1. เศรษฐกิจฮังการีในปี 2559 มีภาพรวมที่ดี การค้ามีแนวโน้มได้ดุล ใน 10 เดือนแรกของปี 2559 ฮังการีส่งออกมูลค่า 7.74 หมื่นล้านยูโร และนำเข้า 6.89 หมื่นล้านยูโร ซึ่งเป็นการขยายตัวร้อยละ 2.4 และร้อยละ 0.7 ตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว[1] โดยได้ดุลการค้า 8.5 พันล้านยูโร อัตราว่างงานต่ำประมาณร้อยละ 5[2] การขาดดุลของงบประมาณรัฐมีแนวโน้มลดลง อัตราเงินเฟ้อต่ำ (ในรอบ 6 ปี ที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยร้อยละ 2.4) อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจฮังการีมีทิศทางที่เป็นบวกแต่ในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในยุโรปกลาง ฮังการียังมีจุดเด่นและความน่าสนใจน้อยกว่าหลายประเทศ เช่น ในการจัดอันดับ Global Competitiveness Index ประจำปี 2559 ของ World Economic Forum ฮังการีอยู่อันดับที่ 69 จาก 138 ประเทศ หรือเป็นอันดับที่ 24 ในกลุ่มประเทศอียู 28 ประเทศ โดยมีปัจจัยด้านลบ ได้แก่ การคอรัปชั่น ภาษีสูง คุณภาพการศึกษา ส่วนปัจจัยบวก คือ อัตราเงินเฟ้อต่ำ หนี้สินภาครัฐที่ลดลง และเงินออมครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
2. รัฐบาลฮังการีพยายามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณจากอียูและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ มาตรการสำคัญคือ การลดภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้าหลายรายการ เช่น บ้านพักอาศัย และในปี 2560 จะลดภาษีมูลค่าเพิ่มสัตว์ปีก ไข่ และนมสดเหลือร้อยละ 5 รวมทั้งลดภาษีมูลค่าเพิ่มการใช้บริการอินเทอร์เน็ตและร้านอาหารเหลือร้อยละ 18 ทั้งนี้ OECD คาดการณ์อัตราเติบโตของ GDP ในปี 2559 ไว้ที่ร้อยละ 1.9 ส่วน IMF คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2 ในปี 2559 และร้อยละ 2.5 ในปี 2560 ซึงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 3.1 ของประเทศอียูใหม่ 11 ประเทศ
3. ฮังการีมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การดำเนินการที่สำคัญในปี 2559 ได้แก่ (1) นโยบายเน้นการวิจัยและพัฒนามากขึ้นตามแนวทาง “From Made to Invented in Hungary” เพื่อยกระดับประเทศในห่วงโซ่การผลิตให้เป็นมากกว่าผู้ผลิตที่มีแรงงานราคาต่ำไปสู่ผู้คิดค้นนวัตกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 30.06 ของภาคการผลิตของประเทศ และเป็นการผลิตเพื่อส่งออกมากกว่าร้อยละ 90[3] (2) การใช้มาตรการทางภาษีโดยลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 10 หรือ 19 เหลืออัตราเดียวที่ร้อยละ 9 และลดเงินทุนประกันสังคมที่นายจ้างต้องจ่ายสมทบให้ลูกจ้าง (social contribution tax) จากร้อยละ 27 เหลือร้อยละ 22 ในปี 2560 และเหลือร้อยละ 20 ในปี 2561 (3) การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อดึงดูดแรงงาน เพราะฮังการีประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือขั้นสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่[4]
4. เศรษฐกิจฮังการีพึ่งพาอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก เห็นได้จากการที่อัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสแรกของปี 2559 ลดลงเนื่องจากการชะลอตัวของการผลิตรถยนต์ อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2558 เป็นครั้งแรกที่ฮังการีผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 5 แสนคัน รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ที่ไม่ต้องมีคนขับ โดยจะสร้าง test track ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางที่เมือง Zalaegerszeg มูลค่า 4 หมื่นล้านโฟรินท์ ในบรรดาบริษัทรถยนต์ใหญ่ที่สุด 20 อันดับแรกของโลก มี 15 บริษัทที่มีฐานการผลิตในฮังการีและมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้กว่า 150,000 คน
5. ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ฮังการีดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ 4.3 หมื่นล้านยูโร ซึ่งยังต่ำกว่าโปแลนด์ (1.3 แสนล้านยูโร) และสาธารณรัฐเช็ก (6.3 หมื่นล้านยูโร) โดยยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักของฮังการีมาตลอด เฉพาะในปี 2559 มีโครงการลงทุนด้านยานยนต์ 16 โครงการหรือเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ในแง่เงินลงทุนและการสร้างงาน อย่างไรก็ดี นาย Mihaly Varga รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจแห่งชาติยอมรับว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พึ่งการลงทุนจากต่างประเทศมากไปอาจทำให้เศรษฐกิจเปราะบางได้ แต่ก็ไม่มีแผนจะลดความสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์
6. รัฐบาลยังสานต่อนโยบายส่งเสริมการค้าและการลงทุนในประเทศนอกอียู โดยภาครัฐช่วยเจาะตลาดใหม่และสนับสนุนวงเงินกู้แก่ผู้ประกอบการผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศและการค้า[5]
[1] ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติฮังการี ทั้งนี้ ในปี 2558 มูลค่าสินค้านำเข้าของฮังการีเท่ากับ 9.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แหล่งนำเข้าใหญ่ที่สุดคือเยอรมนี มูลค่า 2.04 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และแหล่งนำเข้านอกยุโรปที่ใหญ่ที่สุดคือจีน มูลค่า 8.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
[2] ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถลดอัตราการว่างงานได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีชาวฮังการีที่มีงานทำประมาณร้อยละ 68 ของประชากร และรัฐบาลตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 75 ในปี 2563
[3] มีหลายบริษัทตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในฮังการี เช่น บริษัท Bosch บริษัท Audi และ บริษัท Thyssenkrupp ที่กำลังพัฒนารถยนต์ที่ ไม่ต้องมีคนขับ
[4] ปัจจุบันมีตำแหน่งว่าง 50,000 ตำแหน่งในสาขาไอทีและวิศวกรรมทั้งที่มีผู้ว่างงานถึง 230,000 คนซึ่งรัฐบาลตระหนักถึงปัญหาและพยายามพัฒนาฝีมือแรงงานโดยใช้รูปแบบ dual vocational training ของเยอรมนี ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยสนใจเช่นกัน
[5] เช่น อียิปต์ บ. Ganz Motor Ltd. ของฮังการีได้เป็นผู้ผลิตตู้โดยสารรถไฟให้การรถไฟอียิปต์มูลค่า 40 ล้านยูโร และฮังการีสนใจมีส่วนร่วมในโครงการสร้างคลองสุเอซแห่งใหม่ การสร้างเมืองหลวงใหม่ และการสร้างระบบสาธารณูปโภค ลาว ผู้ประกอบการฮังการี 60 บริษัทได้รับการสนับสนุนเงินกู้ 32 ล้านยูโรจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าฮังการีเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
