กต. นำคณะนักธุรกิจลุยตลาดรัสเซีย จับตลาดผ่านนักท่องเที่ยว 1.7 ล้าน

ระหว่างอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คณะนักท่องเที่ยวไทยได้หารือกับหอการค้าเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งถือเป็นหอการค้าที่เก่าแก่ที่สุดในรัสเซียและมีสมาชิกถึง 4,500 บริษัท จากข้อมูลของหอการค้ารัสเซียสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังตลาดรัสเซียคือผลไม้แปรรูป โพลีเมอร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ข้าว อาหารทะเลแช่แข็ง และจิวเวอร์รี่ ขณะที่รัสเซียส่งออกเหล็ก ผลิตภัณฑ์จากเหล็กและสินแร่มายังไทย
นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไม่เพียงเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นศูนย์กลางแห่งการท่องเที่ยว การศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอีกด้วย จึงถือว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนไทย ที่สำคัญคนที่นี่ดูจะคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าคนมอสโกค่าที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศรัสเซีย หนำซ้ำคนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมาก โดยจากข้อมูลหอการค้าเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียกว่า 1.6 ล้านคนที่มาไทย เป็นคนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถึงกว่า 5 แสนคน
คณะส่วนหนึ่งยังได้ไปดูงานที่คีรอฟส์มิล ซึ่งตามข้อมูลของบริษัทระบุว่าเป็นโรงโม่ธัญพืชหลากชนิดที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียและใหญ่ที่สุดในยุโรปที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2482มีกำลังผลิตถึง 1,800 ตันต่อวัน สินค้าของบริษัทส่งออกไปจำหน่ายใน 13 ประเทศทั่วโลก และยังจำหน่ายให้กับโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติเพื่อให้ผู้แทนนักธุรกิจไทยที่สนใจ อาทิ ผู้แทนจากเบทาโกร บริษัท เอสซีจีเทรดดิ้ง จำกัด และบริษัท แปซิฟิคแปรรูปสัตว์น้ำ จำกัด ได้ไปพูดคุยและสำรวจสินค้นเพื่อหาลู่ทางในการทำธุรกิจร่วมกันต่อไป
คณะนักธุรกิจไทยยังได้รับฟังประสบการณ์ตรงในการทำธุรกิจในรัสเซียจาก คุณบุรี สีนา ผู้อำนวยการทั่วไปของบริษัทของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร ประจำประเทศรัสเซีย ที่เข้ามาทำธุรกิจในรัสเซียตั้งแต่ปี 2459 โดยเริ่มจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ จากนั้น คุณบุรี สีนา จึงขยายไปซื้อโรงเลี้ยงหมู ปัจจุบันซีพีมีโรงงานใน 5 เมืองของรัสเซียคือ คาลินินกราด คาลูก้า ลิเปียทส์ คูรริส นิชนียนอฟโกโรด โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองลูคาวิทซีในกรุงมอสโก และตั้งเป้าหมายที่จะทำธุรกิจอาหารครบวงจรโดยเปิดร้านขายปลีกผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปแล้วในรูปแบบเดียวกันที่ทำในไทยนั่นเอง คุณบุรีให้ความรู้ว่าสิ่งที่ท้าทายในการเข้ามาทำธุรกิจในรัสเซียคือต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ภายในของเขา เพราะรัสเซียเป็นประเทศที่ใหญ่มากจนไม่จำเป็นต้องปรับตัวให้ใคร อีกทั้งกฎหมายของรัสเซียมีความซับซ้อน อัตราภาษีสูง และในบางพื้นที่ขาดแคลนแรงงาน อย่างไรก็ดี รัสเซียก็มีกำลังซื้อสูง ขณะที่รัฐบาลยังมีนโยบายที่จะผลิตอาหารให้เพียงพอกับการบริโภคในประเทศ ด้วยความที่เป็นแหล่งเพราะปลูกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก วัตถุดิบจึงมีมากพอ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารขยายตัวอยู่ตลอด
ด้วยหลักการทางธุรกิจที่ซีพียึดมั่นในทุกประเทศที่ไปคือ “หลัก 3 ประโยชน์” ประกอบด้วยประเทศที่ซีพีเข้าไปทำธุรกิจต้องได้ประโยชน์ ประชาชนของประเทศนั้นๆ ได้ประโยชน์ ส่วนบริษัทได้ประโยชน์มาเป็นลำดับสุดท้าย ทำให้การเข้าไปประกอบธุรกิจของซีพีในประเทศต่างๆ ได้ผลตอบรับที่เป็นบวกในท้ายที่สุด แม้บางที่อาจต้องใช้เวลานานก็ตาม
อย่างไรก็ดี ต้นทุนการดำรงชีวิตในรัสเซียค่อนข้างสูงแม้เงินเดือนของคนที่ประกอบอาชีพต่างๆ ฟังเหมือนจะสูงมากเมื่อเทียบกับไทย อาทิ เด็กยกของ 35,000 รูเบิล (คิดง่ายๆ คือ 1 รูเบิลเท่ากับ 1 บาท) คนขับรถตู้ 40,000 พนักงานออฟฟิศเริ่มที่ 35,000 แต่ต้องทำ 2 เดือนต้องขึ้นเป็นอย่างน้อย 40,000 แต่ค่าเช่าบ้านในมอสโกสูงมากยังไม่รวมค่ากินค่าอยู่ค่ารถ หากไม่มีห้องพักเป็นของตัวเองซึ่งเป็นมรดกตกทอดให้แต่ละครอบครัวมาแต่ยุคสหภาพโซเวียตเงินเดือนจึงแทบไม่พอกิน
แต่แม้ต้นทุนในการครอบชีพจะสูงแค่ไหน ยอดค้าปลีกในรัสเซียยังสูงเป็นอันดับ 2 ของยุโรป ขณะที่โรงแรมในรัสเซียก็แพงที่สุดในโลกเพราะขาดการแข่งขัน แม้รัสเซียจะมีเมืองมากกว่า 12 เมืองที่มีประชากรเกินกว่า 1 ล้านคน แต่กำลังซื้อในเมืองอื่นต่ำมากเมื่อเทียบกับมอสโกเพราะเงินกว่า 85% กระจุกตัวอยู่ในนครหลวงแห่งนี้
นักธุรกิจต่างชาติที่เข้าใจและมีประสบการณ์กับธุรกิจค้าปลีกในรัสเซียอย่างดีแนะนำว่าการก่อตั้งธุรกิจในรัสเซียเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา บริษัทก่อสร้างในรัสเซียก็มักมีปัญหาภาคการธนาคารติดขัดล่าช้าเหมือนระบบราชการ แต่ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมากในแง่ของกำลังซื้อ เหตุผลสำคัญอีกอย่างหนึ่งคืออัตราภาษีนิติบุคคลที่เป็นอัตราเดียวกันไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีหรือลูกจ้างที่ 13% คนจึงพร้อมจับจ่ายใช้สอย
คำแนะนำสำหรับนักธุรกิจไทยที่สนใจตลาดรัสเซียคือให้ดูจากพฤติกรรมผู้บริโภคคือนักท่องเที่ยวรัสเซียที่เดินทางมาท่องเที่ยวไทยมากเกือบ 2 ล้านคนในปีนี้ว่าสนใจสินค้าอะไรก็จะบอกได้ว่าสินค้าที่มีโอกาสในตลาดรัสเซียคำแนะนำนี้สะท้อนให้เห็นระหว่างเดินสำรวจสินค้าตามซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำในกรุงมอสโกเพราะเห็นผลไม้เมืองร้อนมากมาย อาทิ มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ ซึ่งราคาขานปลีกก็แพงจนตกใจเพราะราคาต่ำสุดคือกิโลกรัมละ 890 รูเบิล (1 รูเบิลเท่ากับ 1 บาท) สูงสุดคือ 990 รูเบิล ยังไม่รวมผลไม้อย่างทุเรียนที่ขายในบ้านเราก็แพงอยู่แล้วซึ่งมีแพคขายในรัสเซียเช่นกันแต่ไม่ได้ติดราคาไว้เลยไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่แต่ที่เดาได้คือต้องแพงแน่นอน
น.ต. อิทธิ ดิษฐบรรจง (ร.น.) เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ให้ข้อมูลว่า ธุรกิจที่น่าจะมีโอกาสสูงในรัสเซียคือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมรถยนต์โดยเฉพาะยางพารา โดยข้อมูลเบื้องต้นจากที่ได้มีการพูดคุยกันความต้องการยางพาราขั้นต่ำน่าจะสูงถึง 250,000 ตัน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา นอกจากนี้ ผลไม้กระป๋องโดยเฉพาะสับปะรดหลากยี่ห้อที่วางจำหน่ายในรัสเซียล้านแต่นำเข้ามาจากไทยเกือบทั้งหมด ขณะที่จิวเวลรีเป็นสินค้าที่มีโอกาสทำตลาดได้อีกมากเพราะสตรีรัสเซียนิยมแต่งตัว โดยนักธุรกิจไทยอาจมาร่วมทุนกับนักธุรกิจในประเทศซีไอเอสอย่างอาร์เมเนียที่ถือเป็นเจ้าตลาดใหญ่อยู่ เพราะรูปแบบงานดีไซน์ที่ชาวรัสเซียนิยมชมชอบก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวเช่นกัน ท่านทูตอิทธิยังฝากคำแนะนำให้กับผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่มีเงินทุนไม่มากนัก อาจเริ่มต้นหาช่องทางธุรกิจในรัสเซียด้วยการนำสินค้าไปวางขายตามแหล่งท่องเที่ยวในไทยที่ชาวรัสเซียนิยมไป เพราะจะเป็นโอกาสในการทดลองทำตลาดได้โดยเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนักนอกจากนี้ นวดแผนไทยก็ยังรับความนิยมอย่างสูงในรัสเซียเช่นกันซึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากที่คนรัสเซียนิยมมาท่องเที่ยวในไทยนั่นเอง
นางสาวจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวรัสเซียถือเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่เดินทางไปไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นหนึ่งใน 6 ชาติที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนไทยปีละมากกว่า 1 ล้านคน นอกเหนือจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินเดีย โดยระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคมปีนี้นักท่องเที่ยวรัสเซียที่เดินทางไปไทยสูงถึง 1,279,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ถึง 36.5% และหากเป็นไปตามคาดปีนี้นักท่องเที่ยวรัสเซียน่าจะเดินทางมาไทยถึง 1.7 ล้านคน
แม้หนึ่งในเหตุผลหลักของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นมาจากการยกเลิกวีซ่าระหว่างกันในปี 2550 แต่กระนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียที่เดินทางมาขอวีซ่ามาสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงมอสโกเพราะต้องการอยู่ในไทยนานกว่า 30 วัน แต่ละเดือนก็มีจำนวนนับพัน
รองผู้ว่าการจุฑาพรยังใช้โอกาสที่เดินทางมายังรัสเซียพบเอเยนต์หลักๆ ของรัสเซียมากกว่า 20 บริษัทที่นำนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบข้อสักถามต่างๆ พร้อมกับแนะนำสถานที่พักที่ท่องเที่ยว และแหล่งช็อปปิ้งใหม่ๆ ให้ได้ทราบ ขณะนี้ ททท.พยายามเจาะกลุ่มท่องเที่ยวตลาดบนของรัสเซีย รวมถึงกลุ่มคู่ฮันนีมูนให้เดินทางมาไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองในไทยที่ยังไม่มีท่าว่าจะยุติก็สร้างความวิตกกังวลให้กับนักท่องเที่ยวหลายแห่งตั้งคำถามบ้างไม่มากก็น้อยเพราะผู้แทนบริษัทท่องเที่ยวหลายแห่งตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว ซึ่งรองผู้ว่าการจุฑาพรได้ให้ความมั่นใจว่าพื้นที่ซึ่งมีการชุมนุมจำกัดอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่หลักซึ่งนักท่องเที่ยวรัสเซียนิยมไปคือพัทยาและภูเก็ต นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางต่อไปยังจุดหมายหลักได้เลยโดยไม่ต้องแวะเข้ามายังกรุงเทพฯ
อีกหนึ่งในความห่วงกังวลหลักของผู้แทนบริษัทนำเที่ยวคือมาตรการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวรัสเซีย หลังจากเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับนักท่องเที่ยวหลายครั้งทั้งอุบัติเหตุทางรถและทางเรือ โดยรองผู้ว่าการจุฑาพรชี้แจงว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อวางมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวซึ่งอาจรวมถึงการกำหนดให้บริษัทที่ให้บริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ทำประกันสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย
ท่านทูตอิทธิกล่าวย้ำระหว่างเป็นประธานเปิดงานของ ททท. เพื่อเรียกความมั่นใจจากบริษัทนำเที่ยวรัสเซียว่า รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวในทุกๆ สถานการณ์อยู่แล้ว พร้อมกับให้ความมั่นใจว่าสถานการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกระบวนการประชาธิปไตยและจำกัดวงอยู่พื้นที่กรุงเทพฯเป็นหลัก ขณะที่สถานที่อื่นๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวสถานการณ์ทุกอย่างยังปกติ
สำหรับนักท่องเที่ยวหลายชาติไม่เพียงแต่ตลาดรัสเซีย ไทยถือเป็นจุดหมายหลักสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวเพราะเรามีสิ่งดีๆ ที่เป็นต้นทุนมากมาย เป็นสยามเมืองยิ้มที่ใครต่างประทับใจ
อย่าปล่อยให้ถึงวันที่ใครๆ พูดกันได้ว่าคนไทยเป็นผู้ทำลายสิ่งดีๆ ในประเทศไทยด้วยน้ำมือเราเองเลย
วรรัตน์ ตานิกูจิ
24 ธันวาคม 2556
แหล่งข้อมูล:
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2556 ปีที่ 36 ฉบับที่ 13070
โดย:
กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
