
จากการที่จีนพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา โดยเร่งการลงทุนและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก ทำให้ประเทศจีนประสบกับปัญหาสภาพแวดล้อมที่รุนแรงในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งรัฐบาลจีนก็มิได้นิ่งนอนใจและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประกอบกับในปัจจุบัน จีนให้ความสำคัญกับการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งประเด็นการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนก็เป็นประเด็นที่นานาประเทศรวมทั้งจีนให้ความสนใจและพยายามมีบทบาทที่สร้างสรรค์ ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่การส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน/พลังงานทางเลือก จึงเป็นนโยบายที่รัฐบาลจีนให้ความสนใจเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งศูนย์ BIC ปักกิ่งขอนำเสนอพัฒนาการล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว ดังนี้
การสร้างแรงจูงใจให้ใช้พลังงานใหม่ภายในประเทศ
นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 รัฐบาลจีนเริ่มสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนลดการใช้พลังงานจากถ่านหินและน้ำมันและหันมาใช้พลังงานใหม่มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายจะถูกเก็บค่าธรรมเนียมพลังงานเพื่อนำมาพัฒนาพลังงานชนิดใหม่ ในเขตที่อยู่อาศัยเพิ่มจาก 0.25 เป็น 0.4 % เขตโรงงานขึ้นค่าธรรมเนียมประมาณ 0.8 % เงินส่วนนี้จะนำส่งให้แก่บริษัทผลิตไฟฟ้า เพื่อให้เป็นเงินสนับสนุนในการเปลี่ยนจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นพลังงานชนิดใหม่ อาทิ พลังงานลม เพราะกังหันลมในจีนส่วนใหญ่เพิ่งได้รับการสร้างขึ้นเมื่อปี 2552 และอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล นอกจากนี้เกือบ 1 ใน 3 ของกังหันลมยังไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม ส่วนที่เชื่อมต่อ ก็จะมีการสูญเสียกำลังไฟไปในระหว่างทาง และเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2552 รัฐบาลจีนเพิ่งเริ่มจะมีมาตรการใหม่ที่กำหนดว่า ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่ไม่เชื่อมต่อกับโครงข่ายพลังงานชนิดใหม่จะต้องจ่ายต้นทุนในการผลิตเป็น 2 เท่าของราคากระแสไฟฟ้าที่ไม่สามารถส่งออกไปยังสายส่งได้
การก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกธุรกิจพลังงานทดแทนรายใหญ่
นอกจากจะส่งเสริมการใช้พลังงานใหม่ภายในประเทศแล้ว ปัจจุบัน จีนกำลังพยายามผันตัวเองมาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานทดแทนชนิดใหม่และพลังงานสะอาด ได้แก่ กังหันลมปั่นไฟ โดยในปี 2552 บริษัท Shenyang Power Group ผลิตใบพัดกังหันลมจำนวนถึง 240 เครื่องให้แก่โครงการพลังงานลมขนาด 36,000 เอเคอร์ มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในรัฐเท็กซัสตะวันตก ซึ่งมีธนาคารจีนสนับสนุนเงินทุนด้วย นอกจากนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จีนก็ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลรายใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังพยายามจะพัฒนาเป็นผู้ผลิตโรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อส่งออกไปประเทศอื่น รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีที่จะจัดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพและลดมลภาวะมากยิ่งขึ้น ค่าแรงที่มีราคาถูก ทำให้จีนได้เปรียบคู่แข่ง ตลอดจนนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ของรัฐบาลในการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ก็เป็นข้อได้เปรียบเพิ่มเติมของผู้ผลิตจีนอีกด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน (งบประมาณระดับประเทศ เงินลงทุน เงินสนับสนุน ค่าชดเชยค่าธรรมเนียม ฯลฯ) และนโยบาย รวมทั้งมาตรการสนับสนุนด้านภาษี (การลด/ยกเว้นภาษีนำเข้าวัสดุ/อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง) ทั้งระดับประเทศและระดับมณฑล ขณะนี้ จีนจึงเป็นที่จับตามองของประเทศผู้นำด้านการผลิตระบบพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เนื่องจากภาวะก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งยังมีศักยภาพมากในภาวะพลังงานโลกปัจจุบัน
การเพิ่มความร่วมมือกับนานาประเทศ
ภายหลังการประชุมสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนเมื่อเดือนธันวาคม 2552 (หรือเป็นที่รู้จักกันโดยอักษรย่อว่า UNFCCC - COP 15) เพียงไม่นาน จีนและเดนมาร์กก็ได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการพัฒนาพลังงานชนิดใหม่ โดยเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2553 ได้เริ่มโครงการด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยพลังงานสะอาด ซึ่งรัฐบาลเดนมาร์กร่วมสนับสนุนเงินทุนในโครงการนี้ 100 ล้านโครเนอร์เดนมาร์ก หรือเท่ากับ 18.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วัตถุประสงค์หลักของโครงการก็เพื่อสนับสนุนให้จีนเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและใช้แหล่งพลังงานชนิดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ น่าสังเกตด้วยว่า Vestas ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำในบรรดาบริษัทผู้ผลิตระบบพลังงานลมมีบทบาทแข็งขันในจีนมานาน มีสำนักงานที่กรุงปักกิ่ง และล่าสุด เพิ่งจัดตั้งโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการผลิตเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนด้วย
การให้ความสำคัญเป็นนโยบายระดับชาติ
รัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญแก่การพัฒนาพลังงานใหม่อย่างมาก โดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติจีน (National Development and Reform Commission - NDRC) ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งพลังงานและพัฒนาพลังงานทางเลือกในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 11 (2549-2553) เป็นลำดับต้นๆ เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2549 กฎหมายพลังงานนำกลับมาใช้ใหม่ (Renewable Energy Law) ของจีนก็มีผลบังคับใช้ เพื่อเป็นกรอบกฎระเบียบทั้งหมดเกี่ยวกับพลังงานนำกลับมาใช้ใหม่ของจีน และเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2552 ได้มีการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวอีกครั้ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของจีนในด้านนี้
นอกจากนี้ ช่วงต้นปี 2553 รัฐบาลจีนได้จัดตั้งคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (National Energy Commission - NEC) โดยมีนายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีและนายหลี่ เค่อเฉียง รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 เป็นประธานและรองประธาน NEC ตามลำดับ ซึ่ง NEC จะเป็นองค์กรลักษณะ “super ministry” ที่ครอบคลุมหน้าที่ในหลายมิติ หลักๆ ก็คือ การศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านพลังงานของชาติ การบริหารจัดการปัญหาสำคัญๆ ด้านความมั่นคงและพัฒนาการทางพลังงาน การประสานงานและวางแผนเชิงบูรณาการทั้งในการพัฒนาด้านพลังงานภายในประเทศและความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศ โดยมีกรรมการที่เป็นผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ของจีน จำนวน 21 คน ในจำนวนนี้รวมทั้งรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญๆ เช่น นายหยาง เจี๋ยฉือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายจาง ผิง รัฐมนตรีว่าการคณะกรรมาธิการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติ นายว่าน กัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายหลี่ อี้จง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและสารสนเทศ นายเซี่ย ซวี่เหริน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายหลี่ เซิ่งหลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการขนส่ง นายเฉิน เต๋อหมิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายโจว เซิงเสียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
จากแนวโน้มสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน เป็นที่เชื่อได้ว่า จีนจะยังคงมีนโยบายในการพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่ไปกับการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตและการบริโภคของประเทศ เพื่อให้จีนสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสง่างามโดยไม่มีข้อครหาจากนานาประเทศเรื่องการทำลายสภาพสิ่งแวดล้อม แนวทางการพัฒนาด้านพลังงานของจีนจะมีผลกระทบต่อนานาประเทศทั่วโลก เพราะความต้องการพลังงานของจีนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาของวัตถุดิบด้านพลังงานในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะพลังงานฟอสซิลแบบดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ศูนย์ BIC ปักกิ่งก็จะได้ติดตามพัฒนาการของจีนเกี่ยวกับพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งมาตรการและนโยบายเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องมานำเสนอท่านผู้อ่านอย่างต่อเนื่องต่อไป
ภาพจาก - http://www.sd-sanrong.com/bhfront/08_daohang_01.jsp
