“โพธิสปา” สปาสไตล์ไทยในแดนมังกร
“โพธิสปา” สปาสไตล์ไทยในแดนมังกร



“โพธิสปาถือเป็นร้านสปาระดับกลางที่เปิดบริการในปักกิ่งเป็นรุ่นแรกๆ และค่อนข้างประสบความสำเร็จ มีลูกค้าค่อนข้างเยอะ ในเวลาต่อมาจึงมีร้านที่เปิดเลียนแบบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่เปิดโดยคนจีน แต่จะตกแต่งร้านให้ดูเหมือนเป็นสไตล์ไทย ซึ่งบริการภายในร้านก็จะไม่ใช่แบบไทยจริงๆ ....”

มิเชล เหมสิน



ธุรกิจสปาเป็นสาขาธุรกิจหนึ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพและมีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจสปาของไทยในต่างประเทศยังมีค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดปราบเซียน มีนักลงทุนไทยเข้ามาในจำนวนไม่มากนัก แต่การทำธุรกิจในจีนจะประสบความสำเร็จได้อย่างไรคงไม่มีสูตรตายตัว การศึกษาประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจได้อย่างมั่นใจ วันนี้บีไอซีจะนำทุกท่านไปรู้จักกับคุณมิเชล เหมสิน ผู้ประกอบการธุรกิจสปาไทยในปักกิ่งภายใต้ชื่อ “โพธิสปา (Bodhi Spa)” สปาสไตล์ไทยที่ยืนหยัดมาได้แล้วกว่า 5 ปี เส้นทางการประกอบธุรกิจของโพธิสปาเป็นอย่างไร ตามไปค้นหาได้ในบทสัมภาษณ์คุณมิเชลฯ

BIC : ขอทราบประวัติคร่าวๆ ของคุณมิเชลฯ

มิเชลฯ : มิเชลเกิดที่ประเทศไทยแล้วก็เรียนที่ประเทศไทยตั้งแต่เล็ก แต่ว่าเรียนในโรงเรียนนานาชาติมาโดยตลอด หลังจากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาในปี 2543 คุณพ่อได้ส่งให้มาเรียนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง (Beijing Language and Culture University หรือ BLCU) ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงที่มีคนไทยเข้ามาเรียนในประเทศจีนเยอะพอสมควรแล้ว หลังจากที่เรียนจบเพื่อนคนไทยส่วนใหญ่ทยอยกันเดินทางกลับไทย แต่มิเชลเลือกที่จะอยู่ในเมืองจีนต่อ เนื่องจากคิดว่าเมื่อเรียนภาษาจีนแล้วกลับไปอยู่เมืองไทยคงจะไม่มีโอกาสได้ใช้ภาษาจีน ถ้าหากอยู่จีนต่อนอกจากจะได้ประสบการณ์ในการทำงานแล้วก็ยังจะได้มีโอกาสใช้ภาษาจีนด้วย

หลังจบการศึกษาจาก BLCU ก็ได้มีโอกาสทำงานในบริษัทโฆษณาในประเทศจีน ทำอยู่จนกระทั่งถึงช่วงที่เกิดโรคซาร์ระบาดในประเทศจีนจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อกลับไปหางานที่เมืองไทยก็ได้ทำงานกับ Banyan Tree ซึ่งมีชื่อเสียงในวงการสปา โดยทาง Banyan Tree เห็นว่าตัวมิเชลเคยอยู่ที่ประเทศจีนมาก่อนจึงส่งให้มาทำงานที่เซียงไฮ้ ตอนนั้นก็มีหน้าที่ดูแลพนักงานที่นั่น เนื่องจากมิเชลสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและจีน ทำงานอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ได้ประมาณปีกว่า แล้วจึงได้มาเปิดร้านโพธิสปาเองที่ปักกิ่งเมื่อปี 2547

คุณมิเชลฯ

BIC : เพราะเหตุใดจึงเลือกทำธุรกิจสปา และทำไมถึงเลือกเปิดร้านสปาในปักกิ่ง ?

มิเชลฯ : เพราะว่าได้มีโอกาสทำงานในธุรกิจสปาและเห็นว่ามีโอกาสทางธุรกิจ ก่อนที่จะเปิดโพธิสปายังไม่เคยเห็นมีสปาในรูปแบบไทยในปักกิ่งเลย มีแต่สปาในโรงแรมระดับห้าดาวที่ราคาแพงมาก หรือไม่ก็จะเป็นร้านนวดเท้าแบบจีนที่ราคาถูกลงมามาก ประมาณชั่วโมงละ 40-50 หยวน ซึ่งร้านเหล่านี้มักจะเป็นร้านที่มีสภาพแวดล้อมไม่ค่อยดีนัก ไม่มีร้านที่อยู่ในระดับปานกลางที่ราคาไม่แพงมากแต่มีบริการดีและบรรยากาศดี ที่คนทั่วไปสามารถมานวดได้ประมาณอาทิตย์ละครั้ง จึงเกิดไอเดียอยากจะเปิดร้านสปาที่มีการนวดแบบจีนกับแบบไทยผสมผสานกัน สำหรับสาเหตุที่เลือกเปิดในปักกิ่งเป็นเหตุผลทางครอบครัว เนื่องจากสามีมิเชลเป็นชาวจีนที่อยู่ในปักกิ่ง จึงได้มาเปิดร้านที่นี่

BIC : ลักษณะการประกอบการของโพธิสปาเป็นอย่างไร ?

มิเชลฯ : เราเปิดร้านเองโดยไม่ได้ร่วมทุนกับคนอื่น ลงทุนกันเองกับสามี การจดทะเบียนต่างๆ สามีเป็นคนดำเนินการให้ เพราะการเดินเรื่องต่างๆ โดยคนจีนจะสามารถทำได้ง่ายกว่า ซึ่งในตอนนั้นสามีก็เป็นคนดำเนินการให้หมดโดยที่ไม่ต้องผ่านบริษัทนายหน้า

BIC : จุดเด่นของโพธิสปาคืออะไร ?

มิเชลฯ : จุดขายของเราคือเรามีหมอนวดคนไทยที่อยู่กับเราตลอด การนวดไทยที่โพธิสปาจึงเป็นการนวดโดยหมอนวดคนไทยจริงๆ ส่วนหมอนวดชาวจีนนั้นจะทำหน้าที่ให้บริการนวดเท้าหรือการนวดตัวแบบจีนเท่านั้น ลูกค้าทั้งชาวจีนและประเทศอื่นๆ ที่เคยได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ประเทศไทยและเคยใช้บริการสปาของไทยมาก่อนส่วนใหญ่จะมีความประทับใจในบริการของไทยอยู่แล้ว และมีความเข้าใจดีว่าคนไทยให้บริการดี

ทางเข้าร้านโพธิสปา

BIC : ตั้งกลุ่มเป้าหมายลูกค้าไว้อย่างไร ?

มิเชลฯ : เน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นพนักงานออฟฟิศ คือคนที่มีรายได้ระดับปานกลาง ระดับราคาของเราก็อยู่ในระดับกลางๆ ไม่แพงมาก เพื่อที่ลูกค้าจะได้สามารถมาได้บ่อยๆ ประมาณอาทิตย์ละครั้ง หากลูกค้าต้องการใช้บริการสปาระดับหรูก็สามารถไปใช้บริการสปาในโรงแรมห้าดาวได้

BIC : คนจีนมีความเข้าใจในเรื่องสปามากน้อยแค่ไหน ?

มิเชลฯ : ในช่วงแรกที่เปิดร้านลูกค้าคนจีนมักจะใช้บริการนวดเท้า แต่ลูกค้าชาวต่างชาติจะนิยมนวดน้ำมัน ต่อมาคนจีนก็จะเริ่มใช้บริการนวดน้ำมันตามชาวต่างชาติ และเริ่มเข้าใจว่าการนวดน้ำมันเป็นอย่างไร หลังจากนี้ก็มีลูกค้าจีนชอบนวดน้ำมันกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะคนจีนมักจะทำอะไรตามอย่างต่างชาติ พอเห็นว่าชาวต่างชาติชอบทำสปาก็เริ่มทำตาม

BIC : สัดส่วนของลูกค้าชาวจีนและชาวต่างชาติเป็นอย่างไร ?

มิเชลฯ : ลูกค้าชาวจีนและชาวต่างชาติมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน เรียกได้ว่าเป็นสัดส่วน 50:50 โดยสัดส่วนของลูกค้าจะต่างกันไปตามฤดูกาล เช่น ช่วงตรุษจีนที่คนจีนหยุดงานยาวก็สัดส่วนลูกค้าชาติอื่นก็จะมากหน่อย ช่วงคริสมาสต์จำนวนชาวตะวันตกก็จะน้อยหน่อยแต่ก็มีจำนวนลูกค้าจีนที่มากขึ้นเข้ามาเสริม

BIC : สัดส่วนของลูกค้าประจำกับลูกค้าขาจรเป็นอย่างไร ?

มิเชลฯ : เป็นลูกค้าประจำประมาณ 75% ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่อาศัยอยู่ในปักกิ่ง และก็สมัครเป็นสมาชิกของเรา ลูกค้าขาจรที่เป็นนักท่องเที่ยวก็มีบ้าง เพราะเราทำการประชาสัมพันธ์ในหนังสือนำเที่ยว เช่น Lonely Planet ด้วย ซึ่งเราไม่ได้ไปขอลงโฆษณา แต่หนังสือเหล่านี้ก็จะเข้ามาหาเราเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ปักกิ่งจัดการแข่งขันโอลิมปิก จะมีสื่อมวลชนเข้ามาขอข้อมูลเพื่อนำไปประชาสัมพันธ์ต่อเยอะมาก ช่วงโอลิมปิกเมื่อปีที่แล้วมีลูกค้าเข้าร้านจำนวนมากถึงวันละประมาณ 500 คน นับเป็นช่วงที่ยุ่งที่สุด โดยปกติร้านจะมีลูกค้าแน่นเฉพาะในช่วงเย็นถึงกลางคืน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักจะมาหลังเลิกงาน แต่ช่วงโอลิมปิกต้องรับลูกค้าตั้งแต่เปิดร้านตอนเช้าจนถึงปิดร้านในเวลากลางคืน

BIC : มีคู่แข่งที่เปิดร้านสปาในลักษณะคล้ายกันบ้างหรือไม่ ?

มิเชลฯ : โพธิสปาถือเป็นร้านสปาระดับกลางที่เปิดบริการในปักกิ่งเป็นรุ่นแรกๆ และค่อนข้างประสบความสำเร็จ มีลูกค้าค่อนข้างเยอะ ในเวลาต่อมาจึงมีร้านที่เปิดเลียนแบบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่เปิดโดยคนจีน แต่จะตกแต่งร้านให้ดูเหมือนเป็นสไตล์ไทย ซึ่งบริการภายในร้านก็จะไม่ใช่แบบไทยจริงๆ บางร้านในตอนแรกอาจจะมีพนักงานหรือหมอนวดที่เป็นไทยอยู่บ้าง แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปคนไทยเหล่านี้ก็จะค่อยๆ หายไปจนกระทั่งไม่เหลือคนไทยอยู่เลย เพราะโดยพื้นฐานแล้วการจ้างคนไทยมาทำงานเงินเดือนจะสูงกว่าคนจีนและมีขั้นตอนการจัดจ้างค่อนข้างยุ่งยาก ร้านเหล่านี้จึงไม่ค่อยยินดีที่จะจ้างคนไทยมาทำงานในร้าน ขณะที่โพธิสปาเราจะเน้นหมอนวดไทยเป็นหลัก และหมอนวดแต่ละคนก็อยู่กับเราเป็นระยะเวลานาน มีหลายคนที่อยู่มาตั้งแต่ตอนเปิดร้านใหม่ๆ จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังทำงานกับเราอยู่

BIC : ปัจจุบันร้านโพธิสปามีกี่สาขา ?

มิเชลฯ : มีสองสาขา สาขาแรกตั้งอยู่ตรงข้ามประตูทิศเหนือของ Beijing Workers’ Stadium และอีกสาขาหนึ่งตั้งอยู่ที่ถนนเลี่ยงหม่าเฉียว (亮马桥) โดยสาขา Beijing Workers’ Stadium จะใหญ่กว่า แต่สาขาที่เลี่ยงหม่าเฉียวจะมีความสวยงามกว่า เพราะเพิ่งเปิดเมื่อปี 2550 ดังนั้นการตกแต่งจะใหม่กว่า

BIC : การเปิดร้านสปาในจีนมีข้อบังคับด้านการตกแต่งเป็นพิเศษหรือไม่ ?

มิเชลฯ : ไม่มีข้อบังคับในขั้นตอนการตกแต่งร้าน แต่เข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยมากกว่า เช่น มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานดับเพลิงมาตรวจสอบไม่ให้มีการจุดเทียนภายในร้านมากเกินไป เป็นต้น

ภายในร้าน

BIC : มองว่าตลาดสปาในจีนและไทยแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ?

มิเชลฯ : ตลาดไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่จะต่างกันในเรื่องของการบริหารงานมากกว่า โดยพื้นฐานคนจีนจะค่อนข้างมีความคิดเป็นตัวของตัวเองสูง ทำให้ควบคุมค่อนข้างยาก เวลาที่สั่งงานลูกจ้างชาวจีนก็มักจะมีข้อโต้แย้ง ในด้านการทำงานก็เช่นเดียวกัน คนไทยจะสามารถทำงานบริการได้ดีกว่า มีความสุภาพและนุ่มนวลกว่าคนจีน จึงต้องเหนื่อยกับการฝึกลูกจ้างชาวจีนค่อนข้างมาก

BIC : ของที่ใช้ในร้าน เช่น น้ำมันนวดต่างๆ นำเข้ามาจากไทยใช่หรือไม่ ขั้นตอนการนำเข้าเป็นอย่างไร ?

มิเชลฯ : มีบางอย่างที่ใช้ของจากไทยและบางอย่างก็ใช้ของที่หาได้ในจีน น้ำมันนวดของเราจะใช้ของจีน แต่พวกสครับ ครีมนวดหน้า ประคบ น้ำมันหอมระเหย จะเป็นสิ่งที่นำเข้ามาจากไทย ขั้นตอนการนำเข้ามาในเมืองจีนค่อนข้างยุ่งยาก เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นการนำเข้ามาในปริมาณไม่มากก็อาจจะเอาเข้ามาด้วยการหิ้วเข้ามาเอง แต่ถ้านำเข้าในปริมาณมากก็จะยกให้บริษัท Shipping เป็นคนดำเนินการให้ โดยของจะนำเข้ามาทางท่าเรือเทียนจิน ซึ่งในขั้นตอนต่างๆ Shipping ก็จะเป็นผู้ดำเนินการให้ อันที่จริงแล้วเราจะใช้วัตถุดิบของจีนทั้งหมดเลยก็ได้ แต่ว่าการใช้ของจากไทยจะช่วยเน้นความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยของเราที่ไม่เหมือนกับร้านอื่น

BIC : วางแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีกหรือไม่ ?

มิเชลฯ : ตอนนี้ยังไม่มีแผนจะเปิดสาขาเพิ่ม แต่ ณ ตอนแรกเนื่องจากเราเป็นเจ้าของพื้นที่ตึกนี้ทั้งตึก ความตั้งใจในตอนแรกมีความคิดอยากจะเปิดให้เป็นศูนย์บริการที่ที่ลูกค้าสามารถมาอยู่ได้ทั้งวัน ชั้น 1 เป็นร้านอาหารชื่อร้าน The Olive ซึ่งเป็นร้านที่มิเชลฯ เปิดเองเช่นกัน ส่วนชั้นบนแบ่งเช่าให้คนอื่นเปิดสอนโยคะ และเปิดร้านบริการทำผิวสีแทน

ปัจจุบันลูกค้าของร้านอาหารชั้นล่างส่วนใหญ่จะเป็นชาวตะวันตก ในอนาคตจึงมีความคิดที่อยากจะปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านอาหารแนวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia) ที่น่าจะดึงดูดลูกค้าชาวจีนได้มากขึ้น

ร้านอาหาร The Olive บริเวณชั้น 1 ของตึก

ชั้นบนของตึกเปิดสอนโยคะและมีบริการทำผิวสีแทน

BIC : ศักยภาพธุรกิจสปาในจีนเป็นอย่างไร โดยเฉพาะสปาแบบไทย ?

มิเชลฯ: ส่วนตัวคิดว่าร้านอาหารไทยและสปาไทยได้รับความนิยมมาก คนจีนที่เคยไปเที่ยวประเทศไทยส่วนใหญ่ก็มีความประทับใจในอาหารและสปาไทยค่อนข้างมาก แนวโน้มในระยะยาวธุรกิจสปาในจีนน่าจะไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าช่วงดีเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดีนัก แต่การทำสปาเป็นอะไรที่ดีต่อตัวเอง เพราะฉะนั้นคิดว่าต่อไปคนจะนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันคนจีนเองก็ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมาก

BIC : ทางการจีนมีข้อจำกัดอะไรในการเปิดธุรกิจสปาหรือไม่ เช่น ควบคุมจำนวนร้านสปาไม่ให้มีมากเกินไป ?

มิเชลฯ : ปัจจุบันยังไม่มีข้อจำกัดอะไร แต่ส่วนตัวคิดว่าหากเปิดมากเกินไปก็ไม่ดีนัก ที่ประเทศไทยตอนนี้มีร้านสปาเปิดใหม่จำนวนมาก และยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ทำให้ดูเกลื่อนเกินไป สำหรับที่ประเทศจีนสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือเรื่องการรักษาสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานราชการจีน เช่น ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็ควรจะมอบขนมไหว้พระจันทร์ให้กับหน่วยงานจีนที่เราติดต่อด้วย เป็นต้น

BIC : อุปสรรคในการประกอบธุรกิจสปามีอะไรบ้าง ?

มิเชลฯ : อุปสรรคที่เจอคือการจ้างคนไทยมาทำงานค่อนข้างยุ่งยาก นอกจากนี้ การชักชวนให้คนไทยมาทำงานที่นี่ก็เป็นเรื่องลำบาก มีปัญหาในเรื่องของความน่าเชื่อถือ บางคนไม่กล้ามาทำงานที่นี่เพราะกลัวถูกหลอก ลูกจ้างของเราจึงมักจะมาจากการบอกต่อกันมา อย่างไรก็ตามเมื่อจ้างมาแล้วเราก็ดูแลลูกจ้างคนไทยเป็นอย่างดี โดยเราจะออกค่าตั๋วเครื่องบินให้ มีที่พักให้ มีเงินเดือนประจำให้ แล้วคนไทยยังจะได้ commission จากการนวดแต่ละครั้งด้วย แต่ลูกจ้างชาวจีนเราจะไม่มีเงินเดือนให้ คนจีนจะมีรายได้จาก commission เท่านั้น มีที่พักและมีอาหารให้ ซึ่งเป็นเหมือนธรรมเนียมของการจ้างงานในจีนที่นายจ้างต้องจัดหาที่พักให้ ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ถ้าไม่มีที่พักให้ก็จะไม่ค่อยมีใครอยากมาทำงานกับเรา เรียกได้ว่าเป็นแรงจูงใจดึงคนเก่งมาอยู่กับเราได้ง่ายกว่า

BIC : มีข้อแนะนำอะไรให้กับนักธุรกิจไทยที่อยากเข้ามาลงทุนในประเทศจีน ?

มิเชลฯ : คิดว่าสิ่งจำเป็นในการเข้ามาลงทุนในจีนคือต้องหาผู้ร่วมประกอบธุรกิจหรือ partner ที่เชื่อใจได้ ต้องเป็นคนจีนที่จะช่วยดูแลธุรกิจทางนี้ให้ได้ เพราะคนจีนยังคงมีทัศนคติชอบติดต่อกับคนจีนด้วยกันเองมากกว่า การมี partner ที่ดีจะช่วยให้การทำธุรกิจที่นี่ง่ายขึ้นมาก แต่ย้ำว่าจะต้องเป็นคนที่เชื่อใจได้จริงๆ นอกจากนี้ จะดีกว่ามากถ้ามีความรู้จักและคุ้นเคยพื้นที่ที่จะทำการลงทุนอยู่ก่อนแล้ว

BIC : คิดว่ามีธุรกิจอะไรที่น่าสนใจในจีนและคนไทยสามารถเข้ามาลงทุนได้ ?

มิเชลฯ : คิดว่าคนไทยมีไอเดียในการสร้างสรรค์เก่งมาก สังเกตได้ว่างานฝีมือต่างๆ คนไทยสามารถทำได้ดีมาก มีความละเอียดสวยงาม ซึ่งคนจีนอาจทำไม่ได้ดีเท่า จึงคิดว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานฝีมือที่ต้องการความละเอียดสวยงามเหล่านี้คนไทยน่าจะทำได้ดี

2 กันยายน 2552
แหล่งข้อมูล: บทสัมภาษณ์ มิเชล เหมสิน ผู้ประกอบการ “โพธิสปา” ปักกิ่ง(02/09/2009)
โดย: มลฤดี เอื้อเกิดอารีย์

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ