
ธุรกิจโรงพยาบาลของไทยมีความก้าวหน้าทันสมัย จนมีการขยายธุรกิจทั้งในรูปออกไปลงทุนในต่างประเทศ และดึงดูดนักท่องเที่ยว/ ผู้ต้องการรับการรักษาต่างชาติเข้ามาในไทย สำหรับการออกไปลงทุนในต่างประเทศนั้น จีนเป็นตลาดใหญ่ที่ธุรกิจโรงพยาบาลข้ามชาติจากทั่วโลกต่างสนใจ ขณะที่รูปแบบการให้บริการในโรงพยาบาลของจีนมีลักษณะอย่างไร อาจเป็นเรื่องที่คนต่างชาติไม่มีโอกาสได้สัมผัสและรับรู้กันมากนัก ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ จึงได้รวบรวมข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจโรงพยาบาลในจีน การใช้บริการในโรงพยาบาลของจีน และระบบประกันสังคมด้านการรักษาพยาบาลของประชาชนจีน มาเพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ที่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อการอยู่อาศัยในประเทศจีน (โดยเฉพาะนครเซี่ยงไฮ้) และผู้ที่พิจารณาโอกาสการลงทุนในธุรกิจบริการด้านสุขภาพในจีนต่อไป
โรงพยาบาลในจีนเป็นอย่างไร ?
โรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่ผูกขาดโดยรัฐบาลจีนมายาวนาน ทำให้ระบบการบริหารจัดการ บุคลากรการแพทย์ และรูปแบบการให้บริการของโรงพยาบาลในจีนยังล้าหลังกว่าประเทศพัฒนาแล้วมาก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้เปิดให้เอกชนจัดตั้งโรงพยาบาลได้ อีกทั้งเปิดให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามาร่วมทุนในธุรกิจโรงพยาบาลได้ ทำให้มีธุรกิจต่างชาติ ในสาขาธุรกิจโรงพยาบาลขนาดใหญ่จากตะวันตกและสิงคโปร์เข้ามาลงทุนในเมืองใหญ่ที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจ้อเจียง และมณฑกวางตุ้ง เป็นต้น
|
|
สำหรับนครเซี่ยงไฮ้นั้น มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศหลายแห่ง ทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชนจีน และโรงพยาบาลที่ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน ตามสถิติปี 2551 โรงพยาบาลในนครเซี่ยงไฮ้มีทั้งหมด 301 แห่ง ซึ่งถือว่าน้อยมากและไม่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อเทียบกับประชากรในเซี่ยงไฮ้กว่า 18 ล้านคน แต่นอกจากโรงพยาบาลแล้ว ในนครเซี่ยงไฮ้ก็ยังมีสถานประกอบการประเภทศูนย์บริการการแพทย์ (Medical Center) อีก 428 แห่ง และคลินิก 358 แห่ง นอกจากนี้ยังมีสถานีอนามัย และสถานพยาบาลอื่นๆ เช่น หน่วยพยาบาลในหน่วยงานขนาดใหญ่รวมกว่า 1,000 แห่ง แต่สถานที่ที่ประชาชนทั่วไปนิยมเดินทางไปใช้บริการเมื่อเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคปวดหัวตัวร้อนทั่วๆ ไป หรือโรคร้ายแรง ก็ยังคงเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของรัฐ คล้ายกับประเทศไทย เนื่องจากเป็นแหล่งรวมแพทย์ที่มีชื่อเสียง และมีความน่าเชื่อถือในด้านมาตรฐานการรักษาและอุปกรณ์การแพทย์ แต่สิ่งที่แตกต่างกับไทย คือ ความหลากหลายในการเลือกใช้บริการ เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐเหล่านี้มีระดับการบริการที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่จะแตกต่างกันในด้านมาตรฐานและคุณภาพการรักษา ทั้งนี้ โรงพยาบาลในนครเซี่ยงไฮ้ได้แบ่งระดับ (เกรดโรงพยาบาล) อย่างชัดเจนเป็น 3 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 เป็นโรงพยาบาลและศูนย์บริการด้านสาธารณสุขระดับชุมชน ซึ่งจะตั้งอยู่ในบริเวณชุมชน โดยจะให้บริการด้านการตรวจรักษาทั่วไปที่ไม่ใช่การตรวจโรคเฉพาะทาง อาทิ วัดความดัน วัดอุณหภูมิร่างกาย เป็นต้น
ระดับที่ 2 เป็นโรงพยาบาลระดับเขตที่สามารถให้บริการการตรวจวินิจฉัยโรคเฉพาะด้านในระดับที่สูงกว่าระดับที่ 1 แต่ไม่ใช่โรคที่มีความซับซ้อนมากนัก และให้การรักษาประชาชนในเขตพื้นที่ที่โรงพยาบาลตั้งอยู่เป็นหลัก ทั้งในลักษณะผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โดยมีขนาดรองรับผู้ป่วยประมาณ 300-400 เตียง
ระดับที่ 3 เป็นโรงพยาบาลรัฐที่มีมาตรฐานการตรวจรักษาและการวิจัยโรคในระดับสูง โดยมักมีการเชื่อมโยง/ ร่วมมือกับสาขาการแพทย์ของมหาวิทยาลัยรัฐ จึงถือเป็นโรงพยาบาลระดับที่ดีที่สุดและได้รับการยอมรับสูงที่สุดในหมู่ประชาชน มีขนาดใหญ่กว่าโรงพยาบาล 2 ระดับแรก สามารถรองรับผู้ป่วยได้มากกว่า 500 เตียงขึ้นไป โดยครอบคลุมถึงผู้ป่วยนอกนครเซี่ยงไฮ้ที่ต้องการคุณภาพการรักษาในระดับสูงด้วย โรงพยาบาลประเภทนี้ในนครเซี่ยงไฮ้มีประมาณ 30 กว่าแห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลรัฐที่มีชื่อเสียงซึ่งเชื่อมโยง/ ร่วมมือกับสาขาการแพทย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของนครเซี่ยงไฮ้ 10 แห่ง (คล้ายโรงพยาบาลจุฬาฯ โรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น)
|
|
โรงพยาบาลชั้นนำติด 10 อันดับแรกของจีน เป็นโรงพยาบาลในนครเซี่ยงไฮ้จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ Shanghai Huashan Hospital, Shanghai Ruijing Hospital และ Shanghai Renji Hospital ซึ่งล้วนเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ในกลุ่มระดับที่ 3 ข้างต้น ทั้งนี้ โรงพยาบาล Shanghai Huashan เพิ่งได้รับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลสากลตามมาตรฐาน JCI (Joint Commission International : JCI เป็นองค์กรระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่ให้การรับรองคุณภาพโรงพยาบาลทั่วโลก) เมื่อต้นเดือนเม.ย. 2553 ซึ่งนับเป็นแห่งแรกของนครเซี่ยงไฮ้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว
โรงพยาบาลรัฐในนครเซี่ยงไฮ้จะได้รับเงินสนับสนุนจากเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ในสัดส่วนร้อยละ 10 ส่วนรายได้ที่เหลือจะมาจากการหารายได้ของโรงพยาบาลเองที่ต้องทำกำไรให้ครอบคลุมต้นทุนในการบริหารจัดการประมาณร้อยละ 70-90 ของรายได้ทั้งหมด ดังนั้นโรงพยาบาลรัฐจึงต้องเร่งสร้างรายได้ไม่แตกต่างจากโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป
สำหรับโรงพยาบาลเอกชนในนครเซี่ยงไฮ้ รัฐบาลเปิดให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนได้ในลักษณะการร่วมทุนกับฝ่ายจีนเท่านั้น โดยต้องเป็นโครงการที่มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 20 ล้านหยวนขึ้นไป และฝ่ายจีนต้องถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 30
โรงพยาบาลเอกชนที่ลงทุนโดยต่างชาติในนครเซี่ยงไฮ้เป็นการลงทุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในธุรกิจโรงพยาบาลจากตะวันตก และสิงคโปร์ อาทิ Parkway Health / International SOS เป็นต้น ซึ่งเข้ามาลงทุนร่วมกับโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ในการจัดตั้งโรงพยาบาล ศูนย์บริการการแพทย์ และคลินิก อาทิ โรงพยาบาลหัวซาน (Huashan Hospital) ร่วมกับกลุ่ม World Link ตั้งศูนย์การแพทย์ Huashan Worldwide Medical Center โรงพยาบาล Ruijing ร่วมกับ Singapore Parkway Medical Group ตั้งคลินิคเอกชน 7 แห่ง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลทุนต่างชาติที่เปิดรักษาโรคเฉพาะด้าน เช่น โรงพยาบาลด้านสูตินารี ด้านทันตกรรม และศัลยกรรมเสริมความงาม เป็นต้น
การให้บริการของโรงพยาบาลในนครเซี่ยงไฮ้
เมื่อเกิดเจ็บป่วยและต้องการไปโรงพยาบาล สำหรับในนครเซี่ยงไฮ้แล้ว สามารถค้นหารายชื่อโรงพยาบาลและที่อยู่ได้อย่างสะดวกทางอินเตอร์เน็ทจากhttp://www.91985.com/Hospital/index.aspx (ภาษาจีน) หรือ http://www.thaishanghai.com/en/gg_info.asp?id=128 (ภาษาอังกฤษ) ซึ่งส่วนใหญ่คนทั่วไปก็จะเลือกใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐที่มีชื่อเสียง หรือโรงพยาบาลระดับ 3 ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งหากเป็นคนจีนในเซี่ยงไฮ้ก็จะสามารถใช้สวัสดิการประกันสังคม ซึ่งจะขอกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อด้านล่างต่อไป ส่วนชาวต่างชาติในเซี่ยงไฮ้ที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ดี การไปใช้บริการที่โรงพยาบาลรัฐเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากหรือน่ากลัวอย่างที่คิด แต่สำหรับคนต่างชาติที่สื่อสารภาษาจีนไม่คล่อง การเข้าไปใช้บริการที่โรงพยาบาลในแผนกปกติที่คนจีนใช้บริการก็อาจเป็นเรื่องที่ยากเย็นไม่น้อย เนื่องจากบุคลากรทั่วไปไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และเอกสารทุกอย่างก็เป็นภาษาจีน ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุด คือ แผนกบริการชาวต่างชาติของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ (คล้ายคลินิกพิเศษของโรงพยาบาลรัฐในไทย) ซึ่งมักมีบุคลากรที่มีความพร้อมด้านภาษา และมีระดับการบริการที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ซึ่งก็ทำให้ราคาค่ารักษาแพงขึ้นหลายเท่าตัว อย่างไรก็ดี แผนกบริการชาวต่างชาติในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่นี้เองที่เป็นโอกาสธุรกิจที่ต่างชาติจะเข้ามาร่วมลงทุนกับโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่เหล่านี้ได้
|
|
สำหรับการใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ของคนจีนทั่วๆ ไปนั้น เริ่มต้นที่แผนกเวชระเบียนเช่นเดียวกับประเทศไทย เพื่อแจ้งอาการ และรับทราบว่าจะต้องไปตรวจที่แผนกใด แต่ต่างกับไทยที่ในจีนไม่ได้ใช้ระบบฐานข้อมูลคนไข้เก่า-ใหม่เหมือนไทย เพราะคนจีนทุกคนที่เคยไปโรงพยาบาลแล้ว จะมีสมุดบันทึกประวัติคนไข้ประจำตัว 1 เล่ม ที่ได้มาจากการไปโรงพยาบาลครั้งแรก ซึ่งทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาลก็ต้องนำสมุดเล่มนี้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลใดก็ใช้ร่วมกันได้หมด เพื่อให้แพทย์บันทึกรายละเอียดการตรวจรักษาและการจ่ายยา ดังนั้นที่จีนสมุดประวัติคนไข้จึงเป็นสมบัติส่วนตัวของคนไข้ ไม่ใช่สมบัติของโรงพยาบาล เมื่อมีสมุดเล่มนี้แล้ว ก็ให้ไปลงทะเบียนที่แผนกทะเบียน เพื่อจ่ายค่าสมุดทะเบียน (กรณีซื้อครั้งแรก) ราคาไม่เกิน 20 หยวน บวกกับค่าลงทะเบียนอีกไม่เกิน 10 หยวน จากนั้นจึงไปยังแผนกตรวจรักษา ซึ่งเมื่อถึงคิวก็เข้าไปตรวจในห้องแพทย์ เสร็จแล้วก็ไปชำระเงิน และรับยา ในส่วนของยานั้น คนไข้สามารถสอบถามรายละเอียดรวมทั้งค่ายาจากแพทย์ได้ก่อน โดยหากเป็นยาที่สามารถซื้อตามร้านขายยาได้ คนไข้อาจเลือกไม่ซื้อกับโรงพยาบาลซึ่งมักมีราคาแพงกว่า
|
|
ระบบสวัสดิการประกันสังคมการรักษาพยาบาลของนครเซี่ยงไฮ้
สำหรับคนจีนทั่วไปที่อยู่ในระบบประกันสังคมจะสามารถใช้สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) ผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นต่อที่บ้าน รวมถึงการซื้อยา ณ ร้านขายยาที่กำหนด ซึ่งการจ่ายเงินค่ารักษาในแต่ละครั้งจะกระทำผ่านบัตรประจำตัวการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนที่มีลักษณะคล้ายบัตรรูดเดบิตในการหักยอดค่าใช้จ่ายจากบัญชีค่ารักษาพยาบาลส่วนบุคคลของผู้ประกันตนซึ่งมีแหล่งที่มาของเงินจากการหักจากเงินเดือนของผู้ที่มีรายได้ และการจ่ายสมทบจากนายจ้าง บัญชีค่ารักษาพยาบาลนี้เป็นบัญชีเงินฝากส่วนบุคคลประเภทที่มีดอกเบี้ย ซึ่งนอกจากจะใช้ในการรูดหักค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลแล้ว ยังสามารถใช้ในการรูดซื้อยาประเภทที่อยู่ในบัญชีรายชื่อยาตามร้านขายยาที่กำหนดด้วย แต่ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ ส่วนในกรณีที่เงินในบัญชีมีเหลือจะสามารถเก็บสะสมยอดคงเหลือไว้ใช้ในปีต่อๆ ไป หรือโอนต่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายระบุได้ แต่ในกรณีที่เงินในบัญชีมีเหลือไม่เพียงพอจ่ายค่ารักษาพยาบาล ผู้ประกันตนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองในส่วนที่ยังไม่เกินเพดานที่กำหนด แต่หากจำนวนเงินสูงเกินเพดานที่ระบบกำหนด กองทุนการรักษาพยาบาลจะช่วยจ่ายสมทบในอัตราที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ สวัสดิการดังกล่าวยังครอบคลุมไปจนถึงหลังการเกษียณอายุด้วย โดยผู้เกษียณอายุจะได้รับเงินชดเชยในอัตราที่สูงกว่าผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน
|
|
สำหรับนครเซี่ยงไฮ้ ในปี 2552 มีลูกจ้าง/ พนักงานสังกัดหน่วยงานรัฐและเอกชน (รวมผู้เกษียญอายุแล้วที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว ผู้ประกอบกิจการส่วนตัว และผู้ทำงานอิสระ) ที่เข้าร่วมระบบประกันการรักษาพยาบาลพื้นฐานกลุ่มคนทำงานของภาครัฐ รวม 9.512 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 69 ของประชากรที่มีสำมะโนครัวในนครเซี่ยงไฮ้ และผู้ที่เข้าร่วมระบบประกันการรักษาพยาบาลพื้นฐานกลุ่มพลเมือง (รวมนักศึกษาในมหาวิทยาลัย) รวม 2.5418 ล้านคน
การลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในนครเซี่ยงไฮ้ แม้นครเซี่ยงไฮ้จะมีโรงพยาบาลในระดับแนวหน้าของประเทศหลายแห่ง และมีการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติแล้ว แต่ทรัพยากรด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาลในนครเซี่ยงไฮ้ ทั้งในด้านจำนวนโรงพยาบาล จำนวนห้องคนไข้ แพทย์ และบุคลากรการแพทย์ล้วนยังอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้นครเซี่ยงไฮ้ยังมีช่องว่างทางการตลาดและระดับความต้องการอีกมาก จากตัวเลขสถิติในปี 2552 นครเซี่ยงไฮ้มีประชากรที่มีสำมะโนครัวนครเซี่ยงไฮ้รวม 13.7939 ล้านคน และมีประชากรที่เป็นแรงงานต่างถิ่นประมาณ 5 ล้านคน ในปี 2551 สถานพยาบาลในนครเซี่ยงไฮ้มีจำนวนรวม 2,723 แห่ง โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นโรงพยาบาลเพียง 301 แห่ง ศูนย์บริการการแพทย์ (Medical Center) ในเขตเมือง 428 แห่ง และคลินิก 358 แห่ง ส่วนที่เหลือเป็นสถานีอนามัย และองค์กร / สถานพยาบาล อื่นๆ รวมให้การรักษาผู้ป่วยประเภทผู้ป่วยนอก และแผนกฉุกเฉินทั้งสิ้น 152.38 ล้านคน/ครั้ง
ในด้านกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนนั้น แม้ประชาชนทั่วไปจะมีสวัสดิการการรักษาพยาบาลที่ค่อนข้างครอบคลุมอยู่แล้ว และประชาชนทั่วไปก็มีแนวโน้มที่จะเลือกเข้าโรงพยาบาลรัฐมากกว่า ทั้งนี้ ตัวเลขในปี 2551 พบว่า ชาวเซี่ยงไฮ้มีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพเฉลี่ยคนละ 755 หยวน/ ปี คิดเป็นอัตราส่วนเพียงร้อยละ 3.89 ของรายจ่ายครอบครัวเฉลี่ยต่อคนที่ 19,398 หยวน/ ปี แต่ในนครเซี่ยงไฮ้ยังมีผู้บริโภคในระดับไฮเอ็นทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติที่มีแนวโน้มที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่จะได้รับการบริการที่สะดวกสบายมากกว่าโรงพยาบาลรัฐมาก แม้ระดับราคาของโรงพยาบาลเหล่านี้จะสูงแตกต่างกับโรงพยาบาลรัฐทั่วไปหลายเท่าตัว แต่ก็ยังเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยโรงพยาบาลชั้นนำในนครเซี่ยงไฮ้กำลังเร่งสร้างความร่วมมือกับธุรกิจโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากลจากต่างชาติในการพัฒนาบริการเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนต่างชาติในนครเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในจีนให้วางใจเลือกรับการรักษา/ คลอดบุตรในโรงพยาบาลชั้นนำในเซี่ยงไฮ้แทนการต้องเดินทางไปยังฮ่องกงหรือกลับประเทศตนเองเหมือนที่ผ่านมา
|
|
นอกจากนี้ ในนครเซี่ยงไฮ้ยังมีช่องว่างทางการตลาดสำหรับโรงพยาบาล / ศูนย์การแพทย์ในสาขาเฉพาะทางที่ผู้บริโภคในเซี่ยงไฮ้ยอมลงทุนเป็นพิเศษ อาทิ สาขาการเสริมความงาม ผิวพรรณ ทันตกรรม เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นสาขาที่ตรงกับกระแสการบริโภคของคนเซี่ยงไฮ้ที่เน้นความสำคัญด้านรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ยังเป็นสาขาที่อยู่นอกเหนือจากการใช้สิทธิในระบบประกันสุขภาพพื้นฐานด้านการรักษาพยาบาลของรัฐอีกด้วย
ธุรกิจบริการด้านสุขภาพที่มีศักยภาพสูงในนครเซี่ยงไฮ้และเมืองใหญ่ของจีนในปัจจุบันอีกประเภทหนึ่ง คือ สถานบริการสุขภาพเพื่อผู้สูงอายุ เนื่องจากนครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีปัญหาการเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุมากที่สุดในจีน โดยมีประชาการที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เป็นจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 100 ปี จำนวนมากกว่า 900 คน ประชากรของนครเซี่ยงไฮ้มีอายุยืนเฉลี่ย 81 ปี (ประชากรหญิงมีอายุยืนเฉลี่ย 83 ปี และประชากรชายมีอายุยืนเฉลี่ย 79 ปี) ขณะที่ประชากรทั่วจีนมีอายุเฉลี่ย 73 ปี ทั้งนี้ ประชากรผู้สูงอายุในนครเซี่ยงไฮ้จัดเป็นตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังใช้จ่าย ประกอบกับสังคมจีนยังมีวัฒนธรรมเรื่องความกตัญญูต่อบุพการีที่เข้มข้น นอกจากนี้ การลงทุนด้านโรงพยาบาล/สถานบริการด้านสุขภาพเพื่อคนชรายังเป็นธุรกิจที่รัฐบาลเซี่ยงไฮ้มุ่งสนับสนุนดึงดูดทุนจากต่างชาติอีกด้วย ขณะที่ปริมาณสถานประกอบการในด้านดังกล่าวที่ได้คุณภาพยังมีไม่มากนัก
อย่างไรก็ดี ปัญหาด้านบุคลากรการแพทย์ยังคงเป็นปัญหาหลักสำหรับธุรกิจโรงพยาบาลต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในจีน แต่เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะสนับสนุนให้บุคลากรการแพทย์ที่มีประสบการณ์สามารถไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนหรือคลินิคเพิ่มเติมได้ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนด้านบุคลากร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสการหาบุคลากรการแพทย์ที่เป็นที่รู้จักในตลาดอยู่แล้วให้กับธุรกิจเอกชนที่เข้าไปลงทุนใหม่ได้
