ส้มโอไทยในตลาดญี่ปุ่นในงาน Som-O Night
ส้มโอไทยในตลาดญี่ปุ่นในงาน Som-O Night
         ญี่ปุ่นเป็นตลาดผลไม้ใหญ่อีกแห่งหนึ่งของไทย ปัจจุบัน ผลไม้ไทยหลายชนิดเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่นขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง กล้วย มังคุด และทุเรียน ซึ่งจะเห็นวางขายอยู่ตามร้านขายผลไม้และซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งของญี่ปุ่น
         ในบรรดาผลไม้ต่างๆ ส้มโอพันธุ์ทองดีเป็นผลไม้ชนิดล่าสุดที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุญาตให้นำเข้าส้มจากไทยไปยังตลาดญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2555 ทำให้ส้มโอซึ่งเป็นผลไม้ที่ไทยเป็นผู้ผลิตในลำดับต้นๆ ของโลก มีโอกาสในญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดให้ส้มโอพันธ์ทองดีจากไทยที่จะนำเข้ามาที่ญี่ปุ่นจะต้องผ่านการอบไอน้ำและฆ่าเชื้อด้วยความร้อนก่อนเพื่อให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมีความมั่นใจในด้านความปลอดภัยทางอาหารและคุณภาพ
         ส้มโอมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Pomelo ซึ่งมาจากคำว่า Pampelmoose (ภาษาดัตซ์) ซึ่งแปลว่า “ส้มที่มีขนาดเท่าฟักทอง” เป็นพืชในสกุลเดียวกันกับส้มเขียวหวาน เลมอน มะกรูด และมะนาว มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักเดินเรือชาวยุโรปนำส้มโอไปปลูกในหมู่เกาะบาเบดอสซึ่งส้มโอถือเป็นต้นกำเนิดของส้มเกรปฟรุท (grapefruit) ในส่วนของญี่ปุ่น คาดว่ามีการนำเข้ามาญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 17 โดยพ่อค้าชาวกวางตุ้ง ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของผลไม้ที่เรียกว่า บุนตัน (Buntan) และ ซาบง (Zabon) ที่นิยมปลูกในภาคใต้ของญี่ปุ่น
         หลังจากที่ส้มโอได้รับอนุญาตให้นพเข้าไปยังตลาดญี่ปุ่นได้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศและสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้พยายามส่งเสริมให้ส้มโอพันธุ์ทองดีเป็นที่รู้จักในบรรดาผู้นำเข้าและประชาชนญี่ปุ่นมากขึ้นโดยการแจกจ่ายเอกสารประชาสัมพันธ์ส้มโอให้กับผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายผลไม้ของญี่ปุ่น การนำส้มโอไปร่วมให้ชิมในงานแสดงสินค้าอาหารและงานเทศกาลต่างๆ ซึ่งก็ทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักส้มโอได้มากขึ้น
         ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2557 ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดงาน Som-O Night ณ สถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อประชาสัมพันธ์ส้มโอพันธุ์ทองดีให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยได้เชิญผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าผลไม้ ตัวแทนจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า ผู้ประกอบการด้านอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร และสื่อมวลชนด้านอาหารของญี่ปุ่นเข้าร่วมกว่า 130 คน โดยมีการฉายวีดิทัศน์แนะนำส้มโอ การสาธิตการปอกเปลือกส้มโอโดยพ่อครัวของเอกอัครราชทูตฯ และกิจกรรมเด่นที่เป็นไฮไลท์ของงานคือ การสาธิตทำอาหารแบบญี่ปุ่นที่ใช้ส้มโอเป็นวัตถุดิบหลัก โดยคุณ Megumi Nagasawa นักสอนทำอาหารไทยที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในกรุงโตเกียว เพื่อแสดงให้ชาวญี่ปุ่นได้เห็นว่าส้มโอสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทำอาหารญี่ปุ่นได้หลายอย่าง เช่น ยำส้มโอ สลัดส้มโอ ซูชิส้มโอ และเยลลี่ส้มโอ และปิดท้ายด้วยการให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองชิมส้มโอและอาหารที่ใช้ส้มโอเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นที่ร่วมงานได้รับรู้ถึงรสชาติของส้มโอด้วย
         ในการจัดงานครั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ทำแบบสอบถามความคิดเห็นผู้เข้าร่วมงาน และทำให้ทราบข้อมูลที่ช่วยในการส่งเสริมตลาดส้มโอในญี่ปุ่นต่อไปหลายเรื่อง เช่น ส้มโอไม่ถึงกับเป็นของแปลกใหม่ของญี่ปุ่น เพราะผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่ร้อยละ 74 รู้จักส้มโออยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่รู้จักประเทศไทยมาก่อน และส้มโอมีรสชาติถูกปากถูกใจคนญี่ปุ่นอย่างมาก เพราะเห็นว่าแม้ส้มโอจะมีลักษณะภายนอกคล้ายส้มซาบงเป็นอย่างมาก แต่รสชาติมีความหวาน หอมและฉ่ำน้ำมากกว่า และมีรสชาติที่ดีกว่า คือหวานอมเปรี้ยวและจัดจ้านกว่า แต่อุปสรรคสำคัญที่เป็นโจทย์สำหรับผู้ส่งออกไทยคือการที่จะซื้อส้มโอทางหรือไม่ ราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ โดยส้มโอควรมีราคาประมาณ 500 เยนต่อลูก ซึ่งค่อนข้างต่ำกว่าราคาจำหน่ายในญี่ปุ่นในปัจจุบันซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณลูกละ 1,000 เยน หากนำเข้ามาในปริมาณน้อย และในเรื่องรูปแบบการจัดจำหน่ายส้มโอ ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ตอบว่า ควรจะแปอกและขายเป็นชิ้น รองลงมาคือการขายเป็นลูก และนอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้ว่าชาวญี่ปุ่นเห็นว่านอกจากอาหารแล้วส้มโอเหมาะที่จะนำไปทำสลัดและของหวาน เช่น ไอศกรีมเชอร์เบท และผลไม้วางตกแต่งบนหน้าขนม และทำเป็นเยลลี่ และช่องทางที่น่าจะเผยแพร่เจาะตลาดญี่ปุ่นได้ควรเป็นการจัดจำหน่ายส้มโอในซุปเปอร์มาร์เก็ต และการออกร้านขายงานเทศกาลต่างๆ และตลาดนัดเกษตรกร (Famer’s Market) และการจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงร้านอาหารไทย และควรประชาสัมพันธ์การขายส้มโอโดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพและความงามโดนเน้นข้อมูลเกี่ยวกับสรรพคุณของส้มโอ และวางขายตามซุปเปอร์มาเก็ตระดับ hi-end ที่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้านำเข้าและสามารถตั้งราคาสินค้าได้ราคาสูง อย่างไรก็ดี ในเรื่องราคาหลายฝ่ายเชื่อว่าหากในอนาคตมีการนำเข้าส้มโอจากไทยไปในปริมาณที่มากขึ้น ราคาขายก็จะน่าถูกลงได้กว่านี้ เนื่องจากต้นทุนในการอบไอน้ำและฆ่าเชื้อเพื่อส่งออกจะลดลงตามไปด้วย แต่คำถามที่สำคัญคือ เราจะมีส้มโอไปวางขายในตลาดญี่ปุ่นได้สม่ำเสมอหรือไม่ เพราะส้มโอก็ยังเป็นผลไม้ตามฤดูกาล และจะพอเพียงเหลือส่งออกมากพอหรือไม่

สรุปความเห็นของผู้เข้าร่วมงาน Som-O Night จากแบบสอบถาม
        แบบสอบถามงาน Som-O Night จัดทำขึ้นเพื่อประเมินรสนิยมและความสนใจของคนญี่ปุ่นที่มีต่อส้มโอหลังการจัดงาน Som-O Night เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 ซึ่งมีการแนะนำส้มโอไทยผ่านทางวีดีทัศน์ การสาธิตการปอกและทำอาหารที่ใช้ส้มโอเป็นวัตถุดิบหลัก และการให้ชิมจริงผ่านการจัดงานเลี้ยงรับรอง แขกที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นบริษัทนำเข้าของญี่ปุ่น บริษัทห้างสรรพสินค้าที่มีประวัติการนำเข้าผลไม้ของไทย โรงเรียนสอนทำอาหาร และสื่อมวลชนญี่ปุ่น เช่น สถานีโทรทัศน์ นิตยสารและเว็บไซต์ด้านอาหาร
        แบบสอบถามแบ่งเป็นสามส่วนหลักๆ ได้แก่ (1) ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามและความรู้เกี่ยวกับส้มโอและประเทศไทย (2) ความเห็นเกี่ยวกับรสชาติของส้มโอและราคาที่เหมาะสม และ (3) ข้อเสนอแนะต่างๆ ในการจัดจำหน่ายต่างๆ ในการจัดจำหน่าย โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 58 คน ในส่วนที่หนึ่งซึ่งเป็นคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวนั้น มีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชาย 40 คน และเพศหญิง 18 คน โดยมีผลที่สำคัญ ดังนี้
1. ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามและความรู้เกี่ยวกับส้มโอและประเทศไทย
    1.1 ช่วงอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม
          25-29 ปี 3 คน
          30-34 ปี 5 คน
          35-39 ปี 7 คน
          40-44 ปี 12 คน
          45-49 ปี 5 คน
          50-54 ปี 12 คน
          55-59 ปี 10 คน
          60 ปีขึ้นไป 4 คน
   1.2 อาชีพ บริษัทค้าขาย 15 คน ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้อกับหน่วยงานราชการ 3 คน ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวงการอาหาร 18 คน ผู้ที่ทำงานด้านสื่อ 10 คน และผู้ที่ทำงานด้านอื่นๆ 12 คน
   1.3 ความคุ้นเคยเกี่ยวกับประเทศไทย มีผู้ที่เคยไปประเทศไทย 1-4 ครั้งร้อยละ 50 ผู้ที่เคยไป 5-9 ครั้งร้อยละ 8.6 ผู้ที่เคยไปมากกว่า 10 ครั้งร้อยละ 31 มีผู้ที่ไม่เคยไปร้อยละ 10.4 และเมื่อถามคำถามเกี่ยวกับความตระหนักในประเทศไทย มีผู้ระบุว่าตนรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดีร้อยละ 34.5 เท่ากับจำนวนผู้ที่ตอบว่าตนเองไม่ได้รู้จัดประเทศไทยเป็นอย่างดีร้อยละ 34.5เท่ากับจำนวนผู้ที่ตอบว่าตนเองไม่ได้รู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี ส่วนผู้ที่ตอบว่าไม่สามารถระบุได้มีร้อยละ 31 ซึ่งสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศไทยและรู้จักประเทศไทยค่อนข้างดีมนระดับหนึ่ง
   1.4 ความรู้เกี่ยวกับส้มโอไทย มีผู้ระบุว่ารู้จักส้มโออยู่แล้วแต่เดิมเป็นร้อยละ 74 มีเพียงร้อยละ 26 ที่ระบุไม่รู้จัก อย่างไรก็ตาม จำนวนของผู้ที่เคยรับประทานส้มโอมีสัดส่วนร้อยละ 5836 ซึ่งใกล้เคียงกับผู้ที่ไม่เคยรับประทานที่มีสัดส่วนร้อยละ 41.4 เช่นเดียวกับคำว่า Pomelo ซึ่งเป็นชื่อของส้มโอในภาษาอังกฤษ ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 55.2 ระบุว่ารู้จักคำนี้ ในขณะที่ร้อยละ 44.8 ระบุว่าไม่รู้จัก เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ของญี่ปุ่นชื่อ Zabon ซึ่งเป็นผลไม้ของญี่ปุ่นที่มีความคล้ายคลึงกับส้มโอที่มีผู้ตอบว่ารู้จักร้อยละ 86 โดยเห็นว่ามีรูปร่างกายนอกที่คล้ายคลึงกันมาก

2. ความเห็นเกี่ยวกับรสชาติของส้มโอและราคาที่เหมาะสม
        ผู้เข้าร่วมงาน Som-O Night ที่ได้รับประทานส้มโอจริงเห็นว่าส้มโอมีรสชาติอร่อยหวาน มีกลิ่นหอมและมีความฉ่ำน้ำของส้มโอที่ทำให้รู้สึกสดชื่น โดยเมื่อได้รับประทานแล้วนึกถึงผลไม้ Grapefruit โดยมีผู้ที่เห็นว่าส้มโอมีรสชาติที่แตกต่างกัน โดยส้มโอของไทยมีรสชาติดีกว่า และมีเพียงส่วนน้อยระบุว่า ส้มโอรสชาติจืดไป ควรเพิ่มความหวานให้มากขึ้น
        เมื่อถามเกี่ยวกับความสนใจจะซื้อส้มโอไปรับประทาน กว่าร้อยละ 88.5 ระบุว่าอ่างลองซื้อ และจะแนะนำส้มโอต่อไปให้คนรู้จักทราบ และมีเพียงร้อยละ 11.5 ที่ระบุว่าไม่อยากโดยมีผู้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ และในส่วนของราคาที่เหมาะสม มีผู้ระบุไว้ต่ำสุดคือ 150 เยน ต่อลูก ราคาสูงสุดคือ 2,000 เยน ต่อลูก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500 เยน ต่อลูก โดยราคาที่ผู้บริโภคต้องการซื้อนั้นค่อนข้างต่ำกับราคาจำหน่ายในญี่ปุ่นในปัจจุบันซึ่งอยู่ประมารลูกละ 1,000 เยน คาดว่าสาเหตุเป็นเพราะส้มโอมีความคล้ายคลึงกับผลไม้ เช่น grapefruit ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีราคาไม่แพงนัก และคงเป็นเพราะส้มโอยังไม่วางขายอยู่ในตลาดญี่ปุ่นมากนัก จึงยังไม่ทราบราคาที่แท้จริง ทำให้ยังคงมีความรู้สึกที่ไม่อยากใช้เงินจำนวนมากกับผลไม้ที่ยังไม่มีความคุ้นเคยกับรสชาติและคุณภาพ ดังนั้น ผู้มีแนวโน้มว่าจะซื้อส้มโอน่าจะเป็นที่มีความชื่นชองในไทยและผู้ที่นิยมอาหารไทย

3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับช่องทางการจำหน่ายส้มโอในญี่ปุ่น
         หลังจากที่ผู้เข้าร่วมงานได้ดูการสาธิตวิธีการปอกส้มโอในงาน กว่าร้อยละ 87.5 ตอบว่าน่าจะสามารถปอกเปลือกส้มโอได้ด้วยตนเองได้สำหรับรูปแบบการจัดจำหน่ายส้มโอ ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ตอบว่าควรจะผ่าและขายเป็นชิ้น รองลงมาคือการขายเป็นลูก มีเพียงส่วนน้อยที่ระบุว่าควรขายเป็นส้มโอผ่าเป็นชิ้นแช่เย็น
         สำหรับการนำส้มโอไปประยุกต์ใช้ทำอาหาร ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เห็นว่าส้มโอเหมาะที่จะนำไปทำสลัดและขนม เช่นไอศกรีมเชอร์เบท ผลไม้วางบนหน้าขนม และทำเป็นเยลลี่ เป็นต้น มีเพียงส่วนน้อยที่ระบุว่าไม่เหมาะสมจะนำไปทำอาหารทางด้านช่องทางกาจัดจำหน่ายส้มโอที่เหมาะสม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่า ควรจะจัดจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และการออกร้านขายงานเทศกาลต่างๆ และตลาดนัดเกษตรกร (Famer’s Market) และการจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงร้านอาหารไทยนอกจากนี้ ยังมีผู้แนะนำว่า อาจะประชาสัมพันธ์การขายส้มโอโดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพและความงามโดยเน้นข้อมูลเกี่ยวกับสรรพคุณของส้มโอ




ขอบคุณรูปภาพ : http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5b/Citrus_maxima0.jpg





1 ตุลาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ