
ในโอกาสที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมคณะได้เดินทางมาเยือนนครกว่างโจวเพื่อหารือเกี่ยวกับการนำผลไม้ไทยเข้าสู่งานเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 16 วันที่ 12-24 พฤศจิกายน 2553 ณ นครกว่างโจว และการดูงานศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเกษตรมณฑลกวางตุ้งและศูนย์กลางค้าขายสัตว์น้ำนานาชาติอู่หูซื่อไห่ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ในช่วงวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2553
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครกว่างโจว จึงได้ขอถือโอกาสนี้สัมภาษณ์นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านต่อไป
|
|
BIC: ในปีนี้เป็นโอกาสที่ดีที่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้งเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ในช่วงวันที่ 12-27 พ.ย. 53 และเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้งจะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานกีฬามหาวิทยาลัยโลกในปี 2554 ไทยจะสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการผลักดันผลไม้ไทยได้อย่างไร
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล: จากการนำผลไม้ไทยเข้างานมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในปี 2551 ผลไม้ไทยได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวจีนและเหล่าภาคีสมาชิกโอลิมปิก ผลไม้ไทยมีรสชาติดีที่สำคัญคือมีคุณภาพ มีมาตรฐานที่ดี และผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลไม้ปราศจากสารตกค้าง ปราศจากสารเคมี เป็นผลไม้ที่ทุกคนให้ความมั่นใจ เพราะฉะนั้นหลังจากที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจบลง การส่งออกผลไม้มาที่ประเทศจีนก็มีตัวเลขสูงขึ้นจากมูลค่าเดิมที่เราเคยขายได้ 3,000-4,000 ล้านบาท ก็ขยับขึ้นเป็น 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลไม้ไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
พอมาถึงการแข่งขันกีฬาเอเขียนเกมส์ที่จะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน ไทยก็ยังได้รับโอกาสเพิ่มเติมนอกจากผลไม้แล้วยังได้รับไฟเขียวจากมณฑลกวางตุ้งในการนำข้าวหอมมะลิไทยเข้ามาในงานมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ด้วย จากการที่ผลไม้ไทยเป็นที่นิยมของพี่น้องชาวจีนอยู่แล้ว ในครั้งนี้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันและประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยและข้าวหอมมะลิของไทยให้กับภาคีสมาชิกเอเชียมเกมส์
โดยผลไม้ไทยและข้าวหอมมะลิของไทยที่จะเข้าสู่งานเอเชียมเกมส์นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1. ส่วนที่ทางรัฐบาลไทยจัดเป็นพิเศษเพื่อใช้รับรองบรรดาผู้นำประเทศและแขกพิเศษที่มาเข้าร่วมในงานเอเชียนเกมส์
2. ส่วนที่ทางคณะกรรมการจัดงานเอเชียนเกมส์จะจัดให้กับคณะนักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ที่มีส่วนร่วมตลอดจนผู้สื่อข่าวในช่วงงานเอเชียนเกมส์นั้นก็จะเป็นการจัดซื้อโดยคณะกรรมการจัดงานกีฬาเอเชียนเกมส์ผ่านกลไกของตลาด
จากตัวเลขที่ประมาณกันว่าจะมีคณะนักกีฬาและผู้ฝึกสอนที่เข้าร่วมงานเอเชียนเกมส์จาก 45 ประเทศ/ดินแดน ประมาณ 14,000 คน และสื่อมวลชนที่เข้ามาทำข่าวจากทั่วโลกประมาณ 10,000 คน เมื่อรวมกับประชาชนในนครกว่างโจวประมาณ 10 ล้านคน และนักท่องเที่ยวทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่เข้ามาชมและเชียร์กีฬา ก็เป็นการขยายตลาดผลไม้และข้าวไทยให้กว้างขึ้นอีก
และในปีหน้าที่จะมีการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีในการที่จะประชาสัมพันธ์และขยายตลาดผลไม้และข้าวไทยให้ประชากรโลกได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลในท้ายที่สุดนั่นคือรายได้ที่จะตกถึงมือพี่น้องเกษตรกรไทย
BIC: ผลจากงานกีฬาเอเชียนเกมส์จะส่งผลให้มูลค่าของการนำผลไม้เข้ายังจีนเป็นเท่าใด
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล: ในส่วนแรกนั้นคงจะไม่ได้มองตัวเลขเพียงอย่างเดียวเพราะมีส่วนที่เราขอเข้ามาสนับสนุนให้กับผู้นำประเทศและแขกพิเศษ โดยเราจะใช้โอกาสงานเอเชียนเกมส์และงานกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนเป็นเจ้าภาพ ทำการประชาสัมพันธ์และโรดโชว์ผลไม้และสินค้าเกษตรของไทยให้กับชาวจีนและชาวโลกได้รู้จักมากขึ้น อันจะเป็นการนำไปสู่การสร้างตลาดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในอีกทางหนึ่งด้วย โดยเราคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกผลไม้ไทยมายังจีนจากปัจจุบันที่มูลค่า 5-6 พันล้านบาท จะสามารถเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท ภายหลังจากเอเชียนเกมส์
BIC: เพื่อไม่ให้เป็นแค่การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมผลไม้ในช่วงกระแสของมหกหรรมกีฬาเอเชียนเกมส์หรือกีฬามหาวิทยาลัยโลกเท่านั้น ในระยะยาวรูปแบบในการส่งเสริมสินค้าเกษตรจะเป็นไปในรูปแบบใด
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล:ในมุมมองของผมคิดว่าอันดับแรกขอให้มีตลาดรองรับสินค้าก่อน เพราะทุกครั้งเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ผลผลิตทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นผลไม้ชนิดใดก็แล้วแต่พอออกก็จะออกกันอย่างล้นตลาด เช่น เงาะ ทุเรียน เห็นพี่น้องเกษตรกรนำผลไม้เหล่านั้นไปเทกลางถนน เมื่อต้นทุนของการลงทุนถึงจุดที่ไม่คุ้มทุน เพราะตลาดของเราไม่ได้กระจายออกสู่สังคมภายนอก แต่หลังจากที่เราได้มาเปิดตลาดเมื่อตอนกีฬาโอลิมปิกแล้ว วันนี้ก็พบว่าราคาผลผลิตเริ่มขยายตัวสูงขึ้นเพราะมีตลาดรองรับ เราจะเห็นได้ในปีที่แล้วทุกคนหวาดวิตกเรื่องลำไยและทุเรียนออกมามากแต่ปรากฎว่าความต้องการในตลาดของจีนโดยเฉพาะ ตลาดในกวางตุ้งมีความต้องการเข้ามามาก ทำให้สินค้าของเราออกมาสู่ตลาดภายนอก ส่งผลให้ราคาผลผลิตของเราสูงขึ้น เกษตรกรไม่ต้องนำผลผลิตทางการเกษตรไปเททิ้งข้างถนน
ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ในอนาคตอันใกล้จะมีการเปิด outlet จำหน่ายผลไม้และข้าวไทยโดยเฉพาะ ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้ ก็จะให้ทางองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) เข้ามาศึกษาลู่ทางและแนวทางในการที่จะเปิด outlet จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร ซึ่งถ้าสามารถทำได้สำเร็จก็จะทำให้เรามีตลาดบนคือตลาดคุณภาพที่เราจะคัดผลไม้ก็ดีข้าวก็ดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เพื่อเป็นข่องทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้ ซึ่งก็จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร โดยคาดว่าจะให้ศึกษาเพื่อเปิดที่นครกว่างโจวก่อน และจะเป็นแนวทางการส่งเสริมสินค้าเกษตรของไทยได้ในระยะยาว
|
|
|
BIC: จากการไปดูงานที่ศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตรของนครกว่างโจว ไทยจะมีความร่วมมือในด้านนี้อย่างไร
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล: จากที่ได้ไปดูงานที่ศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตรของนครกว่างโจว ได้เปิดประเด็นความร่วมมือการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานระหว่างกัน และหวังว่าจะมีการขยายสู่การแลกเปลี่ยนระหว่างเกษตรกรของทั้งสองฝ่าย เพื่อมารับรู้นวัตกรรมแลกเปลี่ยนดูความสำเร็จของกันและกัน โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนในการมาดูงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน
BIC: ภารกิจที่เป็นจุดเด่นและจุดแข็งของศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตรของนครกว่างโจว
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล: ในส่วนของศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตรของนครกว่างโจว มีการส่งเสริมและผลักดันการเพิ่มผลผลิตโดยไม่พึ่งพาสารเคมี เป็นการเพาะปลูกแบบออกานิคทั้งหมด ในขณะที่ฝ่ายไทยเกษตรกรยังคงพึ่งพาสารเคมีมากเกินไป ทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกสูง ในส่วนจุดแข็งของไทยนั้นเป็นการคิดค้นสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่สภาพอากาศ การใช้นวัตกรรมทางการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ
ภารกิจเด่น ๆ ที่สำคัญของศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตรของนครกว่างโจวคือการมีระบบเตือนภัยธรรมชาติที่ดีโดยแจ้งเตือนก่อนภัยธรรมชาติจะมาถึง 5-7 วัน ผ่านระบบ SMS ซึ่งสามารถแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรได้โดยตรง ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือทำการป้องกันภัยได้ก่อน อีกส่วนที่สำคัญคือ ระบบประกันภัยจากธรรมชาติที่ทางนครกว่างโจวริเริ่มให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมคือเกษตรกรซื้อประกันความเสียหายกับรัฐบาล โดยรัฐบาลก็ได้ร่วมมือกับบริษัทประกันภัยในการจ่ายชดเชยกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติ
ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการพยายามผลักดันการประกันภัยความเสี่ยงของเกษตร โดยคงจะยากที่จะมาประกันความเสี่ยงของผลผลิตทุกประเภท โดยในเบื้องต้นมีการทดลองดำเนินการไปแล้วกับพื้นที่ที่เพาะปลูกข้าวโพดที่ทำไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และจะเริ่มขยายไปยังข้าวโดยจะใช้พื้นฐานของกฎไตรภาคีแรงงานคือ รัฐออกส่วนหนึ่ง เกษตรกรออกให้ส่วนหนึ่ง และถ้าที่ดินเป็นของกลุ่มนายทุนก็ให้กลุ่มนายทุนออกให้ส่วนหนึ่งร่วมกัน เมื่อเวลาเกิดภัยธรรมชาติขึ้นมา เกษตรกรก็จะได้มีหลักประกันในการต่อสู้กับภัยพิบัติเพื่อฟื้นฟูต่อไป
BIC: เกษตรกรไทยอาจจะต่างกับเกษตรกรในหลาย ๆ ประเทศ ในเรื่องความพร้อมในการรับเทคโนโลยี รวมถึงหลักการประกัน จะกำจัดอุปสรรคนี้ได้อย่างไร
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล: คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าที่ศูนย์ส่งเสริมเทคนิคด้านการเกษตรของนครกว่างโจวที่ดำเนินการอยู่ ก็คือการอบรมสัมนา ให้ความรู้ ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้รุกคืบ ไม่ใช่แค่การแจกเมล็ดพันธุ์หรือแจกปัจจัยการผลิตเพียงอย่างเดียว การสร้างองค์ความรู้และเข้าใจระบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กรอบกติกาของอาฟตาใหม่ ต้องให้เกษตรกรเท่าทัน และสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ต้องเสียภาษีและต้นทุนการผลิตของประเทศเพื่อนบ้านต่ำกว่า เพราะฉะนั้นก็ต้องหาจุดแข็งในการสร้างมาตรฐานผลผลิตที่ดีซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ต้องให้ควบคู่กันไปด้วย
|
|
|
BIC: จากการที่ไปดูศูนย์กลางค้าขายสัตว์น้ำนานาชาติอู่หูซื่อไห่ ซึ่งเป็นตลาดค้าขายสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ทางทะเลที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ไทยเราจะมีความร่วมมือกับตลาดนี้ได้อย่างไร
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล: ในส่วนของสัตว์น้ำเป็นสิ่งที่สังคมไทยยังไม่ไดัรับทราบข้อมูลในทางบวกมากมายนัก ทั้งที่ในวันนี้บนความเป็นจริงเราพบว่าการส่งออกสัตว์น้ำของไทยมาที่นครกว่างโจวเป็นลำดับต้น ๆ โดยมูลค่าที่ส่งออกมาในขณะนี้ประมาณ 3-4 พันล้านบาท โดยเฉพาะปลาเก๋า ซึ่งใครจะคิดว่าปลาเก๋าที่คนไทยนิยมมากินกันที่นครกว่างโจว ตัวปลาเก๋าเองมาจากเมืองไทย กุ้งมังกร กั้ง กุ้ง ปลาหมึก หลากหลายชนิดล้วนแล้วแต่ถูกส่งมาจากประเทศไทยทั้งสิ้น แต่พวกเราก็ไม่ได้มีโอกาสได้รับรู้กันเท่าไหร่
ในครั้งนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมตลาดค้าขายสัตว์น้ำนานาชาติอู่หูซื่อไห่ ซึ่งภาคเอกชนก็คงจะได้มีโอกาสขยายตลาดในส่วนนี้มากขึ้น โดยในครั้งนี้ภาคเอกชนของไทยและผู้ประกอบการเรื่องอาหารทะเลก็ได้มาสำรวจและเจรจากับตลาดด้วยก็คิดว่าคงเป็นการขยายตลาดให้กว้างมากยิ่งขึ้น
ความร่วมมือในขณะนี้ทางภาคเอกชนได้เข้ามาร่วมในการที่จะลงทุนและผลักดันสินค้าให้มีความสด ในขั้นต่อไปที่จะต้องส่งเสริมคือระบบการขนส่งให้เร็วขึ้นและค่าขนส่งไม่สูงจนเกินไปนักเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้
