู้เรื่องของประเทศไทยเลย จนกระทั่งถึงกลุ่มนักลงทุนที่มีข้อมูลของประเทศไทยพอสมควร และกลุ่มที่ลงทุนอยู่แล้ว หรือเคยลงทุน "มีนักลงทุนบอกเหมือนกันว่า การเมืองบ้านยูยังดูดีกว่าประเทศอื่นๆหลายประเทศที่ถึงขั้นมีระเบิด มีรบกัน แต่ 7-8 ปีมานี้แม้ช่วงแรกๆจะทำให้พวกเขาไม่มั่นใจ แต่หลังๆเขาบอกว่าเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้น ที่สำคัญตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ การลงทุนในไทยยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี ดูจากผลตอบแทนการลงทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น"

เพราะฉะนั้น ปัญหาการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความไม่เชื่อมั่นต่อการลงทุน เริ่มลดน้อยลงมาก นอกจากนั้น การที่นักลงทุนจะไปลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูง มันก็มีคำตอบชัดเจนในตัวของมันเองอยู่แล้วว่า High Risk ก็ต้อง High Return เมื่อความเสี่ยงเรื่องของการเมืองในประเทศไทยลดน้อยลง พวกเขาก็มีโอกาสลงทุนผ่านช่องทางการลงทุนในตลาดทุนของประเทศไทยที่เปิดกว้างมากขึ้นได้ อาจลงทุนซื้อหุ้นผ่านเว็บไซต์ที่มีอยู่ หรือลงทุนผ่านโบรกเกอร์และกองทุนเพื่อการลงทุนต่างๆที่เรามีก็ได้

"ผมเชื่อว่าจะมีเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่องไปอีกปีหรือสองปี ตราบเท่าที่เศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่ฟื้นตัวจริง และมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในนโยบายด้านเศรษฐกิจอยู่สูง ช่วงเวลาเช่นนี้ ผมคิดว่าสภาพคล่องยังคงท่วมโลกและเงินทุนยังคงไหลไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า"

"มันไม่มีที่ไปก็ต้องเข้ามา เพราะฉะนั้นผู้ที่ลงทุนในระยะยาว ยังคงเป็นนักลงทุนที่ถูกต้องเสมอ" นายไพบูลย์กล่าวในที่สุด




29 ตุลาคม 2556
แหล่งข้อมูล: ทีมเศรษฐกิจ ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ : 28 ตุลาคม 2556 , 05:00 น.

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ