“Patara” ร้านอาหารไทยน้องใหม่ไฟแรงในปักกิ่ง
“Patara” ร้านอาหารไทยน้องใหม่ไฟแรงในปักกิ่ง


บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) (S&P Syndicate Public Company Limited) เป็นบริษัทสายเลือดไทยที่เป็นผู้นำทางด้านธุรกิจร้านอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศเป็นเวลายาวนานกว่า 35 ปี จากกระแสความนิยมอาหารไทยในต่างประเทศที่มีมากขึ้น S&P ได้ขยายกิจการในต่างแดนอย่างต่อเนื่อง วันนี้ ธุรกิจของ S&P ได้ก้าวมาถึงจีนแผ่นดินใหญ่แล้วเป็นครั้งแรก ด้วยการเปิดร้านอาหารไทยภายใต้แบรนด์ “ภัทรา” (Patara Fine Thai Cuisine) สาขาแรกในกรุงปักกิ่ง* เมืองหลวงของประเทศจีน โดยการเปิดตัวของร้านอาหารภัทรานี้ นับเป็นก้าวแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากเป็นการบุกเบิกกิจการของบริษัทฯ สู่ตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคู่แข่งมือฉมังจากทั่วทุกสารทิศ วันนี้บีไอซีได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 ผู้บริหารระดับสูงของ S&P ที่ได้เดินทางมาดูแลกิจการร้านภัทราสาขาปักกิ่งในช่วงเริ่มต้นกิจการด้วยตัวเอง ประสบการณ์การทำธุรกิจในจีนครั้งแรกของ S&P เป็นอย่างไร หาคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์ร้านอาหารภัทรา โดย จนท. ศูนย์บีไอซี ปักกิ่ง

BIC : ขอทราบประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ของร้านภัทรา ปักกิ่ง

เกษสุดาฯ : ความเป็นมาคือ S&P ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในด้านธุรกิจอาหารมามากกว่า 35 ปี มองเห็นความเจริญเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร เรามองว่าในโลกมีตลาดจำนวนมากมาย ไม่ใช่เฉพาะเพียงประเทศไทยที่เดียว เราจึงได้ก้าวออกไปลงทุนในต่างประเทศ และมีประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศมายาวนาน ทำให้ได้เรียนรู้การทำธุรกิจในต่างประเทศมาตลอด ปัจจุบัน S&P มีธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศ 5 แบรนด์ ได้แก่ ภัทรา (Patara), ไทย (Thai), Patio, สยามคิทเช่น (Siam kitchen) และบางกอกแจม (Bangkok jam)

สำหรับร้านภัทราก็เป็นแบรนด์หนึ่งของ S&P ที่ไปเปิดสาขาในต่างประเทศหลายแห่ง เป็นร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่เจาะกลุ่มลูกค้าตลาดบน และจะตั้งตามเมืองใหญ่ต่างๆ ที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ สาขาในยุโรปเราเปิดที่อังกฤษ และสวิสเซอร์แลนด์ ในภูมิภาคเอเชียก็จะมีที่สิงคโปร์ ส่วนไต้หวันและฟิลิปปินส์ก็มีเปิดเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นอีกแบรนด์หนึ่งคือ Patio

หลังจากที่มีประสบการณ์การทำธุรกิจในต่างประเทศมาแล้วพอสมควร เราจึงเริ่มสนใจตลาดจีน เพราะคิดว่าประเทศจีนเป็นตลาดที่ใหญ่มาก หากเข้ามาทำธุรกิจได้น่าจะมีโอกาสเติบโตอีกมาก และเชื่อว่าจะได้เรียนรู้จากตลาดจีนหลายอย่าง นอกจากนี้ ประเทศจีนก็เป็นเหมือนเมืองพี่เมืองน้องของไทย จึงอยากเข้ามาทำธุรกิจที่นี่ สุดท้ายก็ได้ลงมือทำจนเปิดร้านภัทราแห่งแรกในปักกิ่งได้สำเร็จบนชั้น 6 ของศูนย์การค้า Jinbao Place (金宝汇) สดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2552 ที่ผ่านมา

คุณประเวศวุฒิ ไรวา President (ซ้าย) คุณเกษสุดา ไรวา Executive Vice President (กลาง) และคุณนันทวรรณ กาญจนวงศามาศ Operation Manager (ขวา)

BIC : S&P มีร้านอาหารอยู่หลายแบรนด์ เพราะเหตุใดจึงเลือกเปิดร้านภัทราเป็นร้านแรกในปักกิ่ง ?

ประเวศวุฒิฯ : ในการเปิดร้านอาหารในต่างประเทศ เราอยากที่จะนำเสนอความเป็นไทยให้มากที่สุด ผมว่าภัทราเป็นอะไรที่เป็นตัวแทนที่ดี ร้านภัทราประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจในต่างประเทศมาแล้วหลายประเทศ มีจุดเด่นชัดเจนและค่อนข้างคุมร้านได้ง่ายหากเทียบกับร้านอาหารแบบ S&P เพราะ S&P มีบริการหลายอย่าง ทำให้ควบคุมลำบาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่อยากทำธุรกิจร้านอื่นๆ ในจีนอีกเลย คงต้องดูสถานการณ์ไปสักพักก่อน หากเรามีฐานที่ดีพอแล้วในจีน ก็อาจจะพิจารณาลงทุนในแบรนด์อื่นเพิ่มเติมต่อไป

BIC : ก่อนเข้ามาทำธุรกิจสำรวจตลาดอย่างไร ?

เกษสุดาฯ : เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว เพื่อนชาวฮ่องกง Mr. Alan Chan ซึ่งเป็นดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงมากทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เป็นคนชักชวนให้เข้ามาสำรวจตลาดจีน โดยให้คำแนะนำว่าจีนเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก แต่ธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนจะต้องมีความแข็งแรงพอสมควรถึงจะสามารถประกอบธุรกิจในจีนได้ ครั้งนั้นเป็นทริปแรกในจีน ซึ่งในเวลาต่อมาทางคุณประเวศวุฒิฯ ก็ไม่เคยล้มเลิกความคิดที่จะรุกเข้ามาในตลาดจีนอีกเลย

BIC : เลือกทำเลที่ตั้งร้านอย่างไร ?

พอดีเรามีพาร์ทเนอร์ในไต้หวันที่เดินทางไปมาในจีนค่อนข้างบ่อย ได้แนะนำตึก Jinbao Place (金宝汇) นี้ให้เป็นที่ตั้งของร้านในปักกิ่ง อันที่จริงหลายคนเห็นว่าตึกนี้อาจจะไม่เหมาะ เพราะเป็นศูนย์การค้าที่ดูค่อนข้างจะเงียบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน แต่จากการที่เราได้มาสำรวจดูแล้วเราก็เห็นว่าเหมาะสม เนื่องจากลักษณะของร้านภัทราจะต้องมีคาแรคเตอร์ที่เด่นชัด หากไปตั้งตามห้างสรรพสินค้าที่มีคนเดินเยอะๆ ก็ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก ประกอบกับห้างสรรพสินค้าในปักกิ่งที่มีคนเดินจำนวนมากมีราคาค่าเช่าค่อนข้างสูง เราเลยยอมเลือกตึกที่อาจจะดูเงียบแต่กลยุทธ์ของเราคือจะพยายามทำให้ร้านอาหารภัทราเป็นร้าน Destination Restaurant คือเป็นร้านที่คนตั้งใจมาทานอาหารจริงๆ ซึ่งดูแล้วคงต้องออกแรงมากหน่อย ในช่วงเปิดร้านไม่กี่วันแรกนี้เราก็ได้เชิญแขกจากหน่วยงานและนักธุรกิจต่างๆ ทั้งไทยและจีนมารับประทานอาหารที่ร้านของเราอย่างต่อเนื่อง

ทางเข้าร้านภัทรา

BIC : ความยากของการเปิดธุรกิจในจีนอยู่ตรงไหน ?

เกษสุดาฯ : แต่ละประเทศมีความยาก-ง่ายต่างกันไป แต่ถ้าเราปฏิบัติตามกฏของแต่ละประเทศ สิ่งเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ สำหรับประเทศจีน เราต้องเรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ ทั้งนี้เราก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากหน่วยงานราชการไทยในปักกิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางสถานเอกอัครราชทูต ทางสำนักงานพาณิชย์ และผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในปักกิ่งด้วย นอกนั้นก็จะเป็นการอ่านและปรึกษาทนายของเราในประเทศไทย

BIC : สัดส่วนการถือหุ้นของร้านเป็นอย่างไร ?

เกษสุดาฯ : ฝ่ายไทยเราเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 90 ที่เหลือถือหุ้นโดยพาร์ทเนอร์จากไต้หวัน ที่ช่วยดูแลในหลายเรื่อง รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินการในขั้นตอนการจดทะเบียนต่างๆ ให้กับเราด้วย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลานานพอสมควร ประมาณ 2-3 เดือน

BIC : กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในปักกิ่งอย่างไร ?

เกษสุดาฯ : เราไม่ถึงกับเน้นตลาดบนมาก เราพยายามที่จะแนะนำความเป็นไทยให้กับคนไทยรวมทั้งคนชาติอื่นๆ ที่อยู่ที่นี่ ให้มีทางเลือกร้านอาหารไทยอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจจะมีอะไรแตกต่างไปจากร้านอื่น สรุปง่ายๆ อาจจะเรียกได้ว่าจับตลาดระดับ B ขึ้นไป เราอาจจะมี Set Launch ที่มีราคาต่ำลงมาหน่อย ขณะเดียวกันก็มีอาหารประเภทที่ราคาสูงขึ้นมา นอกจากนี้เรายังมี Afternoon Tea ที่อาจจะเป็นอาหารจานเดียว เสิร์ฟพร้อมกับชา สามารถรับประทานได้ในแบบง่ายๆ เป็นความพยายามที่จะทำให้ทุกคนได้มามีประสบการณ์ทานอาหารไทยในบรรยากาศแบบไทยและมีราคาอยู่ระดับเหมาะสม

บรรยากาศแบบไทยๆ ภายในร้านภัทรา ปักกิ่ง ที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ไทย

BIC : เหตุผลที่เลือกเปิดในปักกิ่งเป็นแห่งแรก ?

ประเวศวุฒิฯ : จริงๆ แล้วเมื่อปีที่แล้วเราไปสำรวจตลาดที่เซี่ยงไฮ้ด้วยที่หนึ่ง ในความเห็นส่วนตัวผมเห็นว่าเซี่ยงไฮ้เป็นตลาดที่ไม่รู้ว่าจะเติบโตไปได้ถึงเมื่อไร แล้วเราก็ได้ศึกษาดูแล้วว่าต้นทุนการลงทุนในเซี่ยงไฮ้สูงมาก คิดว่าถ้าลงทุนคงจะไม่คุ้มแน่ๆ ต้องใช้เงินลงทุนเยอะมากๆ ถึงจะสามารถทำได้ อีกอย่างเราไม่มีประสบการณ์ในเมืองจีน มีแค่ในไต้หวันซึ่งก็ไม่เหมือนกัน เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วเลยคิดว่าปักกิ่งน่าจะเหมาะสมกว่า ปักกิ่งในปัจจุบันเทียบกับปักกิ่งเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วตอนที่เรามาสำรวจตลาดครั้งแรกพัฒนาขึ้นจากเดิมเยอะมาก ผมจึงมองว่าแนวโน้มการทำธุรกิจต้องดีแน่ๆ อย่างน้อยปักกิ่งเป็นเหมืองหลวงของประเทศ ยังไงคนก็ต้องเข้ามาอย่างแน่นอน

เมนูแนะนำ

BIC : ที่ผ่านมาพบกับอุปสรรคอะไรบ้าง ?

เกษสุดาฯ : หลักๆ มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องของการเอาคนไทยเข้ามาทำงานที่นี่ การขอ work permit มีกฎระเบียบค่อนข้างจุกจิก อันที่จริงไม่เรียกว่าเป็นอุปสรรค แต่เป็นเรื่องของวิธีการที่แต่ละประเทศต่างกัน เช่น ค่าใช้จ่ายที่ประเทศจีนอาจจะสูงกว่าที่อื่น ต้องรับรองเอกสาร ต้องแปลเอกสารกลับไปกลับมา ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดว่าเป็นอุปสรรคอะไร เพราะเป็นเรื่องที่ต้องทำตามระเบียบอยู่แล้ว เรื่องที่สองเป็นเรื่องการดูแลพนักงานที่เราต้องดูแลเค้าให้ดี เป็นเรื่องหนักใจที่จะต้องฝึกพนักงานท้องถิ่นของร้านให้มีความเข้าใจในเรื่องอาหารไทย ประเพณีไทย และการให้บริการแบบไทยให้ได้

นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องเล็กน้อยอื่นๆ เช่น หากโอนเงินเข้ามาในจีนจะต้องให้เงินอยู่ในธนาคารเป็นเวลา 2-3 อาทิตย์จึงจะสามารถนำเงินออกมาใช้ได้ การยังไม่เข้าใจในกฎระเบียบเรื่องการนำเข้าสินค้าทำให้สินค้าที่นำเข้าต้องโดนกัก ปัญหาอัตราซื้อและอัตราขายของเงินสกุลหยวนที่ต่างกันค่อนข้างเยอะ เป็นต้น

BIC : คู่แข่งคือใคร ?

เกษสุดาฯ : เราคงไม่ไปแข่งขันกับใคร เพราะเราเป็นน้องใหม่ในตลาดจีน เราเพราะฉะนั้นเราต้องมาเรียนรู้กับพี่ๆ น้องๆ จากทุกที่ทั่วโลกไม่ว่าคนไทย จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และอีกมากมาย ที่มาเปิดร้านที่นี่

ประเวศน์วุฒิฯ : เรื่องการแข่งขันนี่คงไม่ต้องพูดถึง เพราะที่นี่ตลาดใหญ่มาก ใครก็อยากเข้ามา พูดถึงธุรกิจเดียวกัน ถ้ามีคู่แข่งที่มาเปิดร้านในลักษณะเดียวกัน ต่อให้เหมือนกันขนาดไหน เชื่อว่าธุรกิจของร้านภัทราก็จะยังคงไปได้เรื่อยๆ

อีกหลายมุมเก๋ภายในร้าน

BIC : วางแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีกหรือไม่ ?

เกษสุดาฯ : คงต้องรอให้ร้านแรกอยู่ตัวก่อนจึงจะพิจารณาเปิดเพิ่ม คิดว่าต้องทำฐานให้แน่นก่อน คือต้องมีทีมงานที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญกว่าการขายดีเสียอีก จากนั้นค่อยเปิดสาขาเพิ่มหรือเปิดกิจการในเมืองอื่นๆ ต่อไป

BIC : มีข้อแนะนำอะไรให้กับนักธุรกิจไทยที่อยากเข้ามาลงทุนในประเทศจีน ?

เกษสุดาฯ : จากประสบการณ์ของเรา ก็อยากจะแนะนำว่าการเข้ามาลงทุนในจีนต้องละเอียดรอบคอบ ต้องมีคอนเนคชั่นที่ดี เพราะเราไม่รู้เลยว่าต่อไปข้างหน้าเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่สำหรับ S&P เราก็คงต้องยืนหยัดต่อไป การทำธุรกิจที่นี่ ถ้าอยากจะให้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่เราต้องการต้องมีการลงทุนในเรื่องของบุคลากรให้ดีและให้นานกว่าที่ S&P ทำมา ถึงแม้ว่าเราจะมีทีมทำงานจากไทยมากเท่าไร แต่คนที่จะทำงานให้เราสุดท้ายก็ต้องเป็นคนท้องถิ่น ต้องมีเรียนรู้วัฒนธรรมของที่นี่ให้ดี S&P เราเข้ามาแบบเร็วๆ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเราพลาดอะไร ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ

ประเวศวุฒิฯ : อีกอย่างคือเรื่องภาษา ถ้าจะเข้ามาทำธุรกิจในเมืองจีน การรู้ภาษาจีนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การสื่อสารกับผู้ประกอบธุรกิจชาวจีนเป็นเรื่องลำบากมากหากไม่รู้ภาษาจีน แม้แต่ในระดับผู้บริหาร ก่อให้เกิดช่องว่างในการสื่อสาร ตามประสบการณ์ที่เราเข้ามาในประเทศจีน เจอกับผู้บริหารชาวจีนที่นี่ ส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษเลย เพราะฉะนั้นภาษาจีนจึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีล่ามที่มีประสิทธิภาพตามติดตลอดเวลา

เกษสุดาฯ : แต่เราโชคดีที่ทีมพนักงานชาวไทยของเรา เช่น แม่ครัว เคยทำงานในไต้หวันมาก่อนระยะหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงพอสื่อสารภาษาจีนได้บ้าง

สุดท้ายนี้ บีไอซี ขอให้ที่อยู่และวิธีติดต่อร้านอาหารภัทรา ณ กรุงปักกิ่ง เผื่อท่านที่สนใจจะไปลองลิ้มรสอาหารไทย รสชาติไทยแท้ๆ ไม่เสียชื่อหนึ่งในร้านอาหารสุดหรูยอดนิยมของกรุงเทพฯ เลยทีเดียว

* ที่อยู่และวิธีติดต่อร้านอาหารภัทรา ปักกิ่ง

Patara Fine Thai Cuisine

6th Floor, Jinbao Place, 88 Jjinbao Street, Dongcheng District, Beijing

Tel: 86 10 852 21678

Fax: 86 10 852 21369

13 ตุลาคม 2552
แหล่งข้อมูล: บทสัมภาษณ์ ประเวศวุฒิ ไรวา President เกษสุดา ไรวา Executive Vice President S&P Syndicate Public Company Limited(13/10/2009)
โดย: มลฤดี เอื้อเกิดอารีย์

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ