แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเลื่อนกำหนดการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคมออกไปเนื่องจากปัญหาการเมืองในประเทศ แต่ในส่วนของตัวแทนภาคเอกชนที่เดินทางเป็นคณะล่วงหน้ามายังรัสเซียรวม 27 รายก็ยังคงปฏิบัติภารกิจตามที่วางไว้ต่อไป แม้จะทราบข่าวการตัดสินใจเลื่อนการเยือนเมื่อเดินทางมาถึงกรุงมอสโกแล้ว เพราะได้มีการเตรียมการและวางแผนงานเกี่ยวกับการเยือนรัสเซียล่วงหน้ามาเกือบ 3 เดือน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลื่อนการเยือนของนายกรัฐมนตรีส่งผลกระทบกับกำหนดการต่างๆ ที่ได้วางไว้ และยังทำให้บรรดานักธุรกิจรัสเซียที่แสดงความจำนงจะเข้าร่วมการพูดคุยสัมมนาในเวทีต่างๆ ไปจนถึงการจับคู่ทางธุรกิจลดความสนใจลงไป อย่างเช่นการประชุมร่วมระหว่างสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย และสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทยครั้งแรกซึ่งจัดขึ้นที่สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมรัสเซียก็มีนักธุรกิจรัสเซียมาเข้าร่วมการหารือเพียง 30 รายจากที่ได้ลงทะเบียนไว้เดิมราว 100 ราย นั่นเพราะการเดินทางเยือนของผู้นำนอกจากจะช่วยกระชับสัมพันธ์ระหว่างกันแล้ว ในทางหนึ่งยังมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ว่าความร่วมมือใดๆ ที่จะมีขึ้นต่อไปจะได้รับแรงสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ด้วย
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยอมรับว่าการเดินทางไปต่างประเทศของผู้นำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ทำให้เกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อกันมากยิ่งขึ้น และยังช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านการค้าการลงทุนที่มีอยู่ เพราะจะกระตุ้นให้รัฐมนตรีและนักธุรกิจจากภาคเอกชนคนสำคัญที่มีอำนาจในการตัดสินใจมารวมตัวกัน เมื่อเสียจังหวะไปก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย
อย่างไรก็ดี การที่ภาคเอกชนตัดสินใจไม่ยกเลิกกำหนดการที่วางไว้แต่เดิมก็ทำให้ฝ่ายรัสเซียเห็นถึงความตั้งใจจริงและมุ่งมั่นของภาคเอกชนไทยเพราะกระบวนการทั้งหมดได้เตรียมการกันมาเป็นเวลานาน เมื่อผู้นำรัฐบาลมาไม่ได้ ภาคเอกชนจึงกลายมาเป็นทัพหน้า
ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 5 หลังจากว่างเว้นไปนาน หนึ่งในผลลัพธ์จากการหารือคือทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าจากปีละกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบันเป็น 10,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2559 ซึ่งเชื่อว่าหลายคนอาจอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเป็นเป้าหมายที่ออกจะเกินจริงไปหรือไม่
นายพยุงศักดิ์บอกว่า สามารถพูดได้ว่าที่จริงแล้วทั้งไทยและรัสเซียต่างคนต่างก็เห็นศักยภาพของกันและกัน รัสเซียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่ศักยภาพระหว่างไทยและรัสเซียก็มีอยู่มากมาย คนรัสเซียมีความรู้สึกที่ดีกับคนไทย เห็นได้จากที่คนรัสเซียเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยถึงปีละมากกว่าล้านคน ไทยมองรัสเซียเป็นศูนย์กลางการค้าในยุโรปตะวันออกซึ่งมีเทคโนโลยีขั้นสูงมากมาย ขณะที่ไทยก็สามารถเป็นหน้าด่านสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับรัสเซียได้เช่นกัน
ขณะที่ นายชุตินทร คงศักดิ์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ขณะนี้ทั้งไทยและรัสเซียกำลังปรับความสัมพันธ์ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจให้มีความสมดุลมากกว่าในอดีต เห็นได้จากที่รัสเซียหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศในพื้นที่ฝั่งตะวันออกไกลมากขึ้นซึ่งรวมถึงการหันมาให้ความสำคัญกับประเทศในเอเชีย ขณะที่ไทยก็กำลังพยายามออกไปหาตลาดใหม่
อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศบอกว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทย-รัสเซียตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้สะท้อนมาถึงปัจจุบัน แม้จะทราบว่ารัสเซียเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง แต่ภาคเอกชนไทยก็อาจไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพราะคนไทยมักจะติดกับการใช้ชีวิตในแบบที่คุ้นเคย จนทำให้ไม่คิดที่จะออกไปแสวงหาการเปลี่ยนแปลง แต่หากเราไม่หันมามองและให้ความสำคัญกับตลาดรัสเซียมากขึ้นที่สุดแล้วก็อาจจะล่าช้าเกินไป ทั้งที่รัสเซียก็มีศักยภาพในหลายด้านที่น่าสนใจ อาทิ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่กองทัพไทยซื้อไปจากรัสเซียก็ได้รับทราบจากท่านทูตทหารว่าใช้ได้ดีมาก
สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศฯ ณ กรุงมอสโก ได้สรุปภาพรวมของมูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับประเทศสมาชิกอาเซียนหลักๆ พบว่า ประเทศอาเซียนที่ถือเป็นคู่ค้าซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นลำดับแรกของรัสเซียคือเวียดนาม ตามด้วยไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ในส่วนของไทยมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 5,175.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นมูลค่าการส่งออก 1,132.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 4,043.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 2,910.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตลาดรัสเซียถือว่ามีศักยภาพและกำลังซื้อสูง เพราะฐานเศรษฐกิจเข้มแข็งเนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซอันดับหนึ่งและน้ำมันอันดับสองของโลก ขณะที่รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะสร้างบรรยากาศการลงทุนให้รัสเซียติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศที่น่าลงทุนของโลก และพร้อมที่จะสนับสนุนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในรัสเซียเพิ่มมากขึ้น แต่แน่นอนว่าการเข้าไปทำธุรกิจในรัสเซียก็ยังมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องระบบการเงินการธนาคารที่คนทั่วไปมองว่ายังไม่ได้มาตรฐานสากล ระบบเอกสารยังคงมีความซับซ้อน คนรู้ภาษาอังกฤษมีไม่มากนัก ต้นทุนการขนส่งสินค้าสูง รวมถึงขนาดของประเทศที่ใหญ่กว่าไทยถึง 33 เท่า กระทั่งมีเขตเวลา (time zones) ถึง 11 เขตในประเทศ ทำให้ต้องมีการวางแผนการดำเนินการล่วงหน้า
กระนั้นก็ดี นายกีรชัย กิติยาดิศัย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์กระทรวงพาณิชย์ประจำกรุงมอสโกก็ยังเห็นว่า สินค้าไทยยังมีโอกาสสูงในรัสเซียเพราะมีคุณภาพดีกว่าสินค้าจีน เนื่องจากอุปนิสัยของคนรัสเซียคือพร้อมที่จะจ่ายและรับได้กับสินค้าราคาสูงหากมีคุณภาพ แต่ขณะนี้ยังมีสินค้าไทยที่วางจำหน่ายในตลาดค่อนข้างน้อย แม้ขณะนี้สภาพเศรษฐกิจและปริมาณความต้องการสินค้าในรัสเซียจะชะลอตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจโลกหลังจากที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 7% มาหลายปี เพราะรัสเซียเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าประเภทวัตถุดิบไปยังประเทศต่างๆ แต่ก็ไม่ถือเป็นการถดถอยมากและอยากให้มองว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังปรับฐานมากกว่า
นายกีรชัยรับว่า การเข้ามาประกอบธุรกิจในรัสเซียอาจประสบความยากลำบากเนื่องจากข้อมูลการค้าไม่เปิดเผยทั้งหมดหรือข้อมูลไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงนัก การหาคู่ค้าที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็อยากให้นักธุรกิจไทยเข้ามาดูลู่ทางการค้าการลงทุนและเปลี่ยนแนวคิดในการทำธุรกิจจากที่รอให้ลูกค้ามาติดต่อซื้อสินค้าจากเรามาเป็นการทำธุรกิจเชิงรุกมากขึ้น ต้องปรับตัวและปรับทัศนคติให้เป็นคลื่นเดียวกับเขา เพราะตลาดที่เข้ายากเมื่อสามารถเข้าไปได้ ผลตอบแทนก็คุ้มค่ากับความพยายามเช่นกัน
นายอังเดร บึยคอฟ ประธานสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทยพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมาดูเหมือนนักธุรกิจไทยยังไม่แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในรัสเซียอย่างจริงจังนัก ทั้งที่หากจะมองเปรียบเทียบกันในเชิงตัวเลข ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน นักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมายังไทยแค่ราวปีละ 2 แสนคน แต่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นถึงปีละราว 1.6 ล้านคน ขณะที่นักธุรกิจรัสเซียเดินทางไปเยือนไทยถึง 50,000 คน แต่นักธุรกิจไทยมาเยือนรัสเซียไม่ถึง 500 คน เช่นเดียวกับเว็บไซต์ซึ่งเขาจัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับโอกาสในการประกอบธุรกิจได้รับความสนใจจากบริษัทรัสเซียถึง 30,000 บริษัท แต่มีบริษัทไทยเพียง 30 บริษัทเท่านั้นที่มาใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้
อังเดรยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจด้วยว่า คนรัสเซียนิยมใช้ยาที่ผลิตในประเทศไทยมากกว่ายาชนิดเดียวกันที่ผลิตจากประเทศต้นตำรับในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา เพราะยาที่ผลิตในไทยมีประสิทธิผลในการรักษาดีกว่า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก แต่สุดท้ายหลังการศึกษาก็ได้ข้อสรุปว่าการผลิตยาในไทยมีการควบคุมปริมาณของส่วนผสมที่เที่ยงตรงกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมนักท่องเที่ยวรัสเซียจึงนิยมไปซื้อยาตามร้านขายยาในไทย
เพื่อเป็นการเร่งความร่วมมือและเพิ่มพูนการค้าการลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น ในระหว่างการเดินทางมาครั้งนี้จึงมีการลงนามในแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย และสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทยเพื่อกำหนดแผนการทำงานร่วมกันในปี 2557-2558 เพื่อกำหนดกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ที่จะช่วยผลักดันให้เกิดความตระหนักรู้ในศักยภาพของกันและกันมากยิ่งขึ้น อาทิ การเข้าร่วมงานอินโนพรอม ซึ่งเป็นการแสดงสินค้าอุตสาหกรรมครั้งสำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในรัสเซีย การนำคณะนักธุรกิจรัสเซียเดินทางมายังไทยเพื่อพูดคุยถึงความร่วมมือที่น่าจะเกิดขึ้นได้ การจัดสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับโอกาสของการทำธุรกิจระหว่างกัน การจับคู่และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และการจัดประชุมร่วมระหว่างสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย และสภาธุรกิจรัสเซีย-ไทยเป็นประจำสม่ำเสมอ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซียยอมรับว่าแม้สภาธุรกิจไทย-รัสเซียจะจัดตั้งขึ้นมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีความคืบหน้ามากนักซึ่งเชื่อว่าประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ต้องแก้ไขคือการเปิดช่องทางในการสื่อสารระหว่างกันให้มากขึ้น แต่เชื่อว่าตามแผนปฏิบัติการร่วมที่เพิ่งลงนามร่วมกันไปในระหว่างการเยือนรัสเซียครั้งนี้จะทำให้ปี 2557 เป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทย-รัสเซีย โดยไทยยังวางแผนที่จะจัดงานนิทรรศ การหรืองานโปรโมตสินค้า Made in Russia เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีต่างๆ ที่รัสเซียมีความก้าวหน้า อาทิ ทหาร การแพทย์ พลังงาน และดาวเทียมให้เป็นที่รับรู้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มองว่าสินค้าไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกมายังรัสเซียก็มีมากมาย อาทิ อาหาร อาหารแปรรูป ยางรถยนต์ และส่วนประกอบรถยนต์ เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการค้าปัจจุบันกับศักยภาพที่ต่างฝ่ายมีจึงถือว่าน้อยมาก แม้แต่เป้าหมายที่จะขยายมูลค่าการค้าให้ถึงหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 3 ปีข้างหน้าก็ยังถือว่าไม่มากเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นผ่านความพยายามของภาคเอกชนและกระทรวงการต่างประเทศของไทยในภารกิจครานี้คือ ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศจะเป็นเช่นไร ผู้ที่มีหน้าที่เหล่านี้ก็ยังพยายามปฏิบัติภารกิจของตนเองไปอย่างเต็มกำลังที่สุดแล้ว แม้ความวุ่นวายไม่รู้จบทางการเมืองอาจฉุดรั้งความน่าเชื่อถือของประเทศได้ แต่ไม่ควรส่งผลกระทบให้องคาพยพทั้งหมดของประเทศชาติต้องหยุดชะงัก มิใช่หรือ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
