รมว.คลังเตือนออสเตรเลียเสี่ยง “ชัตดาวน์” เหมือนสหรัฐฯ หากไม่ขยายเพดานหนี้
 รมว.คลังเตือนออสเตรเลียเสี่ยง “ชัตดาวน์” เหมือนสหรัฐฯ หากไม่ขยายเพดานหนี้
      หน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลียอาจเผชิญวิกฤต “ชัตดาวน์” ไม่ต่างจากสหรัฐฯ หากพรรคแรงงานฝ่ายค้านยังดึงดันไม่เห็นชอบกับแผนขยายเพดานหนี้เพิ่มเป็น 500,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง โจ ฮ็อกกี กล่าวเตือนวันนี้(14)
      
       ภายในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ รัฐบาลจิงโจ้ก่อหนี้ทะลุเพดาน 300,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งแม้ว่าร่างกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาได้แล้วก็ตาม แต่ยังเผชิญแรงต้านอย่างหนักหน่วงในวุฒิสภา ซึ่งพรรคแรงงานและพรรคกรีนส์กุมเสียงส่วนใหญ่ไว้
      
       ทั้ง 2 พรรคต้องการให้ขยายเพดานหนี้เพียง 400,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โทนี แอบบ็อตต์ ยืนยันว่าวงเงินเท่านั้นไม่เพียงพอ
      
       “หากพรรคแรงงานยังต่อต้านแผนเพิ่มเพดานหนี้ ก็ไม่มีหนทางอื่นนอกจากต้องตัดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลครั้งใหญ่ เพราะรัฐบาลไม่สามารถกู้ยืมได้อีก” ฮ็อกกีให้สัมภาษณ์ต่อสถานีวิทยุเอบีซี พร้อมตำหนิฝ่ายค้านว่าทำตัว “ไม่รับผิดชอบ”
      
       เดือนที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจำใจปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางนานถึง 16 วัน และเสี่ยงที่จะต้องผิดนัดชำระหนี้ (default) หลังจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันไม่สามารถประนีประนอมออกร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว และเพิ่มเพดานก่อหนี้ของประเทศได้
      
       ฮ็อกกี แจ้งต่อรัฐสภาวานนี้ (13) ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องงดจ่ายเงินอุดหนุนด้านสาธารณสุข หากเพดานหนี้ถูกละเมิด
      
       ด้าน คริส โบเวน โฆษกจากพรรคแรงงาน กล่าวหา ฮ็อกกี ว่าทำตัวเหมือน “นักแสดงเกรดบี” พร้อมยืนยันว่าการเพิ่มเพดานหนี้เป็น 400,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียนั้นเพียงพอแล้ว และฝ่ายค้านจะไม่ยอม “จ่ายเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลไปใส่ตัวเลขเองถึง “ครึ่งล้านล้านดอลลาร์” อย่างแน่นอน
      
       โบเวนชี้ว่า ก่อนหน้านี้พรรคลิเบอรัลเองที่โฆษณาหาเสียงว่าจะลดหนี้สินของประเทศลง หากจะขอเพิ่มเพดานหนี้ก็ต้องหาเหตุผลอันสมควรมาอธิบายให้ได้เสียก่อน
      
       “รัฐบาลควรออกถ้อยแถลงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และเมื่อนั้นเราจะก็จะยอมเพิ่มเพดานหนี้ให้ไม่เกิน 100,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเพียงพอแน่นอนที่จะช่วยให้รัฐบาลผ่านพ้นปีนี้ไปได้” เขากล่าว


ขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.manager.co.th/Around/ViewNews
22 พฤศจิกายน 2556
แหล่งข้อมูล: ASTVผู้จัดการออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ