รัฐมนตรีอาเซียนเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN Tourism Forum: ATF) ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 21-28 ม.ค. 2553 ณ บันดาเสรี เบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม เพื่อแสวงหาแนวทางการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ

การประชุม ATF 2010 เป็นการประชุมประจำปีที่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1981 โดยในครั้งนี้บรูไนดารุสซาลามเป็นเจ้าภาพ มีสุลต่านบรูไนเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมในวันที่ 25 ม.ค. 2553 และมีผู้แทนจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และผู้แทนจากองค์กรต่างๆ ของบรูไนเข้าร่วมเกือบ 1,000 คน ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนทัศนะในประเด็นด้านการท่องเที่ยว และนอกจากนี้ยังมีการแสดงนิทรรศการแนะนำการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์สำคัญๆของประเทศสมาชิกด้วย
ในการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 13 และการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันระหว่างวันที่ 24 - 25 ม.ค. 2553 นั้น ที่ประชุมเห็นพ้องว่าการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา จากรายงานของสำนักงานเลขาธิการอาเซียนพบว่า ในปี 2552 กลุ่มประเทศอาเซียนดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาทั้งหมด 65 ล้านคน โดยร้อยละ 49 เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศภายในอาเซียนเอง
นอกจากนี้ ที่ประชุม ATF 2010 ยังเห็นพ้องที่จะมุ่งเน้นการกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยร่วมกันวางยุทธศาสตร์ 5 ปี “ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน เปิดรับการมีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย กระชับความร่วมมือระหว่างหุ้นส่วนการเจรจา” รวมถึงการเชื่อมโยงด้านคมนาคมด้วย

นาย เปฮิน ดาโต๊ะ ญาญ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและทรัพยากรพื้นฐาน บรูไน เปิดเผยว่าประเทศอาเซียนกำลังหารือกันเกี่ยวกับการใช้วีซ่าร่วมกัน (Common ASEAN Visa) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคและการเปิดน่านฟ้าสากลระหว่างกันเพื่อขยายการท่องเที่ยวภายในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวใหม่ โดยใช้สโลแกนว่า “Southeast Asia: Feel the warmth” และเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ SoutheastAsia.org อย่างเป็นทางการ[1] เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการส่งเสริมการตลาดอีกด้วย ส่วนรัฐมนตรีการท่องเที่ยวของมาเลเซียเห็นว่า ในช่วงงาน Shanghai Expo 2010 ควรจัดกิจกรรม “ค่ำคืนแห่งการท่องเที่ยวในอาเซียน” เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน และนายเปฮิน ดาโต๊ะ ญาญ่า ยังกล่าวเสริมด้วยว่าในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศอาเซียนควรอาศัยความสัมพันธ์อันดีกับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มาช่วยส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มอาเซียนต่อไป
นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 เป็นต้นมา เวียดนามรับตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากไทยแล้ว จึงให้ความสำคัญต่อการประชุม ATF 2010 ในครั้งนี้อย่างมาก โดยนายเหวียน เติน ซุง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้แสดงความเห็นว่าการรวมพลังกันของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อสร้างเวทีการประชุมด้านการท่องเที่ยวนั้น มีนัยสำคัญมากต่อการเพิ่มอิทธิพลทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หนังสือพิมพ์ประชาชนกองทัพเวียดนาม ได้ลงข่าวในเว็บไซต์ว่า การประชุม ATF 2010 เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกรอบความร่วมมือของประเทศอาเซียน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประเทศสมาชิก
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2553 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยและนายทองลุน สีสุลิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้หารือกันเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการใช้วีซ่าเดียวท่องเที่ยวทางบกระหว่างไทย - ลาว และเวียดนาม โดยจะใช้เส้นทางหมายเลข 9 (R9) ช่วงจังหวัดมุกดาหาร - แขวงสะหวันนะเขต ลาว - เมืองดานัง เวียดนาม โดยเป็นหนึ่งในความเชื่อมโยงอาเซียน (ASEAN Connectivity) ตามแนวคิด “East-West Economic Corridor”


สำหรับจีน การเปิดเขตการค้าเสรีจะยิ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้น โดยประเทศอาเซียนจะได้รับประโยชน์จากการไปท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนในช่วงวันหยุดยาวมากขึ้น ทำให้มีการเพิ่มจำนวนรอบบินและเส้นทางการบิน ทั้งนี้ จากสถิติการท่องเที่ยวพบว่า นักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางไปอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เป็นผลให้มีการเพิ่มเที่ยวบินจำนวนมากขึ้นและสายการบินอินโดนีเซียได้เริ่มเปิดการบินในเส้นทางตรงปักกิ่ง-จาการ์ตาแล้ว
ในที่ประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน จีน ญี่ปุ่นและเกาหลี รัฐมนตรีท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างดียิ่งต่อความร่วมมือในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีน รัฐมนตรีท่องเที่ยวของอินโดนีเซีย ลาว และกัมพูชาเห็นว่า จีนคือตลาดที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศในภูมิภาค
