"ยูโรโซน" กับเดิมพันอันตราย
"ยูโรโซน" กับเดิมพันอันตราย

ใน "เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม" เวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นเวทีของ "มหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพล" ที่เพิ่งแล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา คำถามสำคัญที่ทุกคนถามและพยายามแสวงหาคำตอบกันมากมายอย่างยิ่งก็คือ ธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติ ทั้งหลาย ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย จะประสบความสำเร็จหรือไม่ในการพยุงเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในสภาพโซซัดโซเซ ล้มลุกคลุกคลานเช่นในยามนี้ ให้มีเสถียรภาพขึ้นมาได้มากพอที่จะขยับเดินไปข้างหน้าได้

หรือว่า ไปๆ มาๆ ผู้กำหนดนโยบายทางการเงินเหล่านั้นนั่นแหละคือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงขึ้นมาเอง?

มีผู้ถามคำถามนี้ต่อเคนเนธโรกอฟฟ์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คำตอบที่ได้ชัดเจนมากว่า ที่มาของความเสี่ยงสูงสุดในสายตาของตลาดเงินในเวลานี้คือบรรดาธนาคารกลางทั้งหลายนั่นแหละ

โรกอฟฟ์ชี้ว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าแบงก์ชาติทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, ยุโรปหรือญี่ปุ่น ต่างคนต่างทำ ต่างกำหนดนโยบายที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างเคลื่อนออกห่างจากกันทุกทีนั่นแหละ คือ ความเสี่ยงสำคัญที่เป็นตัวสั่้นคลอนตลาดเงินในเวลานี้

ที่น่าสนใจ คือ ไม่มีใครคัดค้านโรกอฟฟ์ในประเด็นนี้ขณะที่คนอย่างจู มิน รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ชาวจีน บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ทางที่ดี ทุกคนควรทำงานร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยง "สงครามอัตราแลกเปลี่ยนน" ที่ลงเอยแล้วไม่มีใครชนะ

นั่นคือปฏิกิริยาที่มีต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) ที่ประกาศทุ่มเงินนับล้านล้านยูโร เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล ในระดับ 60,000 ล้านยูโรต่อเดือน จนกระทั่งถึงเดือนกันยายน ปีนี้ ที่เท่ากับเป็นการหว่านเม็ดเงินจำนวนมากลงไปในระบบการเงินของแต่ละประเทศในเขตยูโรโซน

สภาพคล่องจะเพิ่มขึ้นมหาศาลแต่ในเวลาเดียวกันก็จะกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินยูโรให้อ่อนยวบลงโดยอัตโนมัติ

ค่ายูโรที่อ่อนตัวลงในระดับต่ำคือสิ่งที่มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบีต้องการ ด้วยความคาดหวังว่า ภาวะค่ายูโรอ่อนตัวจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าออกของยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันโดยอัตโนมัติ

ในทางกลับกันก็ช่วยทำให้ราคาสินค้าที่นำเข้ามาสู่ยูโรโซนแพงขึ้นโดยอัตโนมัติลดการคุกคามของภาวะเงินฝืดไปด้วยในตัว

แต่นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการเงินทั้งหลายชี้ว่าการทำเช่นนี้มีผลกระทบเชิงลบทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ใช่น้อยๆในขณะที่ผลบวกที่ได้ยังไม่ชัดเจนนักถือเป็นการวางเดิมพันสุ่มเสี่ยงครั้งใหญ่ในยูโรโซนเลยทีเดียว

เป้าหมายของแนวคิดเรื่องการทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆมุ่งไปที่เศรษฐกิจของยูโรโซนเป็นสำคัญตามการคำนวณของผู้สนับสนุนแนวความคิดนี้ ทุกๆ 5 เปอร์เซ็นต์ที่ค่าเงินยูโรลดน้อยลง จะก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ยูโรโซน 0.3 เปอร์เซ็นต์

คำถามก็คือ ความคาดหวังนี้เป็นจริงได้ตลอดเวลาหรือไม่? ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะมีอะไรบ้าง? และควรลดค่าเงินยูโรลงไปถึงเท่าใดกัน?

คาร์ล มาร์ติน เวลค์เคอร์ ซีอีโอแห่งโคโลญเนอร์ ชูตเตอ ผู้นำตลาดเครื่องจักรกลและผู้นำในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางที่ถือกันว่าเป็น "กระดูกสันหลัง" ทางเศรษฐกิจของเยอรมนี เชื่อว่าในระยะสั้นการปรับลดลงของค่าเงินยูโรน่าจะเป็นผลดี ปัญหาก็คือ ผลดีที่ว่ามันไม่ได้ยืนยาวต่อเนื่องนานวันนักสำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ทุกคนต้องนั่งจับตามองพัฒนาการของค่าเงินยูโรแบบตาไม่กะพริบ

"ถ้ายูโรอ่อนค่าลงเรื่อยๆค่าเงินหายไปอีกราว15 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นแหละที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป" นั่นคือ ณ จุดนั้น การอ่อนค่าของยูโรจะกลายเป็นปัญหา

ในยามนี้ มีโอกาสสูงมากที่ค่าเงินยูโรจะอ่อนลงไปเทียบกับเงินดอลลาร์แล้วเป็น 1 ต่อ 1 (อัตราแลกเปลี่ยน ณ 29 มกราคมอยู่ที่ 1 ดอลลาร์ต่อ 1.13 ยูโร) ถ้าเป็นเช่นนั้นจะส่งผลให้ทุกอย่างที่ซื้อขายกันด้วยเงินสกุลดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย ราคาแพงขึ้น

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ราคาน้ำมัน ถ้าหากไม่โชคดีที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างน่าใจหายเหมือนเช่นในเวลานี้ ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในยูโรโซน เมื่อค่าเงินยูโรอ่อนลงในระดับนี้จะพุ่งขึ้นไปถึง 1.50 ยูโรต่อลิตร (ราว 55.24 บาท) ไม่ใช่ 1.10 ยูโรต่อลิตรเหมือนเช่นที่เป็นอยู่

การลงทุนในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลดอลลาร์เป็นอัตราแลกเปลี่ยนหลักจะทำได้ยากมากขึ้นเพราะต้นทุนแพงขึ้นไปตามค่าเงิน

สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือผลกระทบในเชิงจิตวิทยาจากการลดค่าเงิน บรรดาบริษัทธุรกิจต่างๆ ในยูโรโซนจะเกิดความรู้สึกว่าบริษัทมั่นคงมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แอนตัน บอร์นเนอร์ ประธานสมาพันธ์ผู้ค้าส่ง, การค้าและบริการในต่างประเทศ (บีจีเอ) ของเยอรมนีเชื่อเช่นกันว่า ข้อดีของการลดค่าเงินจะส่งผลในระยะสั้น สั้่นมากๆ

"ไม่มีใครเคยสร้างความรุ่งเรืองจากการลดค่าเงินได้ มันเป็นเพียงผักชีโรหยน้าให้สวยๆ เท่านั้นเอง" เขาบอก

โธมัส มายเออร์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของดอยช์แบงก์ ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า เมื่อค่าเงินลด ผลิตภัณฑ์ก็ราคาลดลงและน่าที่จะขายได้มากขึ้น แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็คือ บรรดาบริษัทธุรกิจพากันมุ่งขายแต่สินค้าเดิมๆ ไม่ยอมลงทุนเพิ่มในเรื่องการวิจัยและนวัตกรรม ไม่ยอมคิดค้นกระบวนการผลิตใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คลีเมนซ์ เฟาสท์ แห่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป เตือนว่า ถ้าปล่อยให้ค่าเงินยูโรลดลงเรื่อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการขาดความน่าเชื่อถือในตัวสกุลเงิน ต่อด้วยความเชื่อมั่นในยูโรโซนทั้งหมดถึงตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นตรงกันข้ามกับที่อีซีบีคาดหวังไว้ทั้งหมด

ผลข้างเคียงสำคัญที่เกิดจากเจตนาในอันที่จะทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมให้เห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อธนาคารกลางสวิส ตัดสินใจยกเลิกการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสวิสฟรังก์กับยูโรไว้ตายตัวแบบเฉียบพลัน

ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็อย่างที่เห็นๆกันตลาดหุ้นดิ่งลงทั่วโลก ธนาคารต่างๆ เรื่อยไปจนถึงกองทุนรวมเพื่อการลงทุน และบรรดาพ่อค้าเงินทั้งหลายขาดทุนบักโกรกกันแบบฉับพลันทันใด มีอย่างน้อย 1 รายที่ถึงกับต้องล้มละลายปิดกิจการไปเพราะเหตุนี้

คำถามที่ตามมาก็คือ เหตุการณ์ที่ว่านี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่? คำตอบก็คือ ภายใต้ภาวการณ์เช่นนี้ มีโอกาสสูงมากที่หลายๆ ประเทศเพื่อนบ้านของยูโรโซน ที่เคยตรึงค่าเงินของตัวเองไว้ตายตัวกับเงินยูโรเพื่อความสะดวกในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย จำเป็นต้องปล่อยลอยตัวค่าเงินของตัวเองเมื่อเทียบกับเงินยูโร เพื่อปกป้องเสถียรภาพเงินของตัวเอง ไม่ให้ถูกกดดันจากการเก็งกำไรที่จะเกิดขึ้นตามมา

ตัวอย่างเช่น เงินเดนนิชคราวน์ ของเดนมาร์ก และซล็อตตี้ ของโปแลนด์ ที่จำเป็นต้องปรับอัตราแลกเปลี่ยนกับยูโรไปตามความเคลื่อนไหวของอีซีบีทุกระยะในที่สุดก็อาจจำเป็นต้อง"ลอยตัว"ตามมา

ที่สุ่มเสี่ยงอย่างมากอันเนื่องมาจากการอ่อนตัวลงเรื่อยๆ ของค่าเงินยูโรโดยเจตนาก็คือ การหมดความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินยูโรในฐานะเป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศต่างๆ

ทุกวันนี้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ประเทศต่างๆถือไว้ในมือนั้น 1 ใน 5 เป็นเงินสกุลยูโร คำถามก็คือ ประเทศเหล่านี้พร้อมที่จะรองรับการขาดทุนจากการถือเงินยูโรไว้ในมือได้นานแค่ไหนในเมื่อเงินยูโรอ่อนค่าลงเรื่อยๆ

ถ้าไม่พอใจกับการขาดทุนค่าเงินดังกล่าวปกติสิ่งที่ธนาคารกลางของแต่ประเทศดำเนินการเพื่้อแก้ไขก็คือนำเงินยูโรในมือออกมาขายในตลาดนั่นเท่ากับเป็นการกดดันให้ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงไปมากขึ้นไปอีกสุ่มเสี่ยงต่อการ"อยู่นอกเหนือการควบคุม"เอาได้ง่ายๆ

เนื่องด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ยูโรโซนไม่ได้เป็นประเทศหนึ่งประเทศใดเพียงประเทศเดียว หากแต่ประกอบขึ้นจากหลายประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน และในเวลานี้ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตที่ผ่านมาแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย

นั่นหมายความว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณของอีซีบี ครั้งนี้ย่อมส่งผลต่อแต่ละประเทศไม่เท่ากัน และมีโอกาสไม่น้อยที่จะก่อให้เกิดภาวะ "ไม่สมดุล" ด้านการค้าและการลงทุนเกิดขึ้นในระหว่างประเทศยูโรโซนด้วยกันเอง

อาทิ เยอรมนี อาจตกเป็นเป้าโจมตีจากเพื่อนร่วมยูโรโซนได้ง่ายๆ ในฐานะประเทศที่มีผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการเพื่อการส่งออกมากที่สุด แต่นำเข้าจากประเทศอื่นๆ น้อยที่สุด เป็นต้น

ในวงกว้างในระดับโลก การลดค่าเงินยูโรอาจก่อให้เกิด "สงครามอัตราแลกเปลี่ยน" ที่ประเทศอื่นๆ พากันเจตนาลดค่าเงินตัวเองลงบ้าง เพื่อผลในแง่ของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในแง่นี้ ปฏิกิริยาจากญี่ปุ่นน่าจับตามองมากที่สุด

ประเด็นสุดท้าย ที่หลายๆ ฝ่ายเป็นกังวลกันอย่างมากก็คือ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจส่งผลให้ อีซีบี เป็นอีกธนาคารกลางหนึ่งที่ "ติดกับ" มาตรการของตัวเอง เหมือนที่กองทุนสำรองแห่งรัฐ (เฟด) หรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกากำลังเป็นอยู่ในเวลานี้

มาตรการคิวอีนั้น ประกาศใช้ง่าย แต่ในตอนที่จะเลิก ยากเย็นไม่น้อย เฟดเองพูดถึงเรื่องการหยุดมาตรการของตัวเองและขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อนำสภาวะทางการเงินการคลังกลับคืนสู่ปกติมานานร่วมปีแล้วจนบัดนี้ยังไม่สามารถตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้

เหตุผลเป็นเพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาในเวลานี้มีอิทธิพลมากพอที่จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั้่งระบบของตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก

ค่าเงินยูโรจะหายไปอีกอย่างรวดเร็วในทันที่เงินทุนทั้งหลายทั้งปวงในตลาดไหลกลับไปทำกำไรในสหรัฐอเมริกา

ที่น่าสนใจก็คือสหรัฐอเมริกาจะทนให้ค่าเงินดอลลาร์ของตัวเองแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับเงินยูโรได้นานขนาดไหนกัน

เพราะนั่นเท่ากับเป็นการปล่อยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอเมริกันในยูโรโซนหดหายไปอย่างง่ายๆปล่อยให้เกิดการได้เปรียบดุลการค้าและบริการมหาศาลจากอีกฟากฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก

โธมัสมายเออร์ เตือนเอาไว้ว่า ตราบเท่าที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกายังกระเตื้องขึ้นต่อเนื่อง ทุกคนก็ยังยอมรับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้

แต่ถ้าอารมณ์ความรู้สึกเปลี่ยนไป อัตราแลกเปลี่ยนที่เคยพึงพอใจก็จะกลายเป็นเรื่องการเมือง "สงครามเงิน" ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

4 กุมภาพันธ์ 2558
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • จากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายอาเซียนหรือ GMS Economic Corridors ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน GMS Economic Corridors ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนส่ง กระจายสินค้า ลำเลียงวัตถุดิบ อีกทั้งรองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องอาศัยความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ (Software Connectivity) เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการขนส่งที่ซับซ้อนลงจากที่เป็นอยู่
  • ปัจจุบัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ ASEAN Economic Community เป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในทุกแวดวง และในขณะเดียวกัน เรามักจะได้ยินคำว่า GMS Economic Corridors อยู่บ่อยครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่า GMS Economic Corridor คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางเศรษฐกิจสายสำคัญ ๆ เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
  • การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue) หรือ ACD จะกลับมา ที่ประเทศไทยอีกครั้ง ต้นเดือนตุลาคม 2559 และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ ACD เปิดเวทีภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ ACD Connect โดยมีจุดประสงค์หลักคือส่งเสริมการเชื่อมโยงการเงินในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อการขยายตัวในด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
  • เทรนด์ “รักษ์” สุขภาพ กำลังแรงไปทั่วโลก สะท้อนจากที่ผู้คนหันมาออกกำลังกายและบริโภคอาหารปลอดสารพิษและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” ที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • “โมร็อกโก” เป็นที่รู้จักในฐานะประเทศน่าเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ น้อยคนที่จะรู้ว่า โมร็อกโกเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพ ด้วยตลาดภายในประเทศกว่า 30 ล้านคน และการเป็นประตูบานสำคัญสู่ตลาดการค้าการลงทุนแอฟริกา

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ