อนาคตของผลไม้ไทยในตลาดค้าส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในปักกิ่ง : ตลาดซินฟาตี้

1. แนะนำตลาด

ตลาดซินฟาตี้ (北京新发地农产品批发市场) เป็นตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง ตั้งอยู่ในเขตเฟิงไถซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง ห่างจากวงแหวนที่ 4 ไปทางทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร หากจะกล่าวว่าตลาดแห่งนี้เป็น “กองเสบียง” ของปักกิ่ง ก็ไม่ถือว่าเป็นคำกล่าวที่เกินเลยแต่อย่างใด เพราะหากคุณซื้อสินค้าเกษตรกรรมชนิดใดก็ตามในปักกิ่ง ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ เชื่อได้เลยว่ามากกว่าครึ่งของสินค้าที่คุณซื้อมาจากตลาดซินฟาตี้

ประตูทางเข้าตลาดที่ใหญ่โตโอ่อ่า

ตลาดซินฟาตี้ตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 เริ่มแรกมีเนื้อที่เพียง 15 ไร่จีน (1 ไร่จีน เท่ากับ 666 ตารางเมตร) มีพนักงาน 15 คน เงินทุนจัดตั้ง 150,000 หยวน ปัจจุบันตลาดซินฟาตี้มีเนื้อที่ 1,370 ไร่จีน มีพนักงานกว่า 1,100 คน (ในจำนวนนี้เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ 400 คน) มูลค่าเงินทุนและทรัพย์สินรวมประมาณ 480 ล้านหยวน มีแผงวางขายสินค้าประมาณ 3,800 แผง สินค้าที่จำหน่ายได้แก่ ผัก ผลไม้ เมล็ดพันธุ์พืช น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ผลิตผลจากน้ำ เครื่องปรุงอาหาร ไข่ ใบชา และสินค้าเกษตรกรรมอื่นๆ โดยมีผักและผลไม้เป็นสินค้าหลักของตลาด ซึ่งประมาณร้อยละ 70 ของผักผลไม้ที่จำหน่ายในกรุงปักกิ่งเป็นสินค้าที่มาจากตลาดซินฟาตี้ ในแต่ละวันมีรถบรรทุกสินค้าและรถส่วนบุคคลทั่วไปเข้าออกตลาดประมาณ 12,800 คัน มีลูกค้าเข้าออกประมาณ 40,000 คน ปริมาณผักเข้าออกต่อวันประมาณ 10 ตัน และผลไม้ประมาณ 13 ตัน ในปี 2549 ตลาดซินฟาตี้รับ-ส่งสินค้ารวม 6,050 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าซื้อ-ขาย 15,100 ล้านหยวน และในแต่ละปีตลาดซินฟาตี้จ่ายภาษีให้แก่รัฐประมาณ 12 ล้านหยวน

บรรยากาศการซื้อขายผักและผลไม้ในตลาดซินฟาตี้ที่คึกคักทุกวัน

ในเดือนกันยายน 2546 ตลาดซินฟาตี้ได้ปรับเปลี่ยนการบริหารงานให้เป็นไปในรูปแบบบริษัท โดยจัดตั้งบริษัทชื่อว่า บริษัทตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรกรรมซินฟาตี้ จำกัด(北京新发地农产品有限公司)ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 100 ล้านหยวน

2. ระบบการบริหารจัดการของตลาด

ตลาดซินฟาตี้มีระบบควบคุมการซื้อขายในตลาด โดยผู้ขายที่เข้ามาจำหน่ายสินค้าในตลาดจะต้องลงทะเบียนข้อมูลไว้กับตลาด มีการสุ่มตรวจรถเข้าออก มีระบบกล้องวงจรปิดทั่วตลาด 272 จุด เพื่อตรวจตราสภาพการจราจร ความปลอดภัย และการซื้อขายในตลาด ตลาดซินฟาตี้เข้มงวดในเรื่องคุณภาพสินค้าอย่างมาก เนื่องจากสินค้าที่ออกจากตลาดจะกระจายไปทั่วกรุงปักกิ่ง ดังนั้นหากสินค้าไม่มีคุณภาพก็จะทำให้ตลาดหมดความน่าเชื่อถือ โดยมีการสุ่มตัวอย่างสินค้าในตลาดส่งตรวจคุณภาพที่ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ของตลาด ซินฟาตี้ทุกวัน

นอกจากนี้ ตลาดซินฟาตี้ยังเป็นศูนย์กลางในการประกาศราคาสินค้าเกษตรกรรม โดยมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลราคาสินค้าที่ซื้อขายในตลาดซินฟาตี้ จากนั้นจะส่งข้อมูลราคาที่สำรวจได้ไปยังตลาดทั่วกรุงปักกิ่ง หน่วยงานที่สำคัญต่างๆ ก็ล้วนแต่อ้างอิงราคาสินค้าเกษตรกรรมจากตลาดซินฟาตี้ เช่น กระทรวงเกษตรจีน กระทรวงพาณิชย์จีน กรมสถิติแห่งชาติจีน สถานีโทรทัศน์ต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถเช็คราคาสินค้าเกษตรกรรมที่อัพเดทข้อมูลใหม่ทุกวันได้จากเว็บไซต์ของตลาดซินฟาตี้ (www.xinfadi.com.cn)

3. ผลไม้ไทยในตลาดซินฟาตี้

ตลาดซินฟาตี้ไม่ได้จำหน่ายเพียงผลไม้ที่ผลิตในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผลไม้จากประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ชิลี ประเทศในแอฟริกา อียิปต์ อาร์เจนตินา ไทย และเวียดนาม เป็นต้น ในกรุงปักกิ่งผลไม้จากไทยได้รับความนิยมไม่น้อย เนื่องจากมีความโดดเด่นในเรื่องของรูปร่างลักษณะและรสชาติ โดยนายสมพงษ์ นิ่มเชื้อ อัครราชทูตที่ปรึกษา หัวหน้าสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ณ กรุงปักกิ่ง อธิบายว่า สิ่งที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคชาวจีนได้ ได้แก่

3.1 สีสัน ผลไม้ไทยหลายชนิดมีสีสันที่สดใสสวยงามแตกต่างแปลกตาไปจากผลไม้ในประเทศจีน เช่น ชมพู่ มะม่วง เป็นต้น

3.2 ความแปลกของรูปร่าง ผลไม้มีรูปร่างลักษณะที่แปลก เช่น ทุเรียน ชมพู่ มังคุด เป็นต้น

3.3 ความแปลกของรสชาติ ผลไม้ไทยมีความแตกต่างจากผลไม้จีนในเรื่องรสชาติ เช่น มะขาม ซึ่งผู้บริโภคชาวจีนมักจะคิดว่าเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แต่เมื่อได้ลองชิมมะขามหวานจากไทยจึงพบว่ามะขามไม่ได้มีรสเปรี้ยวเสมอไป หรือส้มโชกุนที่มีเปลือกสีเขียวแต่รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน

3.4 ความหมายของชื่อ ผู้บริโภคชาวจีนจะนิยมผลไม้ทีมีชื่อเป็นมงคล เช่น “ลำไย” มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า “หลงแหย่น(龙眼)” ซึ่งมีความหมายว่า “ดวงตาของมังกร” หรือ “แก้วมังกร” มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า “หั่วหลงกว่อ(火龙果)” ซึ่งมีความหมายว่า “ลูกไฟมังกร” หรือกล้วยไข่ไทยซึ่งชาวจีนเรียกกันว่า “กล้วยจักรพรรดิ” (皇帝蕉)

ปัจจุบัน ผลไม้ไทยนับว่าได้รับความนิยมค่อนข้างสูงในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนเมื่อเทียบกับผลไม้จากประเทศในแถบเดียวกันเช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย อีกทั้งไทยยังสามารถส่งออกผลไม้มายังจีนได้มากชนิดกว่า โดยปัจจุบันจีนอนุญาตให้ไทยส่งออกผลไม้มาจีนมากที่สุดทั้งหมด 23 ชนิด (ประกอบด้วย ทุเรียน ลำไย มังคุด กล้วย ลิ้นจี่ มะพร้าว มะละกอ มะเฟือง มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ เงาะ สับปะรด ละมุด เสาวรส น้อยหน่า มะขาม ขนุน สละ ลองกอง ส้มโอ ส้ม และส้มเขียวหวาน) ขณะที่ประเทศอื่นส่งออกผลไม้มายังจีนได้น้อยชนิดกว่า นอกจากนี้ ผลไม้ไทยยังมีความได้เปรียบในเรื่องของรสชาติ จากการสอบถามผู้จำหน่ายผลไม้ในตลาดซินฟาตี้พบว่า หากเปรียบเทียบรสชาติผลไม้ชนิดเดียวกัน ผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ให้การยอมรับว่าผลไม้ไทยมีรสชาติดีกว่าผลไม้จากประเทศอื่น

4. ภาษี

แม้ว่ารัฐบาลไทยและจีนได้ลงนามร่วมกันในความตกลงเร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ระหว่างไทยและจีน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 โดยให้เร่งลดภาษีสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันก่อนประเทศอาเซียนอื่นๆ ตามข้อตกลงดังกล่าว จีนและไทยได้เริ่มลดภาษีนำเข้าสินค้าผักและผลไม้ระหว่างกันให้เหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นมา แต่ผลไม้ไทยก็ยังต้องเผชิญกับการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 13 และกฎระเบียบอื่น ๆ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกระเบียบการให้สิทธิพิเศษทางการค้าชายแดนของจีน โดยใช้กับทุกประเทศที่มีพรมแดนติดกับจีน รวมทั้งเวียดนาม พม่า และลาว ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2539 และมีการแก้ไขปรับปรุงในปี 2542 สาระสำคัญคือ

4.1 บุคคลที่อยู่บริเวณเขตชายแดน (ไม่เกิน 20 กิโลเมตรจากชายแดน) สามารถนำสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเข้าได้เป็นมูลค่าไม่เกิน 3,000 หยวน/วัน โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีอากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับมูลค่าที่เกิน 3,000 หยวน จะเก็บภาษีตามปกติ

4.2 ธุรกิจหรือวิสาหกิจที่ตั้งอยู่ในเขตชายแดน และได้รับอนุญาตให้ทำการค้าชายแดน สามารถนำเข้าสินค้าในปริมาณเล็กน้อย (small amount) โดยเสียภาษีมูลค่าเพิ่มครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ ยกเว้นสินค้าประเภทยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องสำอาง และสินค้าอื่นๆ ที่รัฐบาลกำหนดให้ต้องเสียภาษีในอัตราปกติ

จากระเบียบข้างต้น ทำให้ไทยซึ่งไม่มีชายแดนติดกับจีนไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าชายแดนของจีนในด้านการส่งออกผลไม้มายังจีน ไทยจึงเสียเปรียบประเทศที่มีชายแดนติดกับจีน โดยเฉพาะลำไยที่เวียดนามมีศักยภาพในการผลิตค่อนข้างสูง

5. การขนส่งผลไม้ไทยมาปักกิ่ง

ในกรุงปักกิ่งผลไม้ไทยยังมีข้อเสียเปรียบในด้านราคา เนื่องจากผลไม้จากประเทศไทยที่เข้ามาในตลาด ซินฟาตี้ส่วนใหญ่นำเข้ามาทางเรือโดยเข้าท่าเรือที่ฮ่องกง และบรรทุกรถเข้าเมืองกวางโจว (ผ่านพ่อค้าคนกลางที่ตลาดเจียงหนาน กวางโจว) หลังจากนั้นจึงบรรทุกรถมาถึงกรุงปักกิ่ง การขนส่งหลายต่อส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว Beijing Wan Jia Rui Da Technology & Trade Co., Ltd ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายผลไม้รายใหญ่รายหนึ่งในตลาดซินฟาตี้ กล่าวกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ กรุงปักกิ่ง ว่า หากสามารถลดขั้นตอนการขนส่งทางบก โดยให้ผู้จำหน่ายในกรุงปักกิ่งสามารถติดต่อกับผู้จำหน่ายในไทยได้โดยตรง แล้วขนส่งผลไม้ไทยมาทางเรือเข้าท่าเรือที่เมืองเทียนจิน จะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยตัดขั้นตอนพ่อค้าคนกลางที่กวางโจวออกไปได้ด้วย

ผู้จำหน่ายผลไม้รายใหญ่ในซินฟาตี้กล่าวกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ต่อไปว่า “แม้ว่าการขนส่งทางเรือเข้าท่าเรือที่เมืองเทียนจินจะช่วยลดต้นทุนไม่น้อย แต่ในการปฏิบัติจริงปัญหาที่จะตามมาก็คือระยะเวลาการขนส่งที่นานเกินไป การขนส่งผลไม้บางชนิดเช่นทุเรียนไม่ควรใช้เวลาเกิน 10 วัน แต่จากการที่บริษัทฯ เองได้เคยทดลองนำเข้าทุเรียนไทย โดยส่งจากท่าเรือแหลมฉบังมาถึงท่าเรือเทียนจิน แล้วบรรทุกรถต่อมาถึงกรุงปักกิ่ง รวมเวลาขนส่งทั้งหมดใช้เวลาถึง 17 วัน ทำให้สินค้าเสียหายอย่างมาก”

เรื่องการขนส่งนี้ ผู้เชี่ยวชาญในการนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยท่านหนึ่งได้ให้ความเห็นว่า ในการส่งออกผลไม้ไทยโดยทางเรือมายังท่าเรือเทียนจินของประเทศจีนนั้น ตามปกติแล้วจะต้องเปลี่ยนเรือที่สิงคโปร์ก่อน แล้วจึงบรรทุกต่อไปยังท่าเรือเทียนจินต่อไป ดังนั้นหากระหว่างการขนส่งไม่สามารถจองที่ว่างบนเรือบรรทุกสินค้าที่จะเข้าท่าเรือเทียนจินได้ทันท่วงที ก็จะทำให้ต้องยืดระยะเวลาขนส่งออกไปอีก นอกจากนี้ การเอาของออกจากแต่ละท่าเรือก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบสินค้า ยิ่งขนส่งผ่านหลายท่าเรือก็ยิ่งเพิ่มเวลาการขนส่ง

เกี่ยวกับปัญหาการขนส่งนี้ นายสมพงษ์ นิ่มเชื้อ อัครราชทูตที่ปรึกษา หัวหน้าสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ณ กรุงปักกิ่ง ได้เล่าถึงความร่วมมือระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรประเทศไทย (อ.ต.ก.) กับเอกชนไทยในการเปิดตลาดผลไม้ไทยทางภาคเหนือของจีนว่า “เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 บริษัทโกลเด้นดราก้อนอิมปอร์ต-เอ็กปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของเอกชนไทยที่เข้าตั้งในเทียนจินเพื่อประกอบกิจการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมไทยมายังประเทศจีน ได้ทดลองนำเข้ามังคุดจากไทยจำนวน 20 ตัน จากท่าเรือแหลมฉบังส่งตรงมายังท่าเรือเทียนจินเข้าสู่กรุงปักกิ่งเป็นครั้งแรก ใช้เวลาขนส่งประมาณ 20 วัน ขณะที่เข้าทางกวางโจวใช้เวลาประมาณ 15 วัน (และกว่าจะขนส่งไปถึงกรุงปักกิ่งต้องใช้เวลาอีกหลายวัน) ผลปรากฎว่ามังคุดอยู่ในสภาพดี ไม่มีความเสียหายแต่อย่างใด โดยมังคุดที่นำเข้าในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรประเทศไทย (อ.ต.ก.) จึงเห็นได้ว่าการนำเข้าผลไม้บางชนิดก็สามารถนำเข้ามาทางเรือเข้าเมืองเทียนจินได้โดยไม่เสียหาย อีกทั้งการขนส่งทางเรือยังมีข้อดีคือผลไม้จะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนมาก ”

27 พฤษภาคม 2551
แหล่งข้อมูล: อ้างอิง สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ณ กรุงปักกิ่ง, www.xinfadi.com.cn, www.thaibizchina.com, www.acfs.go.th, www.thannews.th.com, Beijing Wan Jia Rui Da Technology & Trade Co., Ltd(27/05/2008)
โดย: มลฤดี เอื้อเกิดอารีย์

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ