ธนาคารกลางยุโรปปรับดอกเบี้ยเป็นติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ธนาคารกลางยุโรปปรับดอกเบี้ยเป็นติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์
     เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 57 เวลา 20.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย คณะมนตรีบริหาร (Governing Council) ของธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank - ECB) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในทั้ง 3 อัตรา ได้แก่ (1) ดอกเบี้ยพื้นฐานที่ ECB เรียกเก็บจากเงินกู้ที่ปล่อยให้แก่สถาบันการเงิน (Main refinancing operation) จากร้อยละ 0.25 เป็นร้อยละ 0.10 (2) ดอกเบี้ยสูงสุดที่ ECB เรียกเก็บจากเงินกู้ที่ปล่อยให้แก่สถาบันการเงิน (Marginal lending facility) จากร้อยละ 0.75 เป็นร้อยละ 0.40 (3) ดอกเบี้ยที่ ECB จ่ายแก่ธนาคารที่นำเงินมาฝากแก่ ECB (Deposit facility) จากร้อยละ 0 เป็นร้อยละ - 0.10 ซึ่งทำให้สถาบันการเงินที่นำเงินไปฝากกับ ECB จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการฝากแทนที่จะได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย  นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกปรับดอกเบี้ยนโยบายเป็นติดลบ และเป็นธนาคารกลางแห่งที่สองต่อจากธนาคารกลางเดนมาร์กที่ใช้นโยบายดังกล่าวเมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่แล้ว
      นาย Mario Draghi ผู้ว่าการ ECB แถลงว่า มาตรการพิเศษดังกล่าวมีขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้สถาบันการเงินในเขตยูโรปล่อยกู้ให้แก่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจมากขึ้น แทนการนำเงินที่เป็นสภาพคล่องส่วนเกินจากสัดส่วนที่ถูกกำหนดไว้ตามระเบียบ มาฝากไว้ที่ ECB โดยไม่ได้รับผลตอบแทนและย้ำว่า การปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว เพราะปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มยูโรอยู่ในระดับเพียงร้อยละ 0.5 และมีแนวโน้มลดลงหากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ (เศรษฐกิจเขตยูโรในไตรมาสแรกของปี 2557 ขยายตัวต่อเนื่องจากสองไตรมาสก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าที่คาดการณ์คือเพียงร้อยละ 0.2) ในทางตรงกันข้าม มาตรการดังกล่าวจะช่วยป้องกันภาวะเงินฝืดในลักษณะที่เคยเกิดกับญี่ปุ่นในทศวรรษ ค.ศ. 1990 ทั้งนี้ นาย Draghi เห็นว่า ECB อาจออกมาตรการพิเศษเพิ่มเติมอีกในอนาคต เช่นการอัดฉีดสภาพคล่องโดยตรงแก่สถาบันการเงิน
      ผลจากการลดดอกเบี้ยดังกล่าวในระยะสั้น คือ เงินยูโรอ่อนค่าลงจาก 1.38 ยูโร เป็น 1.36 ยูโร ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นในยุโรปจะปรับตัวสูงขึ้น ส่วนในระยะยาว แม้ว่าสถาบันการเงินต่างๆ อาจถอนเงินที่ฝากไว้กับ ECB ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านยูโรเพื่อนำออกมาปล่อยกู้มากขึ้น แต่ก็ไม่ชัดเจนว่า จะมีการปล่อยกู้ได้อย่างทั่วถึงและถูกต้องตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น อิตาลี ยังมีปริมาณหนี้เสียสูง อีกทั้งอาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือตลาดหุ้นในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี เช่น เยอรมนี ได้ ทั้งนี้ มาตรการของ ECB อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเล็กน้อยในลักษณะของเงินทุนจากกลุ่มยูโรที่อาจไหลเข้าเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า และค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท
10 กรกฎาคม 2557
แหล่งข้อมูล: กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ