
คุณประกอบ พรประสิทธิ์กุล
Marketing Manager
บริษัท Zhejiang Yi Tai Foodstuffs Trading จำกัด
เมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณประกอบ พรประสิทธิ์กุล Marketing Manager บริษัท Zhejiang Yi Tai Foodstuffs Trading จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ทำธุรกิจในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคของเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง มาเป็นเวลานาน ทำให้ได้รับทราบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ และปัญหาการค้าสินค้าเกษตรไทยในจีน อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและนัำกธุรกิจไทยที่สนใจทำการค้าในจีน
“จีน - ตลาดขนาดยักษ์ที่มีผู้บริโภคมากถึง 1,300 ล้านคน” คงจะเป็นการรู้จักตลาดจีนที่ผิวเผินและล้าสมัยไปแล้ว สำหรับผู้ที่คิดจะมาทำการค้าในจีนในยุคที่มีการแข่งขันสูง และตลาดจีนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ตามระดับการเปิดเสรี การจะเข้าไปทำการค้าในจีน นอกจากต้องศึกษานโยบายของทางการที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยยังขาดความเข้าใจอีกมาก คือ ลักษณะเฉพาะต่างๆ ของตลาดจีน ธรรมเีนียมปฎิบัติ และกลยุทธ์การค้าของคนจีน เพื่อเตรียมพร้อมบุกตลาดและรับมือไปพร้อมๆ กัน
รูปแบบการค้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้และลำไยอบแห้งของไทยในจีน
คุณประกอบ พรประสิทธิ์กุล เล่าถึงรูปแบบการค้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ และลำไยอบแห้งของไทยในจีน ว่า การส่งสินค้าเกษตรและผลไม้ของไทยเข้าไปขายในจีน ที่ผ่านมาจะส่งผ่านจุดกระจายสินค้าหลักที่เรารู้จักกันดี อาทิ เมืองกวางโจว เมืองเซินเจิ้น เมืองซัวเถา ซึ่งเป็นเมืองที่จีนเปิดทำการค้ากับต่างประเทศเป็นแมืองแรกๆ ก่อนที่สินค้าจะกระจายต่อไปตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศจีน ดังนั้นผู้ประกอบการจีนตามจุดกระจายสินค้าเหล่านี้ จึงเป็นตัวกลางที่มีเครือข่ายการติดต่อการค้ากับพ่อค้าในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศจีนอย่างกว้างขวาง สามารถควบคุมราคานำเข้าต้นทาง และราคาขายส่งต่อของสินค้าประเภทต่างๆ มีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าจีนตามเมืองอื่นๆ จนเกิดรูปแบบการค้าประเภท “เงินเชื่อ”
ส่วนรูปแบบการค้าของไทยนั้น ผู้ส่งออก / พ่อค้าไทยจะส่งสินค้ามาขายในจีน ผ่านผู้นำเข้าตัวกลางเหล่านี้ ในลักษณะเป็นครั้งคราว หรือเป็นการฝากขาย แล้วผู้ประกอบการจีนตามจุดกระจายสินค้าหลัก จึงนำสินค้าไปขายต่อให้กับพ่อค้าจีนที่อยู่ตามเมืองต่างๆ ในลักษณะเงินเชื่อ
การค้าในรูปแบบดั้งเดิมนี้ แม้จะมีข้อดีที่ทำให้สินค้าไทยได้อาศัยเครือข่าย หรืออิทธิพลของผู้ประกอบการจีนที่อยู่ตามจุดกระจายสินค้าหลัก ในการหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดจีน โดยไม่ต้องสร้างเครือข่ายเอง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ สินค้าไทยต้องตกอยู่ภายใต้กลไกที่ผู้ประกอบการจีนเป็นผู้กำหนด ไม่ว่าจะเป็นด้านราคาซื้อ-ขาย ปริมาณการนำเข้า หรือประเภทของสินค้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สภาพการค้าในปัจจุบัน และปัญหาที่พบ
เมื่อจีนเปิดประเทศมากขึ้น มณฑลต่างๆ จึงเริ่มหาช่องทางที่จะติดต่อค้าขายโดยตรงกับต่างประเทศ โดยไม่ผ่านจุดกระจายสินค้าเดิมๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และลดต้นทุนส่วนที่ต้องจ่ายให้ผู้ประกอบการ ณ จุดกระจายสินค้า เช่น กรณีนครเซี่ยงไฮ้ และเมืองอี้อู ของมณฑลเจ้อเจียง ที่พ่อค้าจีนเริ่มนำเข้าสินค้าโดยตรง มาถึงจุดนี้ คุณประกอบ พรประสิทธิ์กุล เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการค้าขายโดยตรงระหว่างผู้ส่งออกไทยกับพ่อค้าตามเมืองต่างๆ ของจีน ในปัจจุบันว่า
-เมื่อผู้ประกอบการจีนรายใหญ่ ที่เป็นผู้นำเข้าตามจุดนำเข้าดั้งเดิม พบว่า พ่อค้าตามเมืองต่างๆ ติดต่อนำเข้าสินค้าโดยตรงจากต่างประเทศ ก็เกิดความไม่พอใจ เนื่องจากตนเองต้องขาดรายได้จากการเป็นตัวกลาง อีกทั้งทำให้ปริมาณนำเข้าของตนลดลง และไม่สามารถผูกขาดปริมาณการนำเข้าและราคาได้อีกต่อไป จึงใช้วิธีการสกัดกั้นการค้าโดยตรงกับต่างประเทศ โดยการพยายามตัดราคาบรรดาสินค้าที่พ่อค้าจีนตามเมืองต่างๆ นำเข้าโดยตรง กล่าวคือ ลดราคาสินค้าประเภทเดียวกันเวลาขายให้กับพ่อค้าจีนรายอื่นๆ จนผู้ส่งออก / พ่อค้าไทยสู้ราคาไม่ไหว และถอยกลับไปในที่สุด
- ในด้านการค้า พ่อค้าไทยบางรายต้องพบกับกลยุทธ์การฉ้อโกงจากการค้าโดยตรงกับพ่อค้าตามเมืองต่างๆ กล่าวคือ พ่อค้าจีนเหล่านี้จะกดราคานำเข้า แต่นำไปขายต่อในราคาที่แพง หรือกดดันให้ผู้ส่งออกและพ่อค้าไทย ต้องขายสินค้าในราคาต่ำ เนื่องจากเป็นสินค้าประเภทที่เน่าเสียง่าย หรืออยู่ได้ในระยะเวลาจำกัด โดยเฉพาะผลไม้

- ในด้านการชำระเงิน พ่อค้าไทยไม่สามารถปล่อยเงินเชื่อให้กับพ่อค้าจีนในเมืองต่างๆ เหมือนที่ผู้ประกอบการจีนตามจุดกระจายสินค้าทำ เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มแรกของการค้าขาย นอกจากนี้ พ่อค้าไทยยังประสบปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของพ่อค้ารายย่อยของจีนอีกด้วย
นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ ยังได้ทราบถึงโอกาสการค้าที่เป็นประโยชน์ต่อพ่อค้าไทยเพิ่มเติมว่า เมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง กำลังก่อสร้างตลาดค้าส่งสินค้าอาหารสำเร็จรูป อาทิ เครื่องกระป๋อง อาหารแห้ง เครื่องปรุงรส (ประเภทสินค้ามีลักษณะคล้ายสินค้าที่ขายในตลาดเก่า ถ.เยาวราช กทม. ) บนพื้นที่ 75,000 ตร.ม. รองรับร้านค้าได้ 3,000 กว่าร้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรของเมืองอี้อู (Yiwu Agricultural Trade City) มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ ผู้ค้าส่ง / ปลีก / ย่อย ในมณฑลชายฝั่งตะวันออกของจีน (ตั้งแต่มณฑลเฮยหลงเจียงลงมาจนถึงมณฑลฝูเจี้ยน) คาดว่า จะเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม ปี 2551 ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถนำสินค้าไทยที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านคุณภาพ ความนิยม และราคาที่แข่งขันได้ เข้ามาแสดงหรือจำหน่าย ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีศักยภาพในการขยายตลาดของสินค้าไทยในจีน
ภาพแผนผังโครงการก่อสร้างตลาดค้าส่งสินค้าอาหารสำเร็จรูป
ในตอนท้ายของการสนทนา คุณประกอบ พรประสิทธิ์กุล ฝากข้อคิดเห็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ / นักธุรกิจไทยว่า การเข้ามาทำการค้าในจีนต้องศึกษาวิธีปฎิบัติที่คนจีนทำอยู่แล้วให้ดีก่อน เพื่อให้สามารถเตรียมลู่ทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด อีกทั้งควรศึกษานิสัยใจคอ วิธีคิด และวิธีทำงานของคนจีน เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการลูกจ้างจีน
นอกจากนี้ กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ยังได้เสนอแนวทางการค้าของไทยในจีนที่น่าจะเป็น เพื่อแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
1. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าในจีน จากลักษณะการฝากขาย เป็นการสนับสนุนให้ผู้ส่งออก / พ่อค้าไทย ได้เข้าไปค้าขายในจีนอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานสากล กล่าวคือ สามารถเป็นผู้นำเข้าได้ด้วยตนเอง ทำการตลาด และบริหารจัดการได้เองทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยไม่ตกอยู่ภายใต้กลไกที่พ่อค้าจีนเป็นผู้กำหนด
2. ควรมีการใช้ประโยชน์ / ศึกษาตลาดสำคัญ ในแต่ละพื้นที่ / เมือง / มณฑล ที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการนำเข้าสินค้าไทยมายังจุดดังกล่าวในจีน เพื่อจำหน่ายต่อไปยังผู้ซื้อ / ตลาดย่อยในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างกว้างขวาง เช่น ในกรณีของเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง ที่กำลังจะพัฒนาตลาดสินค้าอาหารเกษตรสำเร็จรูป (Agricultural Trade City) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าเกษตรของบรรดาผู้ค้าส่ง / ปลีก / ย่อย ในบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกของจีน ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถนำสินค้าไทยที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านคุณภาพ ความนิยม และราคาที่สามารถแข่งขันได้ เข้ามาแสดงหรือจำหน่าย ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีศักยภาพในการขยายตลาดของสินค้าไทยในจีน
3. การหาจุดนำเข้าสินค้าไทยแห่งใหม่ๆ โดยเฉพาะท่าเรือที่ใกล้กับตลาดที่สินค้าไทยมีศักยภาพ รวมทั้งภาครัฐของไทยควรเร่งประสานทำความเข้าใจกับภาครัฐของจีน เพื่อช่วยเร่งรัดขั้นตอนตรวจสินค้าเกษตรไทย ณ ด่านศุลกากรจีน เช่น ท่าเรือหนิงโป (ซึ่งเพิ่งได้รับอนุมัติให้นำเข้าผลไม้จากต่างประเทศ) อยู่ห่างจากเมืองอี้อูเพียง 100 กว่า ก.ม. แต่ผู้ส่งออก / พ่อค้าไทย กลับต้องส่งสินค้าผ่านท่าเรืออื่นที่ไกลออกไปแทน เนื่องจากท่าเรือดังกล่าวเพิ่งเริ่มให้บริการนำเข้าสินค้าประเภทผลไม้ จึงยังติดขัดปัญหาเรื่องการตรวจสุขอนามัย ทำให้เกิดความล่าช้าในการปล่อยสินค้า เป็นต้น
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ ขอขอบคุณ คุณประกอบ พรประสิทธิ์ สำหรับการเอื้อเฟื้อข้อมูล และรูปภาพ ที่เป็นประโยชน์ มา ณ โอกาสนี้.
