
จากบทความ 4 ตอนที่ผ่านมาที่ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้นำเสนอพัฒนาการด้านต่างๆ ที่สำคัญของประเทศจีน โดยมีนครเซี่ยงไฮ้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการปฎิรูปเศรษฐกิจ การเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมของจีนนั้น ในบทความตอนนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาภาคธุรกิจตามแนวทางที่เป็นลักษณะเฉพาะของจีน ภายหลังการเปิดประเทศ และปฎิรูปเศรษฐกิจ ที่สามารถก้าวขึ้นเป็นธุรกิจในระดับแนวหน้าของโลก ผ่านกรณีศึกษาของบริษัท Shanghai Baosteel Group Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในอุตสาหกรรมเหล็กของจีนที่จัดตั้งฐานธุรกิจในนครเซี่ยงไฮ้ ในระยะแรกภายหลังการเปิดประเทศ จนปัจจุบันได้พัฒนาเป็นกลุ่มธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของจีน และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตเหล็กใหญ่อันดับ 5 ของโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าใจทิศทางการพัฒนาภาคธุรกิจของจีน โดยมีมุมมองที่น่าสนใจ ดังนี้
การก่อตั้งบริษัทในช่วงเปิดประเทศ ผู้นำจีน นายเติ้ง เสี่ยวผิง ได้ก่อตั้งบริษัท Shanghai Baosteel Group Corporation ขึ้นเมื่อปี 2521 (ขณะนั้นใช้ชื่อว่า Baoshan Iron & Steel Corporation) ในเขตเป่าซานของนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือของนครเซี่ยงไฮ้ ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอ่อนแอและล้าหลังจากการปฎิวัติวัฒนธรรม (ปี 2509-2519) โดยได้ก่อตั้งโรงงานผลิตเหล็กที่ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์สมัยใหม่ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น เป็นมูลค่าการลงทุนสูงถึง 30,000 ล้านหยวน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ และเตรียมพร้อมวัตถุดิบเหล็กเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจึงกล่าวได้ว่า บริษัท Baosteel ก่อตั้งขึ้นภายใต้สถานะการเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นเสาหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของจีน ในภาวะที่จีนมีความต้องการเหล็กคุณภาพ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการก่อสร้างโครงการพื้นฐาน อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนต่อไป โดยใช้เครื่องมือการผลิตและเทคโนโลยีชั้นนำที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด
|
|
การพัฒนาธุรกิจ และปฎิรูปองค์กร แม้บริษัท Baosteel จะมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจของรัฐ ทำให้ชนะการประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศ อาทิ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติยาว 4,200 ก.ม. จากภาคตะวันตกไปยังภาคตะวันออกของประเทศ และอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนซึ่งเป็นของรัฐเป็นตลาดรองรับ แต่ปริมาณความต้องการเหล็กอย่างมหาศาล ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และความต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของจีนในขณะนั้น ทำให้มีธุรกิจผลิตเหล็กเกิดขึ้นทั่วประเทศจีน Baosteel จึงต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งกับธุรกิจในและต่างประเทศกอปรกับการเกิดวิกฤต เศรษฐกิจในเอเชีย ปี 2540 ทำให้ Baosteel ต้องเร่งปรับตัวและเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ โดยมีก้าวย่างที่สำคัญ คือ
- ริเริ่มการปฎิรูปองค์กรเป็นองค์กรแรกในจีน โดยการลดจำนวนพนักงาน และปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ตามนโยบายการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กของจีนที่ยังล้าหลัง เพื่อยกระดับให้เป็นธุรกิจสมัยใหม่ โดยเรียนรู้รูปแบบจากธุรกิจผู้ผลิตเหล็กของต่างประเทศ (ปี 2531)
- ขยายตลาดจากที่ขายให้อุตสาหกรรมในประเทศสู่การส่งออก เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในต่างประเทศ โดยตั้งเป้าส่งออกในปริมาณร้อยละ 10 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในแต่ละปี (ปี 2535)
- สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ โดยการควบรวมกิจการ อาทิ การควบรวมกับบริษัท Shanghai Metallurgical Holding Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเหล็กของจีน แต่ประสบภาวะขาดทุน และบริษัท Shanghai Meishan Group Co ทำให้ Baos teel ก้าวขึ้นเป็นกลุ่มธุรกิจผู้ผลิตเหล็กใหญ่อันดับ 1 ของจีน ด้วยปริมาณการผลิตเหล็กสูงถึง 20 ล้านตันต่อปี(ปี 2541)
- เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ในปี 2543 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Baosteel เปลี่ยนสถานะจากการเป็นธุรกิจรัฐวิสาหกิจสู่การเป็นธุรกิจที่ ขับเคลื่อนตามระบบตลาด และเป็นช่วงเวลาสำคัญในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรสู่ความเป็นภาคเอกชนที่เน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี / สร้างสรรค์นวัตกรรม และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศในอนาคตของ Baosteel
- สร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับอุตสาหกรรมปลายน้ำ อาทิ บริษัท Shanghai Automotive Industry Group ซึ่งเป็นธุรกิจรถยนต์หลักของจีน (ปี 2546)
- สร้างความร่วมมือกับธุรกิจต่างชาติ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้ได้มาตรฐานสากล จนสามารถขายเหล็กให้กับตลาดรถยนต์ในระดับสากล อาทิ เป็นผู้ผลิตเหล็กเพื่อรถยนต์ยี่ห้อ Fiat ของอิตาลี (ปี 2544)
- ขยายการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ การร่วมทุนกับธุรกิจเหมืองแร่ในประเทศบราซิล และออสเตรเลีย
|
|
พัฒนาการที่สำคัญในปัจจุบัน ปัจจุบัน บริษัท Baosteel ได้ก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตเหล็กใหญ่อันดับ 1 ของจีน และอันดับ 5 ของโลก โดยมีกำลังการผลิตเหล็กดิบสูงถึง 30 ล้านตัน ในปี 2551 และได้ยกระดับขีดความสามารถของการแข่งขันในธุรกิจผู้ผลิตเหล็กขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งนิตยสาร Fortune ได้จัดให้เป็นธุรกิจที่อยู่ใน 500 อันดับแรกของโลกที่มียอดขายสูงสุดติดต่อกันตั้งแต่ปี 2548
ด้านตลาดในประเทศ Baosteel ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 50 ของตลาดเหล็กแผ่นที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งหมดในประเทศจีน
|
|
ทิศทางการพัฒนา
- ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการผลิตเป็น 80 ล้านตัน ในปี 2555 จากประมาณ 30 ล้านตันในปัจจุบัน
- ซื้อ / ควบรวมกิจการกับธุรกิจที่มีขนาดเล็กกว่าในประเทศ เพื่อกำจัดคู่แข่ง ซึ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมเหล็กของจีน และร่วมมือกับธุรกิจในต่างประเทศเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในระดับสากล
- ศึกษา วิจัย และพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้ผลิตเหล็กคุณภาพสูง และผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีมูลค่าเพิ่มที่ได้มาตรฐานสากลในตลาดโลก
- มีเป้าหมายในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เพื่อระดมทุนจากต่างประเทศ และก้าวขึ้นเป็นกลุ่มธุรกิจเหล็กในระดับสากล
บทสรุป
การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของจีนในช่วงเปิดประเทศ โดยอาศัยอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นบันไดก้าวกระโดดในการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เป็นอุตสาหกรรมหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นของประเทศ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักของประเทศอย่างครบวงจร เอาจริงเอาจัง และต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การพัฒนาธุรกิจของ Baosteel เป็นหนึ่งในบท พิสูจน์เส้นทางการปฎิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน เมื่อรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ช่วงเปิดประเทศ เพื่อเป็นเสาหลักในอุตสาหกรรม ได้พัฒนาและปฎิรูปองค์กรจนเป็นธุรกิจที่เข้าระดมทุนจากสาธารณะผ่านตลาดหลักทรัพย์ตามระบบตลาดทุนนอกจากนี้ ความสำเร็จของ Baosteel ในระดับสากลยังเป็นต้นแบบการพัฒนาธุรกิจของจีนที่มีปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ คือ การ ศึกษารูปแบบการพัฒนาจากต่างประเทศ เพื่อประยุกต์ใช้ในการปฎิรูปองค์กร / การสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ และสร้างพันธมิตรธุรกิจ / และการให้ความสำคัญต่อการวิจัย พัฒนา และสร้างสรรค์เทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง



