บทสัมภาษณ์ ชิง ซิง ทองดี ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย
โดย ขวัญเรือน สุขสังวรวงศ์
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน กรุงปักกิ่ง
“ ผู้ประกอบการรายใหม่ที่คิดจะส่งออกผลไม้ไทยมายังจีนจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการดูแลและถนอมผลไม้ที่ตนจะนำเข้าเป็นอย่างดี เนื่องจากผลไม้มีอายุสั้น ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตลาดจีนเป็นอย่างดี ต้องรู้ว่าจะนำสินค้าไปขายที่ไหน และต้องหาคู่ค้าที่ดีที่รู้จักผลไม้ไทยและความต้องการของตลาดต่าง ๆ ในจีน อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือ ควรจะ “ซื้อมาและขายเอง” นอกจากนั้น ควรรู้จักติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองด้วย ”
ชิง ซิง ทองดี
BIC : ขอทราบความเป็นมาของการค้าผักและผลไม้ไทยในจีน
ชิง ซิง ฯ: ในสมัย 30-40 ปีที่แล้วที่จีนยังปิดประเทศ ไทยมีการส่งออกผักและผลไม้ไปที่ฮ่องกง การขนส่งก็ยังใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ คือ เข่งเป็นอุปกรณ์ในการขนส่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวของจีนและฮ่องกงจะมีความต้องการมาก ส่วนฮ่องกงได้ส่งต่อไปจีนหรือไม่นั้นไม่มีใครรู้ สมัยก่อนฮ่องกงนำเข้าผลไม้และผักจากไทยเยอะ เช่น เผือก และผักบุ้ง รวมทั้งผักใบประเภทอื่น ๆ ต่อมาหลังจากจีนทำการเปิดประเทศและปฎิรูปเศรษฐกิจ ชาวจีนมีกำลังซื้อมากขึ้น ของที่ส่งไปฮ่องกงได้มีการส่งออก (Re-export) ต่อไปยังจีน และในช่วงปีหลัง ๆ ก่อนที่จีนจะเข้า WTO ผลไม้ต่าง ๆ อาทิ ทุเรียน และลำไย ที่ไทยส่งไปฮ่องกง มีร้อยละ 50-70 ที่ส่งต่อไปยังจีน ส่วนผักมีการส่งออกน้อยลงมากเพราะในปัจจุบัน จีนสามารถผลิตเองได้มากขึ้น ต่อมาหลังจากที่จีนเข้า WTO และลงนามความตกลง FTA กับไทย การส่งออกผลไม้ไปยังจีนมีปริมาณเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันจีนกลายเป็นตลาดผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของไทย และฮ่องกงก็เปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นตลาดผลไม้ไทยกลายเป็นท่าเรือในการส่งต่อผลไม้ไทยไปยังจีน เนื่องจากผู้รับของร้อยละ 90 อยู่ที่จีน และการที่ผู้ส่งออกเลือกส่งสินค้าไปที่ฮ่องกงก่อน แล้วค่อยส่งต่อไปจีนแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงก็ตาม เนื่องจากท่าเรือที่ฮ่องกงมีประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงและสามารถเคลียร์สินค้าออกมาได้ง่ายกว่าเข้าไปยังจีนโดยตรง
BIC : ขอทราบปริมาณและศักยภาพของผลไม้ไทยในตลาดจีน
ชิง ซิง ฯ: ปัจจุบัน ไทยส่งออกผลไม้ไปยังจีนประมาณ 200,000-300,000 ตัน/ปี สินค้าผลไม้ที่จีนอนุญาตให้นำเข้าจากไทยได้มีจำนวน 23 ชนิด ในจำนวนนี้ มีลำไย ทุเรียน มังคุด กล้วยไข่ ส้มโอ ลิ้นจี่ ชมพู่ เงาะ มะม่วง น้อยหน่า และลองกอง ที่ผู้ประกอบการได้นำเข้ามายังตลาดจีนแล้ว ส่วนผลไม้ประเภทอื่น ยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน รวมทั้งผู้ประกอบการนำเข้าในจีนก็ยังไม่มีใบอนุญาตนำเข้าด้วย ทางด้านการขนส่งนั้น ผลไม้ประเภทชมพู่ เงาะ มะม่วง น้อยหน่า และลองกอง จะทำการขนส่งทางเครื่องบิน เนื่องจากเน่าเสียง่าย ส่วนผลไม้ประเภทอื่นส่วนใหญ่จะทำการขนส่งทางเรือ สำหรับสินค้าประเภทผัก มีการส่งออกน้อยมาก เนื่องจากจีนสามารถเพาะปลูกผักได้มากอยู่แล้ว โดยจีนเป็นประเทศผู้ผลิตผักได้มากที่สุดในโลก และหลังจากเปิด FTA กับไทย จีนก็ส่งออกสินค้าผักมายังประเทศไทยเป็นปริมาณมาก
BIC : การมีความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน มีส่วนช่วยเสริมการนำเข้าส่งออกผักและผลไม้ไทย-จีนอย่างไรบ้าง?
ชิง ซิง ฯ: ก่อนเปิดการค้าเสรีอาเซียน-จีน จีนเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าผักและผลไม้โดยเฉลี่ยร้อยละ 20-25 หลังจากเปิดการค้าเสรีแล้ว จีนปรับลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งถึงแม้จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน แต่อยู่แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยังมีปัญหาหรืออุปสรรคอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยต้องประสบ อาทิ อุปสรรคด้านการตรวจสอบและกักกันโรค (อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีหรือ NTB) ค่าขนส่ง และภาษีมูลค่าเพิ่ม อันที่จริงแล้ว ภาษีนำเข้าไม่ได้สำคัญมากเมื่อเทียบกับความสามารถที่จะนำผลไม้ไปถึงผู้บริโภคด้วยเวลาที่สั้นที่สุด เนื่องจากผลไม้เป็นสินค้ามูลค่าไม่สูงเหมือนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ถึงเก็บภาษีนำเข้าในระดับหนึ่งก็ไม่ได้กระทบต่อราคาขายของสินค้ามาก แต่ผลไม้เป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย หากไปถึงผู้บริโภคช้าก็จะขายไม่ได้ และเกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการมาก ฉะนั้น อุปสรรคโดยเฉพาะด้านการตรวจสอบฯ และการขนส่งถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกผลไม้ไทย
BIC : การนำเข้าผลไม้ไทยมายังจีน นำเข้าทางใดบ้าง?
ชิง ซิง ฯ: จีนกำหนดให้นำเข้าได้ 7 แห่ง แต่ตลาดที่มีการนำเข้าผลไม้ไทยจริง ๆ มีอยู่ 2-3 แห่ง ได้แก่ กวางโจว และเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น กวางโจว เป็นตลาดใหญ่สำหรับผลไม้ไทย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสำหรับกระจายผลไม้ไทยไปยังตอนในของประเทศด้วย โดยผลไม้ไทยจะนำเข้าที่ท่าบกเหวินจิ่งตู้ และท่าน้ำฝอซาน ซึ่งเป็นการนำเข้าผ่านมาทางฮ่องกง จากนั้นก็จะมีตลาดขายส่งผลอื่น ๆ ในประเทศมารับซื้อต่อไปอีกทีหนึ่ง ส่วนท่าเรือในเมืองอื่น อาทิ ชิงเต่า และเทียนจิน ก็จะมีการนำเข้าผลไม้ไทยบ้าง แต่ยังมีปริมาณไม่มากเนื่องจากการขนส่งใช้ระยะเวลานาน
BIC : เมื่อประสบปัญหาในการส่งออก มีการแก้ไขอย่างไร? และหน่วยงานไทยมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหา?
ชิง ซิง ฯ: ทางด้านการแก้ไขปัญหา ปกติทางสมาคมฯ และผู้ประกอบการไทยจะประสานงานและร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย โดยสถานกงสุลในจีนจะเป็นจุดติดต่อประสานงาน อาทิ หากเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและกักกันโรค ทางหน่วยตรวจสอบและกักกันโรคของจีน (China Inspection and Quarantine : CIQ) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบและกักกันโรคระดับท้องถิ่นจะแจ้งเรื่องไปยังสำนักงานกำกับดูแลคุณภาพ ตรวจสอบและกักกันโรคของจีน (General Administration of Quality Supervision, Inspection and Quarantine of the People’s Republic of China : AQSIQ) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง จากนั้น AQSIQ ก็จะแจ้งต่อไปยังสถานกงสุล และสถานกงสุลก็จะทำการแจ้งและประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ การเดินทางมาจีนของดิฉันครั้งนี้ ในชั้นแรกเป็นการร่วมอยู่ในโครงการของ สนง. เศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการสำรวจ logistics & supply chains ของสินค้าเกษตรโดยเดินทางผ่านลาว เวียดนาม และมายังกว่างซี รวมทั้งได้เดินทางไปดูตลาดที่เซี่ยงไฮ้และกวางโจว โดยที่ก่อนหน้านี้ ได้ทราบว่าคณะจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จะเดินทางมากรุงปักกิ่งเพื่อหาเจรจากับ AQSIQ ของจีน ในช่วงต้นเดือน ก.ค. นี้ เกี่ยวกับการที่ quarantine import permit ของผู้ประกอบการของไทยถูกระงับชั่วคราว ดิฉันและพ่อค้าอีกรายหนึ่งในฐานะผู้ประกอบการจึงได้ติดต่อกับท่าน อทป. สมพงษ์ นิ่มเชื้อ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร / กรุงปักกิ่ง รวมทั้งได้ติดต่อกับ คุณรัตติกุล (รักษาการกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง) ในการที่จะขอเข้าร่วมการหารือกับฝ่ายจีน เพื่อให้ข้อมูลในฐานะผู้ประกอบการ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง และได้เห็นความพร้อมของฝ่ายไทยในการเตรียมแผนงานที่ชัดเจนเพื่อแจ้งแก่ฝ่ายจีน รู้สึกประทับใจว่า เมื่อภาคเอกชนมีปัญหา ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ออกมาให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ตลอดจนมีการหารือที่ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี ดิฉันเห็นว่า สินค้าผ่านแดนเป็นเรื่องที่ต้องผ่านหลายประเทศในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region : GMS) ซึ่งการร่วมมือกับจีนในเรื่องนี้ จำเป็นต้องหารือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนที่เป็นผู้มีส่วนได้-เสียที่สำคัญก่อนที่จะมีการตกลงกับจีน
BIC : ขอทราบประวัติย่อของคุณชิง ซิงฯ
ชิง ซิง ฯ: ดิฉันเป็นคนไต้หวัน ได้ไปเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกา และกลับมาแต่งงานที่ประเทศไทย เข้าทำงานทางด้านการบริหารคุณภาพและเก็บเกี่ยวผลไม้ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นระยะเวลา 34 ปี ในขณะที่ทำงานอยู่ที่สถาบันฯ ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการพัฒนาระบบคุณภาพลำไย ทุเรียน และลิ้นจี่เพื่อการส่งออก ปัจจุบันเกษียณ และดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย
BIC : ขอทราบคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกผลไม้มาจีน
ชิง ซิง ฯ: ผู้ประกอบการรายใหม่ที่คิดจะส่งออกผลไม้ไทยมายังจีนจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการดูแลและถนอมผลไม้ที่ตนจะนำเข้าเป็นอย่างดี เนื่องจากผลไม้มีอายุสั้น ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตลาดจีนเป็นอย่างดี ต้องรู้ว่าจะนำสินค้าไปขายที่ไหน และต้องหาคู่ค้าที่ดี
ที่รู้จักผลไม้ไทยและความต้องการของตลาดต่าง ๆ ในจีน อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือ ควรจะ “ซื้อมาและขายเอง” นอกจากนั้น ควรรู้จักติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองด้วย
BIC : ขอทราบแนวโน้มของตลาดผลไม้ไทยในแต่ละประเภทในจีน
ชิง ซิง ฯ: ผลไม้ที่มีแนวโน้มการส่งออกลดลงได้แก่ ลำไย และลิ้นจี่ โดยลำไยนั้น จีนมีการผลิตมากขึ้น และทางเวียดนามก็ส่งออกมายังจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็มีการพัฒนาคุณภาพขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนลิ้นจี่นั้น การส่งออกจากไทยมายังจีนลดลงมาก โดยสาเหตุหนึ่งก็เพราะจีนมีพันธุ์ลิ้นจี่ที่ผลิตออกวางตลาดก่อนไทย ทำให้ลิ้นจี่จากไทยขายได้ยากขึ้น สำหรับผลไม้ที่ยังมีแนวโน้มการส่งออกที่ดี ได้แก่ ทุเรียน และมังคุด นอกจากนี้ กล้วยก็เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกเรื่อย ๆ โดยตลาดกล้วยไทยในจีน จะเป็นตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยจะเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากกล้วยไทยมีคุณภาพและราคาสูงสุดในตลาด เมื่อเทียบกับกล้วยจากเวียดนามและฟิลิปปินส์
