'เอฟแอนด์เอ็น' ชูไทยฮับอินโดจีน
'เอฟแอนด์เอ็น' ชูไทยฮับอินโดจีน
     "เอฟแอนด์เอ็น" ลงนามซื้อลิขสิทธิ์ ขยายสัญญาครั้งใหม่กับเนสท์เล่ อีก 22 ปี ชูไทยฐานผลิตส่งออกสินค้า
หลังจากที่บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าซื้อกิจการบริษัทเฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำในอาเซียน เพื่อต้องการขยายพอร์ตสินค้า

     ในกลุ่มนอนแอลกอฮอล์รุกตลาดอาเซียนและเอเชีย ให้ได้ตามวิสัยทัศน์ในปี 2563 ที่ประกาศไว้ว่าจะมีสัดส่วนรายได้50% ของพอร์ตสินค้าทั้งหมด ล่าสุดเอฟแอนด์เอ็นยังได้บรรลุข้อตกลงในการซื้อลิขสิทธิ์และขยายสัญญาครั้งใหม่กับแบรนด์เนสท์เล่

     ดาโต๊ะ อึ้ง จุย เซีย ประธานกรรมการบริหาร สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ เอฟแอนด์เอ็น เปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงในการซื้อลิขสิทธิ์และขยายสัญญาครั้งใหม่ของแบรนด์เนสท์เล่ ไปจนถึงปี 2580 หรืออีก 22 ปีจากนี้ โดยเอฟแอนด์เอ็นจะเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ “คาร์เนชั่น” “ตราหมี” “ตราหมีโกลด์” “ไอดีลมิลค์” และ “มิลค์เมด” ในสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย บรูไน และลาว

     โดยมีเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ผลิตสินค้าส่งออกไปยังอินโดจีน ได้แก่ ลาว กัมพูชา และพม่า โดยส่งสินค้าในกลุ่มนมข้นหวานและนมข้นจืดจากโรงงานในไทยไปขายยังลาว กัมพูชา และพม่า เพราะมองว่าไทยเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับนม โดยปัจจุบันเอฟแอนด์เอ็นมีฐานผลิตสินค้าแบรนด์เนสท์เล่ใน 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย

      ในส่วนของเครื่องดื่มไมโล ยูเอชที และนมตราหมี ยูเอชที ในไทยและอินโดจีน จะกลับคืนสู่การบริหารจัดการของเนสท์เล่ เพื่อให้สอดคล้องตามการปรับแผนยุทธศาสตร์ของบริษัท เพื่อเสริมสร้างกลยุทธ์ระดับภูมิภาคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้แข็งแกร่ง

     ทั้งนี้ กลุ่มสินค้านมระดับพรีเมียมของไทยถือเป็นตลาดใหญ่ คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่อัตราการเติบโตอยู่ที่ 4-5% โดยการเติบโตมาจากรายได้ประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น ภาคการท่องเที่ยวของไทยที่ดีขึ้นทำให้มียอดขายสินค้าที่สูงขึ้น รวมถึงขั้นตอนการใช้นมข้นจืดและข้นหวานมาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารทั้งอาหารคาว เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม เป็นต้น ขณะที่แบรนด์คาร์เนชั่นทั้งนมข้นจืดและข้นหวานมีส่วนแบ่งการ 2 ใน 3 ของตลาดรวม และมียอดขายเติบโตกว่า 20%

     นอกจากนี้เขายังมองว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมาถึง มองว่าไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วงสำหรับเอฟแอนด์เอ็น เพราะได้เตรียมการในส่วนของเครือข่ายไว้แล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของฐานการผลิตสินค้าที่มีอยู่ในหลากหลายประเทศ ทำให้บริษัทสามารถสร้างความสมดุลระหว่างภาคการผลิตและการส่งออก ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมของไทยในปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถผ่านพ้นมาได้ด้วยการบริหารจัดการด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการกระจายสินค้าจากโรงงานในประเทศอื่นเข้ามาทำตลาดในไทย

     ส่วนของการทำตลาดในอินโดนีเซียและบรูไนนั้น จะอาศัยฐานการผลิตสินค้าจากโรงงานในมาเลเซีย เนื่องจากมีวัฒนธรรมและภาษาที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุน

     ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโตกว่า 20% โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตในไทยอีก 3 ปีข้างหน้า ว่าจะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มาจากเนสท์เล่ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 1 ใน 3


ขอบคุณรูปภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
27 มกราคม 2558
แหล่งข้อมูล: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ