ธนาคารกลางยุโรปออกมาตรการพิเศษด้านการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเขตยูโรของสหภาพยุโรป
ธนาคารกลางยุโรปออกมาตรการพิเศษด้านการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเขตยูโรของสหภาพยุโรป
        เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 57 เวลา 17.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย คณะมนตรีบริหาร (Governing Council) ของธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank - ECB) ได้เห็นชอบการออกมาตรการพิเศษเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนี้
       (1) ลดดอกเบี้ยลงในอัตราต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะดอกเบี้ยนโยบาย จากร้อยละ 0.10 เป็นร้อยละ 0.05 และเก็บดอกเบี้ยเพิ่มจากธนาคารที่นำเงินไปฝากกับ ECB แทนการให้ดอกเบี้ย จากร้อยละ 0.10 เป็นร้อยละ 0.20
       (2) เตรียมซื้อตราสารหนี้จากธนาคารพาณิชย์ใน EU ตั้งแต่เดือน ต.ค. 57 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เฉพาะตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันเป็นสินเชื่อค้างชำระของภาคเอกชนและครัวเรือน (สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการบริโภค หนี้บัตรเครดิต เงินกู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านยูโร) เพื่อลดภาระสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงของธนาคารและเอื้อให้ธนาคารพร้อมปล่อยกู้ได้มากขึ้น
       นอกจากนี้ นาย Mario Draghi ผู้ว่าการ ECB แถลงด้วยว่า หากจำเป็น ECB ก็พร้อมจะดำเนินมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงการซื้อตราสารหนี้ในตลาดเงินโดยตรง (ในลักษณะเดียวกับมาตรการ Quantitative Easing (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐอมริกา) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและป้องกันเงินฝืด อย่างไรก็ดี มาตรการข้างต้นซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางของสหรัฐฯ อังกฤษ และญี่ปุ่นได้ดำเนินการแล้ว แต่ที่ผ่านมา ECB พยายามหลีกเลี่ยงที่จะแสดงให้เห็นว่า ECB มีความกังวลอย่างมากต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเขตยูโรที่ยังไม่มีเสถียรภาพ รวมทั้งความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด โดยล่าสุด ECB คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อในเขตยูโรในช่วงสิ้นปี 2557 จะลดลงอยู่ที่เพียงร้อยละ 0.6
       ในระยะสั้น การออกมาตรการดังกล่าวทำให้เงินยูโรอ่อนค่าลงต่ำกว่าระดับ 1.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งยูโรเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน ส่วนในระยะกลางและยาวนั้น ยังไม่มีหลักประกันชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จในการสร้างการเจริญเติบโตและเสถียรภาพแก่เขตยูโรหรือไม่ เนื่องจากมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของ ECB อาทิ
       (1) มาตรการของ ECB ข้างต้น เน้นการช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น (supply side) แต่ไม่ได้กระตุ้นความต้องการสินเชื่อของภาคเอกชนและครัวเรือน (demand side) ซึ่งต้องอาศัยมาตรการของภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ การปรับโครงสร้างหนี้ภาคเอกชนที่ยังอยู่ในอัตราสูง
       (2) มาตรการของ ECB ทำให้ต้นทุนในการกู้เงินของประเทศต่าง ๆ (ดอกเบี้ยพันธบัตร) ลดลง จึงช่วยเพิ่ม policy space แก่ประเทศในเขตยูโรให้สามารถใช้จ่ายงบประมาณมากขึ้น ซึ่งในขณะที่บางประเทศ เช่น เยอรมนี สเปน ใช้งบประมาณอย่างระมัดระวังเพื่อสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว แต่บางประเทศเช่น อิตาลี และฝรั่งเศส อาจจะใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และทำให้วินัยการคลังหย่อนยาน ซึ่งอาจส่งผลให้การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะทำได้ยากขึ้น
       (3) สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นอาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือตลาดหุ้นในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดีในระยะยาวได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทย มาตรการของ ECB อาจมีกระทบต่อค่าเงินยูโรที่อ่อนลง ทำให้กำลังซื้อของประเทศเขตยูโรลดลงและกระทบต่อความสามารถในการนำเข้าสินค้าจากไทย ตลอดจนอาจส่งผลต่อความต้องการขยายลงทุนใหม่ ๆ ในไทยและการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยบ้าง อย่างไรก็ดี โดยที่การค้าและการลงทุนที่มีอยู่ระหว่างไทยกับเขตยูโรในปัจจุบันยังใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินสกุลหลักในการทำธุรกรรม ผลกระทบจึงน่าจะอยู่ในวงจำกัด ขณะที่ด้านการเงิน อาจมีเงินทุน ไหลเข้าตลาดเงินและตลาดทุนของไทยจากเขตยูโรเพิ่มเติมตามสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อตราสารหนี้ของ ECB
16 กันยายน 2557
แหล่งข้อมูล: กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ