ติวเข้มนักลงทุนไทยเจาะตลาดAEC แนะศึกษากฎถิ่นกำเนิดสินค้า-สิทธิพิเศษทางภาษี

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานจากงานสัมมนาเรื่อง ASEAN Connectivity กับโลจิสติกส์ อุปสรรค และกฎระเบียบสู่ตลาดเพื่อนบ้าน จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ
โดยนายสมบูรณ์พงษ์ พุกกะเวส นักวิชาการศุลกากรชำนาญการพิเศษ กรมศุลกากร กล่าวถึงการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นทางด้านภาษีระหว่างผู้นำเข้าและส่งออก โดยมีนัยถึงปัญหาที่ว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ เนื่องจากไม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์และลักษณะใช้สิทธิพิเศษทางภาษี
นายสมบูรณ์พงษ์ ชี้ว่า สำหรับการนำเข้า ถ้าซื้อสินค้าจากสมาชิกอาเซียนเพื่อส่งต่อไปยังสมาชิกอาเซียนอื่น ต้องดูด้วยว่าสินค้าชนิดที่ซื้อมาเก็บภาษีในอัตราเดียวกันกับทั้งปลายทางและ ต้นทางหรือไม่ ซึ่งหากมีอัตราภาษีเกินกว่า 20% จะเก็บอากรขาเข้าในอัตราปกติ แต่หากน้อยกว่า 20% จะเก็บอากรในอัตรา 0%
พร้อมทั้งแนะว่า หากผู้ประกอบการไม่ดูข้อภาษีให้รอบคอบ จะเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายมาก อย่างไรก็ตาม สินค้าส่วนใหญ่ภาษีเป็น 0% เกือบหมดแล้วในประเทศ 5 ประเทศอาเซียน ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ประเทศอาเซียนใหม่อย่างลาว เวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา ที่ยังไม่ปรับภาษีสินค้าหลายชนิด ซึ่งจะมีการปรับเป็น 0% ในหลังจากที่เข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว
ส่วนระบบการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีที่สำคัญคือ ระบบการใช้สิทธิที่รับรองถิ่นกำเนิด (Rule of Origin) หรือที่เรียกว่า เอกสารฟอร์มดี เป็นเอกสารประกอบการใช้สิทธิและระบบที่มีการใช้บัญชีราคาสินค้า ใช้เป็นตัวแทนเอกสารเพื่อรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า อีกทั้งยังได้แนะว่า นักลงทุนควรศึกษาระบบการใช้สิทธิที่รับรองถิ่นกำเนิดของอาเซียนให้ถี่ถ้วน และรอบคอบ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องทางเทคนิคที่มีความละเอียดอ่อนระบบการใช้บัญชีราคาสินค้า เป็น
นายสมบูรณ์พงษ์กล่าวว่า เอกสารเพื่อรองรับถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นเอกสารประกอบการใช้สิทธิ ซึ่งเรียกว่า Self Certification System หรือเอสซี เป็นเอกสารคนละตัวกับฟอร์มดี ระบบเอสซีทยอยใช้ในประเทศอาเซียน โดยมีประเทศที่บังคับใช้แล้ว ประกอบด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน
นางวัลภา สถิรชวาล เลขาธิการสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ก็ได้กล่าวถึงการลดอุปสรรคทางการค้า โดยมีทั้งเขตปลอดอากร เขตอุตสาหกรรมส่งออก และเขตประกอบการเสรี
โดยผู้ประกอบการที่อยู่ในเขตปลอดอากรจะรับสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าหรือวัตถุดิบที่นำเข้าเพื่อใช้ประกอบการในพื้นที่เขตปลอดอากร โดยปัจจุบันเขตปลอดอากรขนาดใหญ่ของไทยอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนเขตปลอดอากรอื่นๆ อยู่ในการพิจารณาขออนุญาตอีกกว่า 70 สิบแห่ง เพื่อเปิดขึ้นเพื่อรองรับการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียน
สำหรับเขตประกอบการเสรี เป็นการตั้งขึ้นเพื่อให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และย่อย และเพื่อต่อยอดให้ประเทศไทยเป็นประเทศการค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งนางวัลภาชี้ว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศการค้าเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งรายเล็กและรายใหญ่สามารถใช้เขตประกอบการเสรี สำหรับประกอบการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม
ซึ่งของที่นำเข้าในเขตนี้ จะได้รับสิทธิทางภาษี อย่างการยกเว้นภาษีขาเข้าสำหรับต้นน้ำอย่างอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ และภาษีขาออกอีกด้วย
นางนันทยา ใฝ่เมตตา หัวหน้ากิจการกลุ่มขนส่งระหว่างประเทศ กรมขนส่งทางบก พระราชบัญญติขนส่งทางบก กล่าวถึงภาพรวมการขนส่งเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอา เซียนว่า สภาพปัจจุบัน ไทยมีการเจรจาขนส่งทวิภาคีกับไทย-ลาว เมื่อปี 2542 ในความตกลงดังกล่าวครอบคลุมรถบรรทุกจนถึงรถยนต์ส่วนบุคคลในลักษณะไม่จำกัด โควตา และข้อตกลงไทย-มาเลเซียในรูปแบบทวิภาคีที่ฝ่ายมาเลเซียอนุญาตให้รถบรรทุกขนส่งสินค้าไปยังสิงคโปร์ได้
โดยกำหนดว่าให้มีน้ำหนักบรรทุกสินค้าเน่าเสียง่าย หรือสินค้าทางการเกษตรไม่เกิน 30,000 ตัน ถึงจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี นอกจากนั้น ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน มีการอนุญาตให้รถโดยสารมาเลเซียเข้าไปยัง 5 จังหวัดชายแดนใต้ที่ประกอบด้วย นราธิวาส ยะลา สตูล ปัตตานี และสงขลาได้ ถ้าจะออกนอกจังหวัดจะต้องขออนุญาตที่กรมการขนส่งทางบก
ส่วนข้อตกลง ในกรอบอนุลุ่มน้ำโขง หรือจีเอ็มเอส ทำความตกลงไว้ 6 ประเทศ ประกอบด้วย เมียนมาร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย และจีน ตกลงการขนส่งทางถนนไว้ถึงให้สามารถเดินรถระหว่างกันตามแนวเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจทั้งหมด
นางนันทยากล่าวว่า ทางไทยยังล่าช้าอยู่ในเรื่องการออกกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสัตยาบัน ทั้งนี้ นางนันทยากล่าวเสริมว่า เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว การเปิดเสรีด้านการขนส่งปี 2558 จะต้องเปิดสัดส่วนให้สัญชาติอาเซียนถือหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า 70% แต่ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขนส่ง ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสัดส่วนที่ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 49%
ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
25 กุมภาพันธ์ 2557
แหล่งข้อมูล:
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
