![]() |
บทสัมภาษณ์ ศิริชัย กิมสวัสดิ์ General Manager SIZZLER CHINA PTE LTD โดย ขวัญเรือน สุขสังวรวงศ์ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน กรุงปักกิ่ง
|
“ผมไม่เชื่อว่า ในคน 1,300 ล้านคน จะไม่มีคนที่เราต้องการเลย......ณ วันนี้ เราได้พนักงานไม่ว่าจะเป็นในระดับการจัดการหรือระดับล่างหลายคนที่มีทัศนคติในการทำงานที่ดี ซึ่งทำให้เห็นว่าสิ่งที่เราคิดไว้ไม่ผิด คือ เราอาจต้องคัดคนมากสักหน่อย......มีหลายสาขาที่เราเคยเอาคนออกทั้งหมดเพราะโดนลูกค้าร้องเรียนมาก แล้วเราก็คัดคนและรับเข้ามาใหม่ จนสามารถเปลี่ยนจากร้านที่โดนร้องเรียนมากเป็นร้านที่ได้รับคำชมได้ภายในช่วง 1 เดือน”
ศิริชัย กิมสวัสดิ์
BIC : ขอทราบประวัติความเป็นมาของ Sizzler ในจีน
ศิริชัยฯ : ในปี 2005 บริษัท Minor Food Group เข้ามาเทคโอเวอร์บริษัท Le Jazz Beijing ซึ่งบริหารร้านอาหาร Le Jazz อยู่ในขณะนั้น ซึ่งในตอนนั้นเป็น dining บริษัทได้ตัดสินใจเอาสองแบรนด์ที่ดูแลอยู่ในเมืองไทยเข้ามา คือ Sizzler และ The Pizza Company โดยเอา Sizzler มาทำเป็นร้านอาหารแบบ dining แทน Le Jazz และเปลี่ยนเลอแจสเป็น counter service ปัจจุบัน Sizzler อยู่ภายใต้บริษัท Minor Food Group (China)
BIC : ก่อนหน้าเข้ามาในจีนได้ทำการสำรวจตลาดก่อนหรือไม่ ? ทำไมถึงตัดสินใจเอาSizzler เข้ามา ?
ศิริชัยฯ : เราดูความเป็นไปได้ของตลาด Pizza Hut ซึ่งเข้ามาตลาดจีนนานแล้ว และมีหลายสาขาในจีนฉะนั้น บริษัทจึงเห็นว่ามีความเป็นไปได้สำหรับตลาดอาหารตะวันตกในจีน
BIC : ในไทยมีหลายแบรนด์ที่บริษัท Minor Food Group ดูแล แต่ทำไมเลือกเอา Sizzler กับ The Pizza Company เข้ามาในจีน ?
ศิริชัยฯ : ในไทย แบรนด์หลักที่บริษัท Minor Food Groupดูแลอยู่มี Sizzler The Pizza Company Dairy Queen Swensen\'s และ Burger King แต่ในจีน Dairy Queen เป็นของ Yoshinoya ส่วน Swensen\'s และ Burger King เป็นเรื่องสัญญาที่ไม่อนุญาตให้เอาเข้ามา สำหรับ Sizzler และ The Pizza Companyเป็นการโอนแบรนด์ ทำให้เราเข้าไปที่ไหนก็ได้ โดยเจ้าของแฟรนไซส์อนุญาตให้เข้ามาในจีนได้จึงได้เอาสองแบรนด์นี้เข้ามา ปัจจุบัน Sizzler มีสาขาในจีน 6 สาขา ได้แก่ ฟู่เฉิงเหมิน (阜成门) อันเจิน (安贞) เจี้ยนกว๋อเหมิน (建国门) Oriental Plaza (东方广场) ว่างจิง (望京) และซีตัน (西单) โดยทั้งหมดตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ในปี 2005 ตอนเราเข้ามา เราเปิดทีเดียว 3 สาขาเลย คือ ฟู่เฉิงเหมิน อันเจิน และเจี้ยนกว๋อเหมิน โดยสาขาเจี้ยนกว๋อเหมินซึ่งเดิมทีเป็น Le Jazz ก็แค่ทำการเปลี่ยน Le Jazz เป็น Sizzler
![]() |
BIC : ก่อนที่จะเข้ามาในจีนบริษัทได้วางแผนการตลาดและกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไว้อย่างไร ?
ศิริชัยฯ : เป้าหมายก็ไม่ต่างกับเมืองไทย คือ ผู้บริโภคระดับ white collar หรือกลุ่มคนทำงานขึ้นไป ซึ่งในเมืองไทย ช่วงหลัง กลุ่มผู้บริโภคขยายตัวลงมาในกลุ่มนิสิต นักศึกษาค่อนข้างมาก และในปักกิ่งก็เช่นกัน เนื่องจากในช่วงหลัง Sizzler เริ่มการทำโปรโมชั่นด้านราคา กลุ่มผู้บริโภคจึงขยายไปยังนักศึกษามากขึ้น
BIC : ทำไมบริษัท บริษัท Minor Food Group เลือกเข้ามาที่ปักกิ่ง ไม่ไปเซี่ยงไฮ้หรือเมืองอื่น ?
ศิริชัยฯ : เพราะผมคิดว่า ในแง่การแข่งขันแล้ว ในปักกิ่งมีโอกาสมากกว่า ที่เซี่ยงไฮ้คู่แข่งสูง ตลาดอาหารตะวันตกได้พัฒนาไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ในขณะที่ปักกิ่ง เพิ่งเริ่มต้นและกำลังจะโต ความเป็นได้ของตลาดน่าจะดีกว่า
BIC : คิดจะขยายตลาดไปยังเมืองอื่นหรือไม่ ?
ศิริชัยฯ : Sizzler เป็นธุรกิจที่ขายแฟรนไชส์ด้วย เราขายแฟรนไชส์สำหรับการเข้าไปเมืองอื่น ขณะนี้ มีผู้สนใจติดต่อเข้ามาเพื่อจะขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดเมืองอื่น ฉะนั้น การไปเมืองอื่นมีความเป็นไปได้สูง
![]() |
BIC : สาขาในปักกิ่งตอนนี้เป็นแฟรส์ไชส์หรือไม่ ? และกำหนดไว้หรือไม่ว่า จะขายแฟรนไชส์ให้แก่เมืองใดบ้าง ?
ศิริชัยฯ : สาขาในกรุงปักกิ่งเป็นของบริษัท SLRT Company Limited ดูแลโดยไมเนอร์ สำหรับการขายแฟรนไชส์ ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นเมืองใด แต่ดูจากคอนเซปต์ของร้าน ควรเป็นเมืองใหญ่ และมีชาวต่างชาติ สำหรับในปักกิ่ง ในปีนี้เรามีโครงการจะเปิดอีกสาขาที่ฉงเหวินเหมิน ซึ่งผมดูแล้วทำเลที่นั่นค่อนข้างดี การจราจรดี แม้แต่ในฤดูหนาว คนก็เดินเยอะ และเราดูจากบริษัทในเครือคือ The Pizza Commpany ซึ่งตั้งอยู่ในย่านนั้นด้วยว่า ค่อนข้างจะมียอดขายที่ดี โดยสาขาของ Sizzler ที่ฉงเหวินเหมินจะตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า (Glory Mall) เหมือนในเมืองไทยที่ Sizzler ตั้งอยู่ในห้างฯ ทั้งหมด ซึ่งการตั้งอยู่ในห้างฯ จะดีกว่าการตั้งเป็น independent store การอยู่ในห้างอย่างเช่นที่ Oriental Plaza เป็นต้น จะได้ลูกค้าเวียนมาด้วยในช่วงบ่ายสองโมงถึงสึ่โมง ยิ่งห้างฯ ที่มี office building ด้วย ก็จะยิ่งดี อย่างถ้าฝนตก พนักงานก็จะไม่ออกมาข้างนอกจะเลือกทานอาหารในห้าง
|
BIC : นอกจากสาขาฉงเหวินเหมินที่จะเปิดในปีนี้แล้ว Sizzlerจะขยายสาขาเพิ่มอีกหรือไม่ (ไม่นับการขายแฟรนไชส์) ศิริชัยฯ : ปีหน้าเราวางแผนไว้ว่าจะขยายอีก 3 สาขา แต่ถ้าในปีนี้ เราได้ที่เพิ่มเราก็จะเปิดก่อน ในปักกิ่ง เราวางไว้ว่าจะขยายสาขาทั้งหมด 25 สาขา เท่าประเทศไทย ซึ่งคิดว่าภายใน 5 ปี ก็น่าจะเปิดได้หมด จากที่ผมเรียนรู้จากตลาดไทยและจีน การที่มีสาขาอยู่ใกล้กันไม่ได้หมายความว่าจะทำธุรกิจไม่ได้ ที่กรุงเทพฯ เรามีสาขาอยู่ที่ สยาม มาบุญครอง และเซ็นทรัลเวิร์ด แต่ทั้งสามสาขามียอดขายติด top 5 ของยอดขายในเมืองไทย ทั้ง ๆ ที่อยู่ติดกัน ในปักกิ่ง จากการสังเกตของผม การที่สาขาตั้งอยู่ใกล้กันไม่เป็นปัญหา หากกลุ่มลูกค้าในแต่ละพื้นที่ที่สาขาตั้งอยู่มีความแตกต่างชัดเจน ในปักกิ่ง คนที่เดินซื้อของในห้าง Oriental Plaza จะเป็นผู้บริโภคระดับ A แต่คนที่เดินซื้อของในห้างสรรพสินค้าซึ่งตั้งอยู่ในย่านฉงเหวินเหมิน เช่น ห้าง New World เป็นต้น จะเป็นผู้บริโภคระดับ B สำหรับแบรนด์สินค้าในห้างย่านฉงเหวินเหมิน ก็จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่น | ![]() |
แบรนด์ที่ดีที่สุดซึ่งตั้งอยู่ในละแวกนั้นมีแค่แบรนด์ Esprit แบรนด์เดียว ซึ่งต่างกับห้าง Oriental Plaza ที่มีแบรนด์อินเตอร์มาก เพราะฉะนั้น ผมไม่คิดว่าผู้บริโภคที่เดินซื้อของในห้างย่านฉงเหวินเหมินจะมาซื้อของใน Oriental Plaza และผู้บริโภคที่เดินซื้อของใน Oriental Plaza ก็จะไม่มาเดินซื้อของในย่านฉงเหวินเหมินเช่นกัน นอกจากนี้ อากาศที่หนาวมากในฤดูหนาวก็เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง เช่น คนที่ช้อปปิ้งอยู่ย่านฉงเหวินเหมินก็คงจะไม่อยากเดินทางท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บเพื่อมาทาน Sizzler ที่ Oriental Plaza
BIC : การทำโฆษณา หรือโปรโมชั่นใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากเมืองไทยหรือไม่ ?
การเข้าถึงผู้บริโภคคนจีน ยากว่าไทยหรือไม่ ?
ศิริชัยฯ : ยากกว่าแน่นอน ในเมืองไทยเราเข้าไปประมาณ 16-17 ปีแล้ว ใคร ๆ ก็รู้จัก Sizzler ผมทำงานใน Sizzler ที่เมืองไทยมา 8 ปี ในปีที่ 2 ที่ผมอยู่ Sizzler เพิ่งเริ่มทำโฆษณา ซึ่งเท่ากับว่าในเมืองไทย Sizzler เพิ่งเริ่มทำโฆษณามา 6 ปีเท่านั้น ในจีน เนื่องจากขนาดธุรกิจยังไม่ใหญ่พอที่จะลงทุนด้านโฆษณาสูงเหมือนกับเมืองไทยในตอนนี้ ในตอนแรก เราใช้ใบปลิวเป็นส่วนมาก และทำป้ายหน้าร้าน ยังไม่ได้ทำอะไรหวือหวา พอเข้าปีที่สอง เราเริ่มทำโฆษณาทางวิทยุ แต่โฆษณาแค่คลื่นเดียวเนื่องจากงบประมาณจำกัด โดยทำโฆษณาผ่านคลื่นวิทยุที่เปิดเพลงฝรั่ง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนจีนทำงานที่ฟังเพลงฝรั่ง ต่อมาก็เริ่มทำโฆษณาผ่านอินเตอร์เน็ตและสถานีรถไฟฟ้า และเริ่มที่จะใช้อินเตอร์เน็ตสื่อสารกับลูกค้า เริ่มใช้ไดเร็กเมล์ส่งไปหาลูกค้าที่เป็นเมมเบอร์หรือทิ้งแอดเดรสไว้ สำหรับที่ไทย ในช่วงแรกที่ทำโฆษณา ก็เริ่มต้นคล้าย ๆ กัน โดยเริ่มจากใบปลิว ป้าย วิทยุ (เช่น กรีนเวฟ) และอินเตอร์เน็ต
BIC : ลักษณะ content ของตัวโฆษณาในไทยกับจีนมีความแตกต่างกันหรือไม่ ?
ศิริชัยฯ : ต่างกัน เพราะไทยแอดวานซ์ไปแล้ว ในจีน เราเริ่มจากการอธิบายว่า Sizzler คืออะไร และเสริฟอะไรบ้าง สลัดบาร์มีอะไรบ้าง เราทำอย่างนี้ประมาณปีหนึ่ง แล้วเราเปลี่ยนนำโฆษณาของเมืองไทยมาใช้ ซึ่งที่ไทยทำคือ การโปรโมทโปรโมชั่นด้านราคา ไทยทำใบปลิวโฆษณามายังไง เราก็ใช้แบบนั้น ทำให้ลูกค้างง เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหม่ เรายังไม่ได้วางรากฐานความเข้าใจที่ดีให้ลูกค้า ลูกค้ายังไม่มีความเข้าใจที่ดีต่อ Sizzler และสินค้าของ Sizzler เราจึงกลับมาโปรโมทตัวแบรนด์ใหม่ในปีที่สอง (ปี 2006) เพื่อสร้างความเข้าใจให้ลูกค้า และในปี 2007 ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ นอกจากนี้ ในการติดป้ายชื่อหน้าร้าน เมื่อก่อนเราใช้ภาษาจีน แต่ตอนนี้เราใช้ชื่อภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า เป็นแบรนด์ของฝรั่งจริง ๆ
BIC : ทางด้าน brand awareness ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ Sizzler เป็นอย่างไรบ้าง ?
ศิริชัยฯ : จากรีเสริชของเรา brand awareness ยังถือว่าต่ำอยู่ เราจึงเริ่มที่จะทำป้ายตามสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ซี่งแต่ก่อนเราไม่เคยมี โดยเราเริ่มติดป้ายที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินตรงสาขาซีตันกับฟู่เฉิงเหมินตั้งแต่ต้นปี หรือหากสาขาไหนที่ห้างสามารถให้เราทำป้ายได้ เราก็จะทำป้าย อย่างที่ Oriental Plaza ปลายปี 2006 เราเริ่มติดป้ายเพิ่มตรงด้านนอกของตึก คือเราจะใช้กลยุทธ์ทางป้ายในการโฆษณามากกว่าที่จะรอให้ลูกค้าเข้ามา และเราเริ่มปรับคอนเทนต์ในปี 2008 โดยในโฆษณา เราเริ่มที่จะทำโปรโมชั่นด้านราคา โดยเขียนว่า Sizzler เริ่มต้นที่ราคา 37 หยวน เหมือนอย่างที่บอกว่า ณ วันนี้ Sizzler เริ่มที่จะได้ลูกค้าระดับล่างเพิ่มมาด้วย
BIC : แล้วลักษณะของโปรโมชั่นเหมือนเมืองไทยหรือไม่ ?
ศิริชัยฯ : การลดแลกแจกแถมลักษณะจะเหมือนกัน แต่เราไม่เน้น เช่นจาก 50 หยวน เหลือ 25 หยวน จะไม่มี เพราะเราไม่ใช่ mass market โดยเราจะใช้ตัวอาหาร (food item) เป็นตัวทำการโปรโมท โดยที่ไทยกับจีนจะต่างกันคือ ไทยจะทำเป็นรายไตรมาส แต่จีนจะเปลี่ยนแค่ฤดูหนาวและฤดูร้อน เพราะทักษะในการปรุงอาหารของพ่อครัวจีนยังไม่เท่าพ่อครัวไทย โดยในตอนแรกเราเอาเมนูมาเหมือนเมืองไทย แต่ในปี 2006 เราเรียนรู้ว่า การใช้เมนูที่หลากหลายมากทำให้ควบคุมคุณภาพรายการอาหารแต่ละรายการลำบาก เราจึงได้ลดรายการในเมนูลง จึงทำให้รายการในเมนูที่นี่น้อยกว่าเมืองไทย โดยเลือกเฉพาะรายการที่ลูกค้าสั่งมากที่สุด 30 รายการแรกขึ้นมาจาก 50 รายการ รายการที่เหลือซึ่งลูกค้าไม่ค่อยสั่งก็ตัดทิ้ง ซึ่งทำให้เราควบคุมคุณภาพและรสชาติอาหารได้ดี และพ่อครัวก็มีทักษะในการปรุงอาหารที่ดีขึ้น ฉะนั้น ในตอนนี้ ตัวเมนูจะเหมือนกันประมาณ 90%
|
BIC : พ่อครัวชาวจีนซึ่งทำการฝึกเอง ทำได้เหมือนพ่อครัวไทยหรือไม่ ? ศิริชัยฯ : เราทำการฝึกพ่อครัวเอง ผมคิดว่าคุณภาพพ่อครัวชาวจีนไม่ค่อยต่างจากไทย อย่างรายการอาหารหลัก ๆ ก็ทำได้เหมือนกัน พ่อครัวไทย เราใช้เวลาฝึกประมาณ 2 ปีถึงจะคล่อง ที่นี่ก็เหมือนกัน พ่อครัวจีนที่ทำงานตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป ส่วนมากก็จะเก่ง อย่างที่เจี้ยนกว๋อเหมินก็จะมีคนเก่ง ๆ 2-3 คน BIC : สลัดบาร์ที่นี่ค่อนข้างต่างจากเมืองไทยเล็กน้อย ปรับตามรสนิยมการบริโภคใช่หรือไม่ ? ศิริชัยฯ : สลัดบาร์ที่นี่เหมือนกับเมืองไทยหมด ยกเว้นของหวานคือ ช็อคโกแล็ตมูส และเจลลี่ ที่เราไม่ได้เอามาด้วย เพราะวัตถุดิบที่นี่ค่อนข้างหาลำบาก อย่างถ้าเป็นตัวอาหาร spicy chickenที่นี่ เราใช้แต่ไก่ที่นี่ ส่วนผสมอื่นเรานำเข้าหมด spicy chicken ที่นี่ได้รับความนิยม ลูกค้าบอกว่าอร่อย | ![]() |
|
BIC : รสชาติอาหารเหมือนกับไทยหรือไม่ ? ศิริชัยฯ : เหมือนทุกอย่าง เพราะสูตรอาหารถูกบังคับโดยเจ้าของแฟรนไชส์ BIC : เมนูที่ได้รับความนิยมที่นี่ มีอะไรบ้าง ? ศิริชัยฯ : ถ้าดูในเมนู A La Carte ไม่รวมรายการในโปรโมชั่น เมนูที่ได้รับความนิยมมี spicy chicken pork boston และ steak ซึ่งไม่ต่างกับเมืองไทย โดยที่เมืองไทยอาจจะผลัดกันนำระหว่าง spicy chicken กับ pork boston แต่ที่จีน spicy chicken จะเป็นอันดับหนึ่งตลอด |
Spicy Grilled Chicken |
|
BIC : โดยรวมแล้ว มีการใช้วัตถุดิบนำเข้าและวัตถุดิบจากท้องถิ่นในสัดส่วนอย่างไร ?
ศิริชัยฯ : โดยรวมแล้วใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเกือบหมด อย่างเนื้อวัว ต้องนำเข้า ถ้าเนื้อหมูหรือสลัดบาร์ ก็สั่งจากซับไพลเออร์ต่างชาติในจีน ซึ่งเป็นผู้คัดเลือกวัตถุดิบจากบริษัทจีนอีกทีหนึ่ง BIC : ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ? |
Boston BBQ Pork |
ศิริชัยฯ : ถ้าทางด้านจำนวนสาขา ณ ปีนี้ ยังอยู่ในเป้าหมายอยู่ ทางด้านยอดขาย ยังถือว่าติดลบ budget อยู่ แต่เรามีอัตราการเจริญเติบโตของยอดขายและจำนวนลูกค้าที่ดี หากพิจารณาเศรษฐกิจในปีนี้ซึ่งอยู่ในสภาวะเงินเฟ้อ เราถือว่าเป็นแบรนด์หนึ่งที่มีอัตราการเติบโตที่ดี โดยปริมาณยอดขาย และยอดลูกค้าเราขยายตัวมากกว่า 10% ซึ่งถือว่าสวนกระแส หากถามว่ามีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายหรือไม่ เราปรับไปตามสถานการณ์ ในปีนี้ เราจะโปรโมทตัว value ของสินค้า ถึงแม้ว่าจะสวนกระแสค่าครองชีพและราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
BIC : ไม่ทราบว่า Sizzler รับมือกับภาวะเงินเฟ้ออย่างไร ?
|
ศิริชัยฯ : เป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเราต้องยอมรับ เราได้มีการปรับราคาขึ้นในเมนู A La Carte แต่ไม่ได้ปรับมาก ถ้าจะยืนหยัดอยู่ก็ต้องตัดตัวอื่นแทนที่จะไม่กระทบลูกค้า BIC :Sizzler มีคู่แข่งในจีนหรือไม่ ? ศิริชัยฯ : เราไม่มีคู่แข่งโดยตรง แต่เราไปเรียนรู้จากคู่แข่งที่ใกล้เคียงอย่าง Pizza Hut และ T.G.I. Friday\'s ซึ่ง T.G.I. Friday\'s เป็นสเต็กเฮาส์เหมือนกัน แต่ T.G.I. Friday\'s จะเป็นกึ่ง ๆ ผับ Sizzler จะเป็น casual dining เราก็ศึกษาดูลักษณะการทำตลาดต่าง ๆ ของร้านเหล่านี้ เช่น การทำโปรโมชั่น หรือรสนิยมผู้บริโภคของคู่แข่งขันด้วย ถ้ากลยุทธ์ไหนที่เค้าประสบความสำเร็จ เราก็ดูว่าเค้าทำยังไง ซึ่งบางอย่างเราเอามาปรับใช้ได้ หรือบางทีเราก็ชำเลืองดู The Pizza Company ซึ่งอยู่เครือเดียวกันด้วย |

BIC : ขอทราบปัญหาที่พบในการทำธุรกิจที่นี่
ศิริชัยฯ : ส่วนมากจะเป็นปัญหาเรื่องคน การสื่อสารกับลูกน้องชาวจีน ผมใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่สอง เลยอาจทำให้มีความเข้าใจผิดเพี้ยนไปบ้าง และการสื่อสารต้องมีความอดทน บางทีบอกให้ทำอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง บางทีถ่ายรูปให้ดูและให้ทำตาม ก็ยังทำอีกอย่าง ขนาดใช้ล่าม หรือใช้รูปก็ยังมีปัญหา เพราะฉะนั้น ต้องมีความอดทนในการสื่อสาร นอกจากนี้ การติดต่อหรือการสื่อสาร การมีหรือใช้คอนเนกชั่นเป็นเรื่องสำคัญ
BIC : หลายคนคิดว่าคนจีนไม่ค่อยมี service mind ไม่ทราบว่ามีปัญหาในการฝึกอบรมพนักงานคนจีนหรือไม่ ?
ศิริชัยฯ : ผมเคยคิดเช่นนั้น ผมมาอยู่ที่นี่ ผมก็เห็นอย่างนั้น แต่ผมไม่เชื่อว่า ในคน 1,300 ล้านคน จะไม่มีคนที่เราต้องการเลย ในปีที่แล้วเราเริ่มสัมภาษณ์พนักงานระดับล่างเอง ณ วันนี้ เราได้พนักงานไม่ว่าจะเป็นในระดับการจัดการหรือระดับล่างหลายคนที่มีทัศนคติในการทำงานที่ดี ซึ่งทำให้เห็นว่าสิ่งที่เราคิดไว้ไม่ผิด คือ เราอาจต้องคัดคนมากสักหน่อย คัดคนที่มีทัศนคติการบริการที่ดี เมื่อคัดมาแล้วก็ทำการฝึกขึ้นมาได้ จริง ๆ ก็มีหลายสาขาที่เราเคยเอาคนออกทั้งหมดเพราะโดนลูกค้าร้องเรียนมาก แล้วเราก็คัดคนและรับเข้ามาใหม่ จนสามารถเปลี่ยนจากร้านที่โดนร้องเรียนมากเป็นร้านที่ได้รับคำชมได้ภายในช่วง 1 เดือน
BIC : ขอทราบสัดส่วนของผู้บริโภคชาวจีนและต่างชาติในแต่ละสาขา
ศิริชัยฯ : แต่ละสาขาจะมีกลุ่มลูกค้าหลักที่ไม่เหมือนกัน สาขาเจี้ยนกว๋อเหมินเป็นชาวต่างชาติและชาวจีนอย่างละครี่ง สาขา Oriental Plaza เป็นชาวต่างชาติร้อยละ 40 ชาวจีนร้อยละ 60 สาขาฟู่เฉิงเหมิน เป็นชาวต่างชาติร้อยละ 20 ชาวจีนร้อยละ 80 สาขาอันเจินเป็นชาวต่างชาติร้อยละ 20 ชาวจีนร้อยละ 80 ส่วนสาขาว่างจิง เนื่องจากเป็นย่านที่ชาวเกาหลีอยู่อาศัยมาก ในวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นชาวเกาหลีถึงร้อยละ 50 ถ้าในวันธรรมดา เป็นชาวต่างชาติร้อยละ 40 ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวเกาหลี และที่เหลือร้อยละ 60 เป็นชาวจีน สำหรับสาขาซีตัน ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าราคาไม่แพง ลูกค้าจะเป็นเด็กวัยรุ่นชาวจีนเป็นส่วนใหญ่ และแทบจะไม่มีชาวต่างชาติ
BIC : การสร้างแบรนด์ Sizzlerให้เป็นที่ยอมรับในจีนกับในไทยมีความยากง่ายต่างกันอย่างไร ?
ศิริชัยฯ : ผมมองว่า ความยากง่ายไม่ต่างกันเท่าไหร่ Sizzler ไม่ใช่อาหารไทย และก็ไม่ใช่อาหารจีน ไม่ว่าในไทยหรือในจีนต่างต้องใช้เวลา การทำให้ผู้บริโภคเข้าใจอาหารเราต้องใช้เวลา อย่างในไทย ในตอนแรก คนเข้าใจว่า Sizzler เป็นอาหารตะวันตก ซึ่งอาหารตะวันตกคนไทยจะมองว่าเลี่ยน กว่าเราจะสร้างความเข้าใจใหม่ให้ลูกค้าว่า อาหารของ Sizzler ไม่เลี่ยนก็ต้องใช้เวลา ส่วนคนจีน ยังมอง Sizzler ว่าเป็นพิซซ่าอยู่ ซึ่งหมายความว่า เรายังคงต้องสร้างความเข้าใจใน Sizzler ให้แก่ลูกค้า ปัจจุบัน คนจีนเริ่มยอมรับอาหารตะวันตกมากขึ้น เมื่อเทียบกับในช่วงแรกที่เข้ามา มีลูกค้าเด็กเข้ามาทานมากขึ้น ซึ่งเด็กจะค่อนข้างรับรู้อะไรเกี่ยวกับตะวันตกมาก
BIC : ขอทราบคำแนะนำสำหรับนักธุรกิจไทยที่คิดจะมาลงทุนด้านธุรกิจอาหารในจีน
ศิริชัยฯ : หนึ่งคือต้องศึกษาตลาดให้ดีว่าตลาดที่จะเข้ามาเป็นอย่างไร สองคือต้องอดทน ถ้าคิดว่าภายในปีครึ่งหรือสองปีจะได้ผลกำไร ผมว่าเหนื่อย และสามคือ ต้องเข้าใจคน ภาษา และวัฒนธรรม นอกจากนี้ ที่สำคัญคือ อย่าเอาตลาดไทยมาใส่ตลาดจีน ไม่งั้นจะเจ็บตัวได้ ในตอนแรกผมเอาประสบการณ์ที่ได้จาก Sizzler ในไทยมาใช้กับจีน ก็ทำให้เจ็บตัวพอสมควร ซึ่งสุดท้ายเราก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ และทำความเข้าใจกับตลาดจีนให้มากขึ้น







