นาย Jean-Claude Juncker ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (หัวหน้าฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป) คนใหม่
นาย Jean-Claude Juncker ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (หัวหน้าฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป) คนใหม่
        เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2557 ผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ได้เข้าร่วมการประชุม คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป และเสนอชื่อนาย Jean-Claude Juncker อดีต นรม. ลักเซมเบิร์ก เป็นประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (หัวหน้าฝ่ายบริหารของ EU เทียบเท่า นรม.) คนใหม่สืบต่อจากนาย Jose Manuel Barroso ที่จะครบวาระในวันที่ 30 ต.ค. 2557 เพื่อเสนอต่อสภายุโรปชุดใหม่ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 – 25 พ.ค. 2557 ให้การรับรอง และในขั้นตอนต่อไปนาย Juncker จะเจรจากับ ปท. สมาชิกเพื่อให้ส่งผู้แทนจากแต่ละประเทศมาดำรงตำแหน่งกรรมาธิการด้านต่าง ๆ (เทียบเท่ารัฐมนตรี) ต่อไป
ในอดีต คณะมนตรียุโรปสามารถเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่ง ปธ. คณะกรรมาธิการยุโรปด้วยหลัก ฉันทามติ แต่การเสนอชื่อนาย Juncker ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ต้องใช้วิธีการลงมติ โดยมีเพียงนาย David Cameron นรม. สหราชอาณาจักรและนาย Viktor Orban นรม. ฮังการีเท่านั้นที่ออกเสียงคัดค้าน ทั้งที่ก่อนการเลือกตั้งสภายุโรป กลุ่มการเมืองต่างๆ ในสภายุโรปได้ตกลงกันว่า จะรับรองผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนสูงสุด (top candidate) ของกลุ่มการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งได้แก่นาย Juncker จาก กลุ่ม European People’s Party (กลุ่มพรรคอนุรักษ์นิยมแนวคิดกลาง –ขวา) ให้ดำรงตำแหน่ง ปธ. คณะกรรมาธิการยุโรปเท่านั้น
         นาย Juncker มีประสบการณ์ยาวนานในเวที EU โดยนอกจากเคยเป็นผู้ประสานงานระหว่าง ปท. มหาอำนาจใน EU และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤตการเงินกลุ่มยูโร ในฐานะอดีต ปธ. กลุ่ม รมว. คลังของกลุ่ม ยูโรแล้ว นาย Juncker ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างบูรณาการทางเศรษฐกิจ การใช้เงินยูโร การมีนโยบาย ตปท. และความมั่นคงร่วมของ EU ตลอดจนการผลักดันสนธิสัญญาลิสบอน จนได้รับรางวัล Charlemagne Prize เมื่อปี 2549 ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการรวมตัวใน EU อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหราชอาณาจักรและ ฮังการี เกรงว่านาย Juncker ซึ่งมีความเชื่อมั่นในการบูรณาการของ EU อย่างสูง อาจผลักดันให้มีการโอนอำนาจการบริหารจาก ปท. สมาชิกมาอยู่ที่ EU มากขึ้น (EU-centralist) หลายฝ่ายจึงคาดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะยิ่งทำให้ความนิยมใน EU ในสหราชอาณาจักรลดลงอีก และอาจส่งผลกระทบต่อบทบาทของสหราชอาณาจักรใน EU ต่อไปในอนาคต
         นาย Juncker มีนโยบายปฏิรูปการทำงานของ EU ให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่ (1) การกระตุ้นการเจริญเติบโตและการจ้างงาน ลดผลกระทบทางสังคมจากมาตรการรัดเข็มขัด และการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน (2) การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานโดยเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน (3) การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ (ซึ่งขัดกับความต้องการของเยอรมนี) (4) เพิ่มระดับการมีบูรณาการใน EU ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะรับฟังความเห็นของ ปท. สมาชิกเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมใน EU (5) สนับสนุนระบบจัดการคนเข้าเมืองและการโยกย้ายถิ่นฐานร่วม เพื่อให้สามารถคัดเลือกแรงงานมีฝีมือจากประเทศนอก EU
         ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศนอกภูมิภาค EU นั้น คาดว่า นโยบายของ EU จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยอาจต้องรอดูผลการพิจารณาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมาธิการด้านการค้า และผู้แทนระดับสูงของสหภาพด้านการ ตปท. และความมั่นคง (เทียบเท่า รมว. กต. ของ EU) ด้วย ทั้งนี้ ในด้านการ ตปท. นาย Juncker สนับสนุนให้ (1) เพิ่มบทบาทของ รมว. กต. ของ EU และเชื่อมโยงนโยบาย ตปท. ของ EU ให้สอดคล้องกับนโยบายด้านอื่น ๆ ของ EU โดยเฉพาะนโยบายด้านการค้าและการเงิน รปท. การให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศกำลังพัฒนา (2) เพิ่มบูรณาการด้านนโยบาย ตปท. และกลาโหมในหมู่ ปท. สมาชิก EU เพื่อจัดการภัยคุกคามความมั่นคงแบบเดิม (การใช้กำลังทหาร การสะสมอาวุธ) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (3) เพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในภูมิภาคยุโรปตะวันออกเพื่อรักษาสมดุลกับรัสเซีย (4) ชะลอการรับสมาชิก EU ใหม่ก่อนปี 2562 โดยจะยังดำเนินการเจรจากับ ปท. ที่เริ่มเจรจาแล้ว และคงท่าทีไม่รับตุรกีเข้าเป็นสมาชิก (5) เพิ่มการมีส่วนร่วมทั้งในระดับทวิภาคีและในกรอบความร่วมมือพหุภาคีต่าง ๆ กับเอเชียตะวันออกเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (6) ขยายบทบาทของ EU ในองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ IMF ธนาคารโลก โดยเน้นประเด็นธรรมาภิบาลด้านภาษี การแก้ปัญหาสถาบันการเงิน การลดการฟอกเงิน การช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (7) เร่งจัดทำ คตล. การค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการเจรจา Transatlantic Trade and Investment Partnership (TTIP) กับสหรัฐฯ และ EU – Japan FTA
7 กรกฎาคม 2557
แหล่งข้อมูล: กองยุโรป 1 กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ