อนาคตลำไยอบแห้งส่งออกของไทยไปจีนอยู่ที่ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรง
อนาคตลำไยอบแห้งส่งออกของไทยไปจีนอยู่ที่ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรง

ในช่วงปลายปีแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่จะเป็นช่วงที่ตลาดทั่วโลกกำลังคึกคักกับบรรยากาศการจับจ่ายซื้อหา เช่นเดียวกับสินค้าไทยที่จะหลั่งไหลเข้ามาในจีนสูงสุดในช่วงปลายปีถึงเกือบกลางปีของทุกปีเช่นกัน เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลสำคัญของจีนหลายเทศกาลที่กระตุ้นการจับจ่ายบริโภค ตั้งแต่วันปีใหม่สากล เทศกาลตรุษจีน ตามมาด้วยวันเช็งเม้ง เทศกาลตวนอู่ วันหยุดแรงงาน และเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในบทความนี้จะขอกล่าวถึง “ลำไยแห้ง” ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรดาวเด่นของไทยชนิดหนึ่งในจีน ซึ่งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ได้รับทราบข้อมูลที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในจีนซึ่งเป็นอุปสรรคของการส่งออกลำไยแห้งของไทยไปจีนจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ จึงได้ประมวลข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงระบบการค้าไทยไปจีนเหล่านี้เพื่อแบ่งปันให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้ากับจีนได้รับทราบ และเพื่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแก้ไข / ผลักดันให้ลำไยแห้งและสินค้าอื่นๆ ของไทยได้หลั่งไหลเข้าสู่จีนผ่านห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

เป็นที่น่ายินดีและภูมิใจที่ “ลำไยแห้ง” ของไทยเป็นที่นิยมและมีชื่อในตลาดจีน ผู้บริโภคจีนนิยมรับประทานทั้งในรูปแบบที่นำมาทำเป็นขนม อาหาร และยาบำรุงสุขภาพ ในแต่ละปีผู้บริโภคจีนบริโภคลำไยแห้งจากไทยรวมกว่า 60,000 ตัน โดยตลาดกลางซื้อ-ขายลำไยอบแห้งที่ใหญ่ที่สุดในจีนอยู่ในภาคตะวันออกที่เมืองอี้อู มณฑล เจ้อเจียง ใกล้กับนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งในแต่ละปีมีการซื้อขายลำไยแห้งจากไทยถึงกว่า 40,000 ตัน ส่วนที่เหลือจะกระจายไปยังตลาดผู่เถียน มณฑลฝูเจี้ยน และเมืองฉางซา มณฑลหูหนาน


ตลาดค้าส่งอาหารแปรรูปเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง

การซื้อ-ขายลำไยอบแห้งของไทยในจีนทำกันมานานแล้ว โดยแหล่งเพาะปลูกลำไยและส่งออกหลักของไทยอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำปาง เป็นต้น ส่วนห่วงโซ่อุปทานของลำไยอบแห้งจนถึงวางขายในตลาดจีนโดยคร่าวๆ เริ่มต้นที่การเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อนำมาคัดเกรดลำไย และนำเข้าโรงอบเพื่ออบเป็นลำไยแห้ง แล้วจึงส่งออกทางเรือ หรือทางบก เพื่อเข้าสู่ด่านนำเข้าในจีนต่อไป ทั้งนี้ ลำไยแห้งเป็นสินค้าเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากข้อตกลง FTA ไทย-จีน ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าที่จีน แต่ยังคงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 13 ตามข้อกำหนดของจีน โดยเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรจะคำนวณมูลค่าภาษีเรียกเก็บตามมูลค่าของลำไยซึ่งแบ่งได้เป็น 3 เกรด ตามที่ระบุในเอกสารการค้าระหว่างคู่ค้าทั้งฝ่ายส่งออกและนำเข้า

หากผู้ขายไทยและผู้ซื้อจีนซื้อขายกันตามขั้นตอนข้างต้น ลำไยแห้งของไทยก็คงจะหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดจีนได้สม่ำเสมอและราบรื่น แต่คุณประกอบ พรประสิทธิ์กุล ที่ปรึกษาด้านสินค้าไทยของตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรเมืองอี้อู ภายใต้รัฐบาลเมืองอี้อู ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดในวงการเล่าให้ฟังว่า ลำไยแห้งไทยที่เข้าสู่ตลาดจีนส่วนใหญ่ถูกเหมาซื้อและส่งออกจากไทยไปโดยพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นชาวจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นผู้รู้จักตลาดและลู่ทางการนำเข้าในจีนเป็นอย่างดี ซึ่งถ้ามองกันในระยะสั้นๆ ตรงหน้า ก็มีข้อดีในแง่ที่เกษตรกรไทยจะสามารถขายสินค้าได้ง่ายๆ ในปริมาณมาก โดยไม่ต้องไปยุ่งยากกับขั้นตอนการส่งออก เนื่องจากเป็นการซื้อขาดกันตั้งแต่แหล่งผลิตในไทย ชนิดที่ในวงการเรียกว่า “เงินมา ล้อหมุน” ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านราคาและปริมาณความต้องการในตลาดในจีน แต่คำถามที่ตามมาคือ เกษตรกรผู้ผลิต / ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าของไทย และปริมาณการส่งออกลำไยแห้งของไทยในแต่ละปีจะไม่ได้รับผลกระทบด้วยหรือ หากผู้รับซื้อและผู้ส่งออกเหล่านี้สร้างปัญหาที่สั่นคลอนการส่งออกในระยะยาว ?

เมื่อช่วงต้นเดือนธ.ค. 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลนำเข้าลำไยแห้งของไทยในจีน ได้เกิดเหตุการณ์สะท้านวงการลำไยแห้งส่งออกของไทยไปจีน เมื่อเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรท่าเรือหนิงโป ซึ่งเป็นด่านนำเข้าที่ใกล้เมืองอี้อูมากที่สุดเข้าตรวจจับผู้เกี่ยวข้องในการนำเข้าลำไยแห้งไทยอย่างฉับพลัน ทำให้ลำไยแห้งส่งออกจากไทยจำนวนไม่น้อยถูกกักสินค้าไว้ที่ด่านฯ ดังกล่าว และมีผู้ถูกจับกุมหลายราย ทางการจีนบอกเหตุผลให้ทราบว่าเป็นเพราะผู้นำเข้าเหล่านี้มีการหลบเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยการแจ้งเกรดและราคาของลำไยแห้งต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งการดำเนินการจับกุมครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่บ่งบอกให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งตรงกันว่า “ทางการจีนรู้ข้อมูลดีอยู่และเอาจริง”

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจฯ ทราบจากผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในวงการซึ่งต่างยอมรับว่า สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ของห่วงโซ่อุปทานในการส่งออกลำไยอบแห้งไทยไปจีนดังกล่าวกระทบถึงเกษตรกร / ผู้ประกอบการไทยอย่างแน่นอน....กล่าวคือ ปริมาณ ราคา และกำไรจากลำไยอบแห้งส่งออกของไทยคงต้องขึ้นๆ ลงๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ตามวิธีการดำเนินธุรกิจที่ผู้รับซื้อ-นำเข้าเลือกใช้ ประการต่อมา คือ สินค้าไทยแม้จะขายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการในจีนมีต่อเนื่อง แต่ก็น่าวิตกกับอนาคตในการทำการค้าที่มั่นคงในระยะยาว เพราะไม่ได้เข้าไปทำการตลาดเอง

เหตุการณ์เข้าตรวจจับผู้ทำการค้าอย่างไม่โปร่งใสในวงการลำไยอบแห้งของจีนครั้งนี้ ในอีกมุมหนึ่ง คงจะเป็นสัญญาณและโอกาสที่ดีสำหรับผู้ค้าที่ต้องการนำเข้าด้วยความโปร่งใส ซึ่งแม้ว่าผู้ประกอบการอาจจะมีต้นทุนการค้าสูงขึ้น (ซึ่งก็เป็นต้นทุนตามอัตราที่ควรเสียภาษีจริง) แต่ภาระต้นทุนดังกล่าวในทางปฎิบัติของวงการค้า ผู้ค้าจะสามารถผลักภาระไปให้ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ซึ่งยังมีความต้องการลำไยอบแห้งของไทย และก็มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ดังนั้นแนวทางที่ผู้ประกอบการไทยควรตระหนักสำหรับอนาคตการค้าลำไยอบแห้งในระยะยาว จึงน่าจะเป็นเรื่องของการร่วมมือกันเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์และรูปแบบการค้า โดยเริ่มออกไปทำตลาดด้วยตนเอง แทนการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางจีนทั้งหมด ซึ่งหน่วยงานภาครัฐไทยที่เกี่ยวข้องก็ควรมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันและสนับสนุนให้สินค้าไทยได้เดินทางเข้าสู่ตลาดจีนอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ไม่เสียเปรียบจากกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของจีนจนเกินไป หลังจากที่สินค้าเกษตรไทยได้ลดภาษีนำเข้าที่เป็นศูนย์อยู่แล้ว

ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจจากคุณประกอบ พรประสิทธิ์กุล ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการทำการค้าในจีนมาเป็นเวลานาน คือ “ ปัญหาการค้าไทย-จีนที่เป็นอยู่นี้ หลักๆ มาจากฝั่งไทยเอง คนไทยไม่กล้าออกมาค้าขาย ทั้งการนำของไทยมาขายในประเทศจีน หรือนำของจีนเข้าไปประเทศไทย ปล่อยให้พ่อค้าคนกลางชาวจีนกลุ่มหนึ่ง มาปู้ยี่ปู้ยำสินค้าไทย ดังนั้น ต้องกระตุ้นให้คนไทยกล้าออกมาทำการค้านอกประเทศ มาบริหารจัดการสินค้าของตัวเอง ดังเช่นตัวอย่างเรื่องลำไย หากพ่อค้าไทยกล้ามาขายเอง และบอกว่า จะขายแบบไม่หลบเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มของเกรดสินค้า ในระยะยาวแล้วเป็นผลดีแน่นอนครับ ส่วนตัวผมก็มีนำลำไยแห้งเข้ามา แต่ตลอดเวลา ผมนำเข้าแบบโปร่งใสหมด แม้ต้นทุนผมจะแพงกว่าคนที่เลี่ยงภาษีและขายได้ตกเป็นรองตลอด แต่ไม่คิดจะทำแบบเลี่ยงภาษี เพราะกลับบ้านตอนกลางคืนนอนไม่หลับแน่ ไม่รู้ว่าจะโดนแจ๊คพอตเมื่อไหร่ อีกอย่างหนึ่ง คือทำธุรกิจด้วยความโปร่งใส ย่อมทำได้นาน ได้ตลอดไป และข้อสำคัญที่สุด ผมเชื่อว่า หน่วยงานศุลกากรจีน มีข้อมูลหมด ช้าเร็วก็จับแน่” นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังควรได้รับทราบข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “ระบบการควบคุมสินค้านำเข้าของประเทศจีนนั้น เข้มงวดมาก ทุกท่าเรือที่มีการนำเข้า จะมีเครือข่ายข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันหมด หากเขาสงสัย จะตรวจสอบเข้าไปยังเมืองไทยกับหน่วยงานของเขาทันที ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า ให้นำเข้าด่านนั้นด่านนี้ เนื่องจากนำเข้าง่าย มีข้อผ่อนปรนมากมายนั้น ไม่น่าจะเป็นความจริง เพียงแต่ไม่ทราบว่า วันไหน รัฐบาลกลางของจีนจะสั่งเอาจริงกับด่านนั้น” ดังนั้นจึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการไทยจะร่วมพลังกันหาวิธีการก้าวออกไปทำการค้าในจีนด้วยตนเองสักที ซึ่งภาครัฐไทยทุกฝ่ายควรจะจริงจังกับการช่วยผลักดันระบบการค้าที่แข็งแกร่งให้สินค้าไทยที่เข้าสู่จีน โดยเฉพาะในบริบทปัจจุบันที่ข้อตกลง FTA อาเชียน-จีนมีผลบังคับใช้แล้ว .

14 มกราคม 2553
โดย: แสนดี สีสุทธิโพธิ์

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ