FPI สนใจบุกตลาดเอกวาดอร์ ปูทางขยายฐานลูกค้า เอกวาดอร์-เปรู-โคลัมเบีย-ชิลี-โบลิเวีย คาดได้ข้อสรุปใน 9 เดือน ก่อนตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตร งานนี้ประหยัด

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) (FPI) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาแผนร่วมลงทุนกับพันธมิตรในประเทศเอกวาดอร์ เพื่อสร้างโรงงานที่จะเป็นฐานการผลิตอะไหล่ชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศเอกวาดอร์ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 9 เดือน เพื่อขยายฐานลูกค้าในประเทศเอกวาดอร์ เปรู โคลัมเบีย ชิลี และโบลิเวีย ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกันยังสามารถประหยัดต้นทุนการนำเข้าได้ถึง 40% ทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน
ทั้งนี้ หากการลงทุนกับพันธมิตรในเอกวาดอร์เกิดขึ้น สัดส่วนการถือหุ้นของ FPI คาดว่าจะอยู่ที่ 45-50% โดยจะมีการลงทุนเครื่องจักรและแม่พิมพ์ในปีแรกประมาณ 12 ตัว เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์
“การขยายตลาดไปต่างประเทศจำเป็นต้องมีพันธมิตร เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง และการที่เราร่วมทุนกับพันธมิตรในเอกวาดอร์จะช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง (โลจิสติกส์)ถึง 15% และประหยัดต้นทุนนำเข้าถึง 40% เนื่องจากการขนส่งและภาษีนำเข้าค่อนข้างสูง ซึ่งหากมีการสร้างฐานการผลิตจะทำให้ช่วยลดต้นทุนได้ค่อนข้างมากถึง 55% ”นายสมพล กล่าว
ด้านนางนุศรา ธนาดำรงศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2557 หาก warehouse แล้วเสร็จตามกำหนดในไตรมาส 3 จะตามแผนจะช่วยให้เดินเครื่องจักรได้อย่างเต็มที่โดยคาดว่าอัตรากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 90% ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง 10% และสามารถทำให้กำไรเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้ารายได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกันยังเชื่อมั่นว่าหากบริษัทมีการลงทุนแม่พิมพ์ใหม่ๆ ก็จะทำให้รายได้เติบโตเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการขยายฐานลูกค้าในยุโรป และอเมริกา
โดยปัจจุบัน บริษัทมีออเดอร์ในมือในส่วนของการรับงานโปรเจ็คให้กับค่ายรถยนต์ (OEM) ประมาณ 300-400 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการรับงานที่สูงสุดของบริษัท และส่วนการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อะไหล่ทดแทน (REM) มีประมาณ 150 ล้านบาท/เดือน โดยในปีนี้บริษัทสามารถเพิ่มลูกค้าใหม่ได้อีก 3 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 121 ประเทศ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ กล่าวอีกว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15% ภายใน 3 ปี หากมีการใช้กำลังการผลิตเต็มที่ ขณะที่รายได้หลังหักต้นทุน (Gross Margin) ในปีนี้น่าจะสูงขึ้น ตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ซึ่งคาดว่าค่าเฉลี่ยเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 32-33 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งทำให้โอกาสเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ส่วนกำไรสุทธิหลังหักภาษี (NET Margin) คาดว่าจะเติบโต 3-5%
ขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.ryt9.com
3 กรกฎาคม 2557
แหล่งข้อมูล:
http://www.ryt9.com
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
