“Leap” โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในจีนที่บริหารโดยคนไทย
“Leap” โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในจีนที่บริหารโดยคนไทย



“...ผมเองคลุกคลีกับธุรกิจการศึกษามาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวที่ประเทศไทยก็ทำธุรกิจโรงเรียนอนุบาลคือโรงเรียนอนุบาลเปล่งประสิทธิ์ และโรงเรียนนานาชาติคือ Charter International School จึงสนใจในธุรกิจการศึกษาและได้ลองเขียนโครงการขึ้นมา นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Leap ในปักกิ่ง”



นรเสฎฐ์ เธียรประสิทธิ์ 




BIC : ขอทราบประวัติคร่าวๆ ของคุณนรเสฎฐ์ฯ

นรเสฎฐ์ฯ : ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาบริหารธุรกิจหลักสูตรนานาชาติ หรือ BBA เมื่อปี 2543 เมื่อจบการศึกษาแล้วก็ได้เดินทางมาศึกษาภาษาจีนในประเทศจีน ที่มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง (Beijing Language and Culture University หรือ BLCU) เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นผมได้มีโอกาสทำงานในบริษัทซีพี ในโรงงานน้ำมันถั่วเหลืองที่ตั้งอยู่ในเทียนจิน ในตำแหน่ง Future Market Analyst ขณะเดียวกันก็ได้รับผิดชอบงานด้านการส่งออกด้วย ณ เวลานั้นเป็นช่วงที่อายุยังน้อยมาก และยังไม่มีประสบการณ์อะไร ผมทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง จากนั้นก็ได้ลาออกจากงานมา เนื่องจากต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ต่อมาในปี 2550 ผมได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ในสาขา MBA หลักสูตรนานาชาติของมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่เรียกว่าหลักสูตร BiMBA หลักสูตร 1 ปีครึ่ง ซึ่งผมเพิ่งสำเร็จการศึกษาเมื่อเดือน ม.ค. ปี 2552 นี้ และเพิ่งรับปริญญาไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ระหว่างที่ผมกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในช่วงประมาณกลางปี 2551 เป็นช่วงที่นักศึกษาต้องเลือกว่าจะออกไปหาหน่วยงานเพื่อฝึกงาน หรือต้องการที่จะทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมเองก็จะมุ่งเป้าหมายไปที่การฝึกงานตามแนวทางของเด็ก MBA ทั่วไป แต่ขณะเดียวกัน ก็มีเพื่อนที่รู้จักได้มาชวนให้ร่วมกันทำโปรเจ็คธุรกิจของตัวเองดู ผมเองคลุกคลีกับธุรกิจการศึกษามาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวที่ประเทศไทยก็ทำธุรกิจโรงเรียนอนุบาลคือโรงเรียนอนุบาลเปล่งประสิทธิ์ และโรงเรียนนานาชาติคือ Charter International School จึงสนใจในธุรกิจการศึกษาและได้ลองเขียนโครงการขึ้นมา นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Leap ในปักกิ่ง

คุณนรเสฎฐ์ฯ

BIC : ทำไมจึงตัดสินใจเลือกทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ?

นรเสฎฐ์ฯ : หลังจากรวมกลุ่มกับเพื่อนเพื่อเขียนโครงการทำธุรกิจของตัวเองแล้ว ผมได้ลองศึกษาตลาดจีนควบคู่ไปกับการหางาน พบว่าตลาดการสอนภาษาอังกฤษในประเทศจีนเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และเล็งเห็นว่าเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ เพราะประเทศจีนดำเนินนโยบายให้พ่อแม่หนึ่งคู่มีลูกได้เพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นคนจีนจึงทุ่มเทให้ลูกอย่างสุดความสามารถ รวมทั้งรายได้ของคนจีนก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงมีเงินที่จะทุ่มให้กับลูกได้มากขึ้น นอกจากนี้ ผมยังพบจุดที่ต่างกับประเทศไทยมากๆ คือ เด็กสัญชาติจีนในประเทศจีนไม่สามารถที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนอินเตอร์ได้ ต่างกับไทยที่ให้การผ่อนผัน แต่ในประเทศจีนไม่มีการผ่อนผันเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ถ้าต้องการให้ลูกได้เรียนภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาจีนจึงมีทางเลือกให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียน Bilingual School หรือโรงเรียนสองภาษา ซึ่งค่าเล่าเรียนค่อนข้างสูง ที่สำคัญไม่ใช่โรงเรียนอินเตอร์ พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงเลือกให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนจีนธรรมดาทั่วไป หลังจากนั้นค่อยส่งลูกไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในโรงเรียนนอกระบบหลังเลิกเรียนอีกทีหนึ่ง ผมและเพื่อนๆ จึงมองว่าตลาดตรงนี้ยังมีโอกาสที่จะสามารถโตได้อีกมาก

BIC : ลักษณะการประกอบการของโรงเรียนเป็นอย่างไร?

นรเสฎฐ์ฯ : โรงเรียน Leap ที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นจัดตั้งโดยองค์กรต่างชาติที่เรียกว่า Wholly Owned Foreign Enterprise จัดตั้งโดยบริษัทแม่อยู่ที่ฮ่องกง คือจดทะเบียนบริษัทที่ฮ่องกงก่อนแล้วค่อยมาจัดตั้งโรงเรียนที่ปักกิ่ง เหตุผลที่ทำแบบนี้ เพราะง่ายต่อการจัดการ เนื่องจากบริษัทของเราจัดตั้งขึ้นมาจากทุนของหลายคน มีทั้งจากไทย จีน อังกฤษ ซึ่งการจดทะเบียนบริษัทที่ถือหุ้นโดยคนจำนวนมากแบบนี้ในประเทศจีนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง แต่การจดทะเบียนที่ฮ่องกงสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า การโอนหุ้นก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ผมจึงมองไปถึงในอนาคตว่าหากมีการขยายธุรกิจ มีการขายธุรกิจ หรือมีการโอนหุ้น การทำในฮ่องกงจะง่ายกว่า เพียงแต่จะมีปัญหาในเรื่องการโอนเงินเข้ามาในประเทศจีนเท่านั้น ที่การโอนเงินแต่ละครั้งจะต้องคำนวณในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน การติดต่อกับธนาคารจีนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหา เพราะธนาคารพาณิชย์จีนยังมีการบริการที่ยังไม่ได้มาตรฐาน

สำหรับการดำเนินธุรกิจ ตามกฎหมายของประเทศจีนกำหนดเอาไว้ว่าการทำธุรกิจเทรนนิ่งหรือธุรกิจด้านการอบรมด้านการศึกษาจะต้องทำร่วมกับโรงเรียนในภาคปกติของจีน เพราะโรงเรียนสอนภาษาไม่สามารถจะจ้างครูมาสอนได้เอง ซึ่งเราก็ได้ร่วมมือกับ Harrow International School และ Beijing Venus Kindergarten ครูของเราทุกคนว่าจ้างผ่านจากโรงเรียนอนุบาล Venus เข้ามา

ในห้องเรียน

BIC : ที่บอกว่ามีทุนทั้งจากไทย จีน และอังกฤษ แบ่งสรรการลงทุนกันอย่างไร?

นรเสฎฐ์ฯ : เราใช้วิธีการเปิดช่องให้คนอื่นเข้ามาลงทุนด้วยการแบ่งหุ้น โดยคำนวณดูก่อนว่าเราต้องการเงินทุนเท่าไร แล้วจึงจัดสรรดูว่าจะต้องกู้เงินเท่าไร ต้องหาทุนเพิ่มอีกเท่าไร ซึ่งเงินที่เราต้องการนี้ก็ไปหามาจากบริษัทและผู้สนใจร่วมทุนจำนวนหลายราย มีทั้งจากไทย จีน และอังกฤษตามที่ได้กล่าวไปในตอนต้น ในระหว่างการเสนอโครงการเพื่อหาเงินทุนก็ได้เจอประสบการณ์ในหลายรูปแบบ ได้รับการตอบรับที่ดีและไม่ดีบ้าง จนกระทั่งได้ทุนตามที่ต้องการ เราได้แบ่งหุ้นของเราออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นหุ้นจำนวน 60% และอีกส่วนหนึ่งจำนวน 40% ในส่วน 60% เป็นส่วนที่ผู้ลงทุนเป็นผู้ถือหุ้น อีก 40% ที่เหลือเป็นเหมือน management share ที่ให้กับผม เพราะผมเป็นคนทำงาน เป็นคนบริหารโรงเรียน หุ้นในส่วนนี้ ผมได้แบ่งให้กับคนที่ทำงานกับเราด้วย เพื่อให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของของที่นี่ด้วย ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการขึ้นเงินเดือน

BIC : ตั้งกลุ่มเป้าหมายเอาไว้อย่างไร?

นรเสฎฐ์ฯ : เราเจาะตลาดบนหรือกลุ่มคนที่มีรายได้สูง ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ สาเหตุเพราะว่าคนที่มีรายได้สูงจะมีรายได้ที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ การจับกลุ่มคนที่มีรายได้อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างลำบาก แม้ว่าคนที่มีรายได้ระดับปานกลางจะมีจำนวนมากและมากขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้ของคนกลุ่มนี้จะอยู่ในระดับเดิม สำหรับการรับเด็กเข้ามาเรียน เราจะรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 2 – 12 ปี ซึ่งขณะนี้มีจำนวนนักเรียนทั้งหมดอยู่ประมาณ 70 – 80 คน

BIC : ทำการประชาสัมพันธ์อย่างไร?

นรเสฎฐ์ฯ : ใช้การประชาสัมพันธ์ทั่วไป แจกแผ่นพับ ประชาสัมพันธ์ทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น แผ่นพับของเราจะใช้วัสดุที่ดีและมีคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าเป็นโรงเรียนที่มีระดับและมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม การบอกต่อกันไปของลูกค้าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลดีที่สุด

BIC : เลือกทำเลที่ตั้งของโรงเรียนอย่างไร?

นรเสฎฐ์ฯ : เรามุ่งตั้งโรงเรียนในพื้นที่ใกล้ที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะ ให้คนฟังสถานที่ตั้งแล้วรู้ทันทีเลยว่าค่าเล่าเรียนต้องแพง การเลือกทำเลที่ตั้งเราได้ปรึกษากันหลายคน รวมทั้งปรึกษากับ Harrow International School ด้วย เป้าหมายของเราชัดเจนอยู่แล้วว่าเราต้องการจับตลาดบน ซึ่งโรงเรียน Harrow ก็มุ่งจับลูกค้ากลุ่มนี้เช่นเดียวกัน สุดท้ายได้ตัดสินใจตั้งโรงเรียนขึ้นที่ Phoenix City ในปักกิ่ง คนทั่วไปจะรู้ว่า Phoenix City เป็นพื้นที่ของคนที่มีรายได้สูง

ผลงานของนักเรียน

BIC : ตอนนี้เปิดโรงเรียนจำนวนกี่สาขา?

นรเสฎฐ์ฯ : ณ ปัจจุบันเปิดอยู่สาขาเดียว แต่กำลังมีโครงการที่จะเปิดสาขาเพิ่ม โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการรอให้ลูกค้าเดินมาหา เป็นการเดินไปหาลูกค้าแทน เนื่องจากสิ่งที่ลูกค้าต้องการเป็นอันดับแรกคือความสะดวก เราจึงมีโครงการที่จะตั้งโรงเรียนของเราในโรงเรียนอนุบาลซึ่งก็คือ Beijing Venus Kindergarten ที่มีสาขาอยู่ในปักกิ่งหลายแห่ง เมื่อเด็กเลิกเรียนจากโรงเรียนก็สามารถที่จะเรียนภาษาอังกฤษต่อกับเราได้เลย นอกจากจะสะดวกสำหรับลูกค้าแล้ว ยังสะดวกสำหรับโรงเรียนเองด้วย เพราะหากจะเปิดในพื้นที่ใกล้ที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะเหมือนสาขาแรกนี้ จะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ในปี 2552 นี้ เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเปิดโรงเรียน Leap ของเราขึ้นในโรงเรียนอนุบาล Venus ให้ได้อย่างน้อย 2 สาขา

BIC : จุดแข็งของโรงเรียนคืออะไร?

นรเสฎฐ์ฯ : โดยพื้นฐานแล้วคนจีนจะชอบมากถ้าให้คนต่างชาติผมทองเป็นผู้สอน เราจึงพยายามโปรโมทตรงจุดนั้นว่าครูผู้สอนของเราเป็นคนต่างชาติ จุดแข็งของเรามีอยู่สามจุดคือ หนึ่งเราใช้ครูที่เป็นคนต่างชาติเท่านั้น ครูของเราเกือบทั้งหมดเป็นครูที่ผ่านการทำงานกับโรงเรียนอินเตอร์มาแล้ว สองคือเราเน้นการเรียนการสอนแบบโรงเรียนอินเตอร์ การเรียนการสอนจะไม่เน้นวิชาการมาก แต่เน้นการใช้ได้จริงมากกว่า และจำนวนนักเรียนในแต่ละคลาสจะมีจำนวนน้อย สามคือหนังสือที่ใช้ในการเรียนการสอนจะใช้หนังสือจาก Oxford ทั้งหมด ซึ่งในปักกิ่งหนังสือนี้จะมีเฉพาะในห้องสมุดของโรงเรียนอินเตอร์เท่านั้น

สำหรับหลักสูตรในการสอนเราแนวการสอนของ Oxford เข้ามาใช้ แล้วเราเอามาสร้างเพิ่มเติม Laura Johnson เป็นพาร์ทเนอร์ของเราที่จบการศึกษามาจาก Oxford โดยตรงเป็นผู้ทำแผนการสอน (course planning) ว่าต้องเรียนอะไรอย่างไรบ้าง จากนั้นครูผู้สอนก็จะไปใส่รายละเอียดเพิ่มเติมเอง ดังนั้นการเรียนการสอนของครูแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน ครูคนไหนถนัดอะไรหรือเก่งด้านไหนเป็นพิเศษก็จะเน้นไปในทางนั้น เช่น ครูเก่งดนตรี การเรียนการสอนก็จะเน้นเรื่องดนตรี เป็นต้น

BIC : มองศักยภาพการขยายตัวของธุรกิจการศึกษาในจีนอย่างไร?

นรเสฎฐ์ฯ : ผมคิดว่ามีศักยภาพที่จะโตได้อีกมากทีเดียว โดยเฉพาะในด้านการศึกษานอกระบบ โรงเรียนสอนภาษาจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับตลาดของคนในวัยผู้ใหญ่ เช่น EF, Wall street เป็นต้น เน้นการสอนเพื่อสอบใบประกาศต่างๆ แต่ตลาดเด็กยังมีการจับกันอยู่น้อย ซึ่งผมมองว่าเราเข้ามาจับได้ก่อนเป็นจุดเริ่มที่ดีของเรา เพราะตลาดยังกว้าง เด็กยังคงมีการเกิดใหม่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกิจการในปักกิ่งอยู่แล้วเราก็มีโครงการที่จะขยายไปยังเมืองหลักอื่นๆ ของจีน ที่มองไว้คือเมืองที่มีสถานกงสุลตั้งอยู่ เช่น เซี่ยงไฮ้ กวางโจว ซีอาน และหัวเมืองหลักๆ อื่นๆ เป้าหมายหลักของเราในเวลา 5 ปีไม่ได้อยู่แค่เมืองเหล่านี้เท่านั้น แต่เราอยากเข้าไปอยู่ในเมืองระดับรองลงมาด้วย เช่น เทียนจิน เซินเจิ้น ซึ่งผมมองว่าเมืองพวกนี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และคู่แข่งยังไปกันไม่ถึง

BIC : อุปสรรคในการประกอบธุรกิจนี้มีอะไรบ้าง?

นรเสฎฐ์ฯ : จุดเริ่มต้นคือปัญหาหลัก การติดต่อหน่วยงานราชการต่างๆ และเรื่องกฎหมายที่จีนไม่ชัดเจน มีกฎระเบียบจุกจิกหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น กฎเรื่องการติดตั้งระบบดับเพลิงในตัวอาคาร เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย เราเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่แล้วจึงได้รู้ว่าการออกแบบของเราทั้งหมดต้องผ่านการอนุมัติจากสำนักงานดับเพลิงก่อน เป็นกฎใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้ สิ่งที่ได้เจอในการทำธุรกิจจริงๆ ไม่เหมือนกับสิ่งที่ได้เรียนมาจากในห้องเรียนเลย ในด้านคู่แข่ง โรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในลักษณะคล้ายกับเรายังมีค่อนข้างน้อย จึงยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของเรา

BIC : มีข้อแนะนำอะไรให้กับนักธุรกิจไทยที่อยากเข้ามาลงทุนในจีน?

นรเสฎฐ์ฯ : ผมว่าตลาดจีนยังกว้าง ธุรกิจในหลายรูปแบบยังมีโอกาสโตได้อีกมาก โดยส่วนตัวผมคิดว่าธุรกิจบริการเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะการบริการของจีนยังไม่ดีนัก ยังมีโอกาสเข้ามาได้อีก แต่ก่อนที่จะเข้ามาอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องง่าย การเข้ามาเรียนในจีนแค่ปีสองปีแล้วจะเปิดธุรกิจของตัวเองได้เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ขอให้ศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ และหากศึกษาโดยละเอียดแล้ว คิดว่าพร้อมที่จะทำแล้วก็ต้องกล้าทำ

5 กรกฎาคม 2552
แหล่งข้อมูล: บทสัมภาษณ์ นรเสฎฐ์ เธียรประสิทธิ์ Director Excel Cultural Communication (Beijing) Co., LTD(05/07/2009)
โดย: มลฤดี เอื้อเกิดอารีย์

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ