ส่องศักยภาพตลาด "CLMVI" โอกาสรุ่งอาหาร-เครื่องดื่มไทย

ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะประเทศเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนามและอินโดนีเซีย ถือเป็นความหวังของ
ผู้ประกอบการไทยในการขยายมูลค่าการส่งออก เนื่องจากปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 10% หรือประมาณ 200,000 ล้านบาทของมูลค่านำเข้าอาหารทั้งหมดในอาเซียนที่มีอยู่ถึง 2 ล้านล้านบาท ขณะที่
ปัจจัยบวกในอาเซียน เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด จำนวนผู้บริโภคที่สูงกว่า 600 ล้านคน และการเพิ่มขึ้นของประชากรในกลุ่มชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อมากขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในภูมิภาคนี้
ในงานสัมมนา "Breakthrough the taste of success with partnership building" เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ น.ส.ฉี ลี ผู้ช่วยผู้อำนวยการส่วนพัฒนาองค์ความรู้เชิงกลยุทธ์ธุรกิจข้ามประเทศ ธนาคารกสิกรไทย เผยว่า ไทยมีศักยภาพสูงด้านการส่งออกอาหาร ที่ผ่านมาปี 2556 ไทยส่งออกอาหารได้มากที่สุดในอาเซียน ราว 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์ รองมาคือ สิงคโปร์ ประมาณ 7.9 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น อุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทย สามารถส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอันดับ 2 คิดเป็นมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ ส่วนสิงคโปร์ที่ครองอันดับหนึ่ง ส่งออกได้มากถึง 2.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ไทยจะส่งออกเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และแอลกอฮอล์ ไปยังประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทยอย่าง เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา
ตลาดเมียนมามีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากรัฐบาลวางแผนจะเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อเดือนของประชากรจากเดิม 50,000 จ๊าด ให้เป็น 80,000-100,000 จ๊าดซึ่งหมายถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นแล้ว เมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวขึ้นจาก 3.5 ล้านคนในปี 2557 เป็น 7.5 ล้านคนในปี 2563 ยิ่งไปกว่านั้น กว่า 80% ของเครื่องดื่มในเมียนมานิยมนำเข้าจากไทย เพราะชื่นชอบในรสชาติและคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ จึงเป็นโอกาสของผู้ประการไทยที่จะเข้าไปเจาะตลาดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่อง เที่ยวในเมียนมา
ส่วนกัมพูชา แม้ยังเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำ แต่สำหรับการพัฒนาประเทศถือว่าน่าสนใจ ด้วยนโยบายการพัฒนาประเทศของ ฮุน เซน ที่มุ่งมั่นเรื่องการพัฒนาด้านโลจิสติกส์กับไทย และลดความยากจนของประชาชน ด้วยการเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อเดือนจากเดิมที่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ เป็น 130 ดอลลาร์ในปี 2562 อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่กว่า 70% มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ฉะนั้นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อยเป็นเป้าหมายสำคัญต่อการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะเครื่องดื่มโคคา-โคล่า ที่เป็นที่นิยมของชาวกัมพูชา
แต่ผลสำรวจที่ผ่านมาแสดงความน่ากังวลว่า แม้กัมพูชามีพรมแดนติดกับไทย แต่กลับนำเข้าเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์จากมาเลเซียถึง 57% ดังนั้น โอกาสที่ไทยจะรุกตลาดกัมพูชามากขึ้น โดยใช้ข้อได้เปรียบด้านการขนส่ง
สำหรับ ตลาด สปป.ลาว ด้วยวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับชาวไทยในภาคอีสาน ทำให้ชาวลาวนิยมใช้เครื่องปรุงรสของไทยในการประกอบอาหาร ซึ่งปีที่แล้วไทยส่งออกเครื่องปรุงรสไปยังลาว มากกว่า 65 ล้านดอลลาร์ และกว่า 50 ล้านดอลลาร์ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งลาวนำเข้าจากไทยเพียงประเทศเดียว บวกกับปัจจัยด้านประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี ถึง 50% ของประชากรทั้งประเทศ และสัดส่วนประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มจาก 39% เป็น 43% ในปี 2562
นอกจากนี้ ตลาดเวียดนาม จุดหมายที่นักลงทุนไทยไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดในเวลานี้ ด้วยกลุ่มคนชนชั้นกลางที่มีรายได้สูงขึ้นและอาศัยอยู่ในเขตเมือง สะท้อนถึงกำลังการซื้อของผู้บริโภคที่ขยายตัวมากขึ้น โดย นายสุรศักดิ์ เอี่ยมสำอางค์ รองกรรมการผู้จัดการ บจก.รอแยลฟู้ดส์ เล่าถึงประสบการณ์ตรงถึงการขยายตลาดปลากระป๋องในซอสมะเขือเทศว่า
"ยอมรับว่าเป็นความท้าทายมาก เพราะคนเวียดนามไม่มีใครรู้จักปลากระป๋อง และไม่รู้ว่าทานแบบใดได้บ้าง ดังนั้นผมต้องอธิบายกับคู่ค้าชาวเวียดนามถึงวิธีการรับประทาน ว่าสามารถกินกับขนมปังฝรั่งเศส หรือข้าวสวย และไม่นานสินค้าก็เริ่มติดตลาด แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ถูกก๊อบปี้สินค้าจากบริษัทท้องถิ่น ซึ่งผมต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะกฎหมายเวียดนามยังไม่ครอบคลุมถึงนักลงทุนต่างชาติ และการมีคู่ค้าที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ" นายสุรศักดิ์กล่าว
ข้ามมายังอินโดนีเซีย ตลาดมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน บวกกับกลุ่มคนชนชั้นกลางที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มจะขยายเพิ่มอีก 141 ล้านคนในปี 2563 รายได้ต่อหัวต่อเดือนที่จะถูกปรับเพิ่มเป็น 380 ดอลลาร์ภายในปี 2562 ถือเป็นตลาดที่ไทยควรคว้าโอกาส ซึ่งองค์กรรับรองระบบมาตรฐานฮาลาล (HAB) และหน่วยตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฮาลาล (HCB) พยายามสร้างมาตรฐานให้แก่สินค้าไทยให้ได้การยอมรับมากขึ้น ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นสินค้าไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซีย
ฉีลี มองว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ชาดำ และกาแฟ มีศักยภาพเพียงพอที่จะไปขยายตลาดอินโดนีเซีย แต่ต้องได้รับการรับรองว่าเป็นสินค้าฮาลาลถูกต้องตามมาตรฐานของอินโดนีเซียด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังไม่กล้าที่จะเสี่ยงกับการขยายตลาดในอาเซียน เพราะมีความรู้ด้านกฎระเบียบของแต่ละประเทศน้อย และขาดความเข้าใจในพฤติกรรมการบริโภค ทำให้ขาดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ ละประเทศ รวมถึงปัญหาด้านภาษีศุลกากรที่แม้จะลดบทบาทลงไปมาก
แต่หลายประเทศในอาเซียนยังมีอุปสรรคด้านการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) แต่ถ้าผู้ประกอบการไทยลงมือศึกษาอย่างจริงจัง ประโยชน์ที่จะได้รับกลับมาน่าจะคุ้มค่าอย่างแน่นอน
16 มิถุนายน 2558
โดย:
ประชาชาติธุรกิจ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
Original page:
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1434115923
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1434115923
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
