ประสบการณ์การค้าและฉลากสินค้าจากผู้ประกอบการไทย
ประสบการณ์การค้าและฉลากสินค้าจากผู้ประกอบการไทย

BIC ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณวีระยุทธ โฆศิรินนท์ ซึ่งเปิดบริษัทThai Loyalty Trade (Guangzhou) Company Limited จำหน่ายข้าวหอมมะลิไทย ผลไม้ไทย อยู่ที่กวางโจว ขณะนี้กำลังพยายามขยายตลาดเครื่องปรุงอาหารไทยและผลไม้แปรรูปให้เป็นที่นิมแพร่หลายในมณฑลกวางตุ้ง เชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ

คุณวีระยุทธ โฆศิรินนท์

BIC: เข้ามาทำธุรกิจในจีนนานแค่ไหนแล้วครับ

คุณวีระยุทธฯ : จริงๆผมอยู่ในเมืองจีนมา 10 ปีแล้วครับ เมื่อก่อนทำงานอยู่ที่บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ แล้วตอนหลังออกมาตั้งบริษัทของตนเองโดยปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วครับ

BIC: การทำการค้าในจีนเป็นอย่างไรบ้าง

คุณวีระยุทธฯ : จีนเป็นตลาดที่ใหญ่ มีการคุ้มครองสินค้าของจีนเอง และมีการออกใช้มาตรการใหม่ๆ อยู่เสมอ ภายหลังจากจีนเข้าเป็นสมาชิก WTO เมื่อปี 2001 จีนต้องเปิดรับสินค้าต่างประเทศเข้ามาตามข้อผูกพันของ WTO ทำให้มีสินค้าเข้ามาในจีนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ทางการจีนเองต้องใช้มาตรการควบคุมเพื่อไม่ให้มีสินค้าต่างประเทศทะลักเข้ามาในจีนมากเกินไป ในส่วนของสินค้าประเภทอาหาร ทางการจีนออกมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะในรูปของบรรจุณฑ์ ต้องติดฉลากที่มีภาษาจีนกำกับ มีรายละเอียดของสินค้าครบถ้วน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ถ้าผู้ส่งออกไทยหรือผู้ที่ต้องการส่งสินค้ามายังจีน ต้องคอยติดตามกฏเกณฑ์เหล่านี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะจีนอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนแปลง

BIC: ขั้นตอนในการนำสินค้าไทยเข้ามาทำตลาดในจีนเป็นอย่างไร

คุณวีระยุทธฯ : ถ้าจะมาทำตลาดในจีน ในเบื้องต้นอาจจะมาในลักษณะการมาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ซึ่งงานแสดงสินค้าทางการจีนผ่อนปรนเรื่องการบรรจุภัณฑ์ ท่านอาจนำสินค้าเข้ามาทดลองตลาดไปก่อนโดยอาจจะเป็นสินค้าไทยที่ติดฉลากไทยก่อนแล้วติดภาษาจีนกำกับไว้นิดหน่อยพอให้ผู้ซื้อเข้าใจ การมาร่วมงานแสดงสินค้าประเภทนี้จะทำให้เราได้ทราบผู้บริโภคจีนในแต่ละมณฑล เพราะจีนกว้างใหญ่ไพศาล มีพฤติกรรมของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน รสชาดที่รับได้กับรับไม่ได้ก็แตกต่างกัน

อันที่สองคือ ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่มีกำลังซื้อแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้กลับไปวางกลยุทธ์ในการเปิดตลาดได้ รวมถึงเรื่องบรรจุภัณฑ์ซึ่งจีนเองตอนนี้มีการพัฒนาเรื่องบรรจุภัณฑ์ค่อนข้างดี ผู้ประกอบการไทยบางรายยังไม่เข้าใจตลาด ส่งสินค้ามาแบบไม่มีการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้เรียบร้อย อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องอายุของสินค้า จริงๆ สินค้าอาหารไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและรสชาดดี แต่เนื่องจากขั้นตอนการเดินทาง การออกของ กว่าจะมาถึงผู้บริโภคที่จีนต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นอายุของสินค้าที่จะขายเข้าห้างอย่างน้อยมีอายุ 1 ปี

ในระหว่างที่ออกงานอาจเจอลูกค้าที่สนใจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเก็บเป็นข้อมูล เมื่อเก็บข้อมูลในระดับหนึ่งหรือมีคนสนใจแล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมคือตัวสินค้าเอง ปัจจุบันขั้นตอนในการส่งสินค้าเข้ามาในจีนเริ่มเข้มงวด มาตรฐานของโรงงาน มาตรฐานของการส่งออกต้องมีเอกสารอย่างถูกต้องและเป็นไปตามกฏระเบียบ ในอดีตเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 จีนกำหนดว่าสินค้าประเภทอาหารที่ส่งมาที่จีนต้องมีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นภาษาจีนเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อประกาศออกมาระยะหนึ่งผลปรากฏว่าการดำเนินการเป็นไปได้อย่างข้างลำบากและได้รับการร้องเรียนจากผู้ส่งออกประเทศต่างๆ หลังจากนั้นทางการจีนจึงอะลุ่มอล่วยมากขึ้น แต่ว่าการติดฉลากสินค้าบนตัวบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ก็ต้องเป็นไปตามกฏ เช่น ต้องเป็นอักษรจีนตัวย่อ ส่วนประกอบสินค้าและวัตุประสงค์การมใช้ ต้องถูกระบุอย่างละเอียด ตัวอย่าง เช่น เกลือน้ำตาลต้องระบุว่าเป็นเกลือหรือน้ำตาลเพื่อบริโภค ถ้าเราระบุแค่เป็นเกลือหรือน้ำตาลเท่านั้น จะถือว่าไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีพวก ปริมาตร การเก็บรักษา วิธีการใช้ สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้ถูกต้อง

BIC: ก่อนจะนำสินค้าเข้ามาในจีนต้องผ่านการตรวจจากหน่วยงานไหนบ้าง

คุณวีระยุทธ : อันดับแรกต้องผ่านด่านศุลกากรก่อนเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าเป็นสินค้าเกษตรอยู่ที่ร้อยละ 13 ถ้าเป็นสินค้าอื่นๆ ร้อยละ 17 ภาษีสินค้านำเข้าแตกต่างกันไปในแต่ละเขต ถึงแม้ตอนนี้จะมี FTA แล้วก็จริง แต่บางเขตยังคงต้องศึกษากฏเกณฑ์ว่าเขียนอย่างไร บางครั้งสินค้าบางตัวยังมีอัตราภาษีไม่เท่ากับศูนย์ ก็ต้องเสียภาษีนำเข้า อันนี้คือด่านแรก หลังจากผ่านด่านของศุลกากรแล้วต้องมาผ่านสำนักงานมาตรฐานคุ้มครองสินค้าของจีน (AQSIQ) ซึ่งจะมีการตรวจเรื่องฉลากสินค้า คุณภาพภายในตัวสินค้า โดยถ้าจะทำให้ถูกต้องต้องยื่นขออนุญาตก่อนการนำสินค้าเข้ามา แต่ตอนนี้แต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเรายื่นขออนุญาตก่อนการนำเข้าสินค้า ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน โดยส่งตัวอย่างสินค้าที่เราจะนำเข้ามาให้ AQSIQ ตรวจ ถ้าตรวจผ่านแล้วถึงจะส่งของออกจากไทย เท่าที่ผมทราบ บางเขตบอกว่าไม่ต้องส่งมาตรวจก่อนก็ได้ พอผ่านด่านศุลกากรแล้วค่อยเอาไปให้ AQSIQ ตรวจ อย่างนี้ก็ได้ ต้องดูข้อบังคับของแต่ละพื้นที่ แต่ที่ดีที่สุดคือมายื่นขออนุญาตก่อน AQSIQ จะตรวจทั้งคุณภาพสินค้าและตัวฉลาก ฉลากเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องผ่านการตรวจในเบื้องต้น เช่น ตอนนี้ที่กวางโจวเริ่มมีมาตรการเข้มในเรื่องของเครื่องแกงที่เราเจอคือ รูปอาหารในชามเรามีเนื้อสัตว์แต่จริงๆ เครื่องแกงในถุงไม่มีเนื้อสัตว์ใดๆ ทางการจีนก็บอกว่าอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าข้างในชามมีเนื้อสัตว์อยู่ อันนี้ถ้า AQSIQ บอกให้เราแก้ไข เราก็ต้องปรับบรจุภัณฑ์ของเราให้เป็นไปตามกฏ ส่วนเรื่องคุณภาพหรือส่วนผสมทาง AQSIQ ก็ตรวจด้วย

จีนมีมาตรฐานสินค้าของตัวเองอยู่ แต่ถ้าสินค้าของไทยเป็นสินค้าที่จีนไม่เคยนำเข้าก็อาจยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานไว้ ทางจีนจะเอาสินค้าของเราไปศึกษาและตั้งมาตรฐานก่อนว่าจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ ข้อมูลที่ผมได้รับทราบมาคือ ก่อนเดือนมิถุนายน 2552 ถ้าสินค้านั้นเคยมีการนำเข้ามาแล้ว จีนจะยึดสินค้านั้นเป็นมาตรฐาน หลังจากนี้ถ้าเรานำเข้าจีนก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าเราไม่เคยนำเข้าสินค้านั้นเลย เรานำเข้ามาเป็นชุดแรก เค้าอาจจะต้องมาสุ่มตรวจค่อนข้างเยอะหน่อยเพื่อสร้างเป็นมาตรฐาน ถ้าสินค้าเราไม่ได้มาตรฐานก็มีโอกาสโดนตีกลับได้ การนำเข้าสินค้ามาในจีนผ่านด่านทุกด่านต้องตรวจ AQSIQ (บ้านเราเรียกว่าตรวจ อ.ย.จีน) หลังจากตรวจอันนี้แล้วถ้าไม่มีปัญหาเราก็สามารถนำสินค้าของเราออกจากท่าเรือได้ ส่วนถ้าเราจะเอาไปขายห้างเราต้องรอใบรับรอง (卫生检验证) จาก AQSIQ ออกมาก่อน ทางห้างจะขอใบนี้จากเรา ถ้าไม่มีใบรับรองอันนี้ก็นำสินค้าเข้าห้างไม่ได้ทั่วประเทศจีน ส่วนถ้าไม่ขายเข้าห้างเราก็ไม่ต้องรอใบนี้ สามารถขายไปก่อนได้เลย

ผู้อำนวยการ AQSIQ เข้าร่วมการประชุมกับรมต.เกษตรฯของประเทศอาเซียน

BIC: ผู้ส่งออกไทยหรือผู้นำเข้าจีนมีหน้าที่ไปขอใบอนุญาต AQSIQ

คุณวีระยุทธฯ : อันนี้แล้วแต่สองฝ่ายคุยกัน โดยปกติแล้วจะเป็นผู้นำเข้าที่มีหน้าที่ไปขอใบอนุญาต AQSIQ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อเรานำเข้าที่ด่านไหนก็แล้วแต่ เราสามารถขายได้ทั่วประเทศจีน สมมุติว่าเรานำเข้าที่กวางโจว ได้ใบรับรองจาก AQSIQ มาแล้วก็สามารถเอาไปขายที่เซี้ยงไฮ้หรือปักกิ่งได้ แต่ถ้าเรามีเอเยนต์หลายรายอยู่ตามแต่ละเมือง อันนี้เราก็ต้องตกลงกันในเรื่องค่าใช้จ่าย เท่าที่ทราบตอนนี้ การไปยื่นตรวจครั้งหนึ่งต่อสินค้า 1 ตัว 1 บรรจุภัณฑ์ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 500 หยวน ถ้าคุยกันได้ผู้นำเข้าอาจจะเป็นผู้รับภาระตรงนี้ไป

BIC: ถ้าผู้นำเข้าฝ่ายจีนเป็นผู้ไปยื่นตรวจ ต่อมาฝ่ายไทยต้องการเปลี่ยนตัวผู้นำเข้าจะทำอย่างไร

คุณวีระยุทธฯ : ถ้าเรามีเอเยนต์ใหม่ เราต้องไปยื่นขออนุญาต AQSIQ ใหม่ ต้องทำเรื่องเอกสารเดินเรื่องใหม่ ส่วนเอเยนต์คนเก่าก็ยังสามารถใช้ใบรับรองอันเก่าได้ แต่ว่าใบรับรองใบนั้นจะผูกพันอยู่กับเฉพาะตราสินค้านั้น บรรจุภัณฑ์แบบนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งคงหาใครมาขายให้เค้าลำบาก ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนเอเยนต์ก็ให้เอเยนต์เจ้าใหม่ไปขอในรับรองอีกครั้ง ส่วนเจ้าเก่าเราก็ไม่ต้องขายให้เค้าแล้ว อันนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะสินค้ามันมีวันหมดอายุ ถ้าสินค้าล๊อตนั้นที่เข้ามาหมดแล้วจะนำเข้าอีกครั้ง ก็ต้องไปยื่นขอใบรับรองใหม่

คุณวีระยุทธฯและทีมงานบริษัท Thai Loyalty

BIC: หมายความว่าในทุกชุดสินค้าที่เรานำเข้ามาต้องยื่นขอใบอนุญาตใหม่หรือ

คุณวีระยุทธฯ : ครั้งแรกเราต้องไปยื่นแจ้งกับ AQSIQ เพื่อลงทะเบียนไว้ก่อนว่าเราจะมีการนำเข้าสินค้าประเภทนี้เข้ามาในจีน ซึ่งใบนี้จะไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งใบรับรองครั้งแรกนี้จะเอาไว้ประกอบการนำเข้าทุกชุดต่อไป เวลาเราเอาสินค้าไปเข้าห้าง เราไม่สามารถใช้ใบที่ไปลงทะเบียนไว้ครั้งแรกได้ แต่สามารถใช้ประกอบได้เฉยๆ ใบที่ห้างต้องการจากเราคือ ใบรับรอง (卫生检验证) ในแต่ละชุดสินค้าที่เรานำเข้ามา โดยการนำเข้าสินค้าแต่ละชุดต้องใช้ใบที่เราไปลงทะเบียนไว้ครั้งแรกประกอบทุกครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องยื่นล่วงหน้าแล้ว

BIC: ท่าเรือแต่ละด่านอนุญาตการนำเข้าสินค้าจากไทยแตกต่างกันไปจริงหรือ

คุณวีระยุทธฯ : จริงๆแต่ละด่านไม่ได้ห้ามแบบนั้น แต่ท่าเรือแต่ละแห่งอาจจะมีความชำนาญในการนำเข้าสินค้าแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน อย่างเช่นการนำเข้าข้าว เมื่อก่อนท่าเรือที่มีการนำเข้าเยอะจะเป็นท่าเรือที่ได้รับโควตาจากหน่วยงานกลาง เมืองที่ได้รับโควต้าก็จะเป็นเมืองที่ขาดแคลนธัญพืช เช่น กวางตุ้งเป็นเมืองค้าขายไม่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าว เมืองเหล่านี้ก็จะเป็นเมืองที่สามารถนำเข้าข้าวได้เยอะ ส่วนผลไม้ มีข้อจำกัดในเรื่องการอำนวยความสะดวกหรือความเชี่ยวชาญในการนำเข้าผลไม้ของท่าเรือนั้นๆ ถ้าท่าเรือนั้นไม่ชำนาญก็ออกของได้ช้า ซึ่งอาจทำให้สินค้าของเราเสียหายได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกท่าเรือที่อำนวยความสะดวกในสิ่งเหล่านี้ จริงๆ แล้วแต่ละท่าเรือ แต่ละด่าน มีมาตรฐานเดียวกัน แต่ในมาตรฐานเหล่านี้มันมีในเรื่องของดุลยพินิจทำให้เกิดความแตกต่างกัน เช่น ช่วงนี้ที่กวางโจวค่อนข้างเข้มงวดเนื่องจากมีเอเชียนเกมส์ หรือมีงานใหญ่อื่นๆ ทางจีนก็จะเข้มงวดเป็นพิเศษ ความหมายของผมคือ การใช้ดุลยพินิจสามารถอะลุ่มอล่วยก็ได้หรือเข้มงวดก็ได้ ถ้าเราไปเจอช่วงที่เข้มงวด เค้าก้ไม่อนุญาต เพราะฉะนั้นสินค้าเดียวกันเราเอไปเข้าที่เซี่ยงไฮ้ได้ แต่อาจจะเข้าที่กวางโจวในช่วงนี้ไม่ได้ อันนี้เราก็ยากที่จะเข้าใจแต่ก็ต้องคอยดูแนวทางหรือดูว่าสินค้าที่เข้าไปที่ท่าเรือไหนเยอะ แล้วให้คู่ค้าของเราไปคอยตรวจสอบกฏเหล่านี้ก่อนการนำเข้าจะดีกว่า

BIC: สมมุติถ้าเราขอใบอนุญาตครั้งแรกที่กวางตุ้งแล้ว สามารถเอาไปใช้นำเข้าสินค้าที่เซี่ยงไฮ้หรือที่อื่นได้หรือไม่

คุณวีระยุทธฯ : สำหรับใบลงทะเบียน ถ้าครั้งแรกเราขอจากท่าเรือไหน ปกติเราก็จะนำสินค้าเข้าที่ท่าเรือนั้น แต่ถ้าบริษัทคุณใหญ่มีสาขาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนจิน หรือที่อื่นๆ เราสามารถส่งใบอนุญาตครั้งแรกที่เราได้ที่กวางโจวไปให้เอเยนต์เรา เพื่อประกอบการออกของที่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้หรือที่อื่นได้ อันนี้คือเฉพาะใบอนุญาตลงทะเบียนครั้งแรก (ใบ อ.ย.จีน)

BIC: การดำเนินการขอใบอนุญาตในละขั้นขั้นตอนด้วยตนเองลำบากหรือไม่

คุณวีระยุทธฯ : ถ้าไม่คุ้นเคยก็ลำบากเหมือนกัน เพราะเราไม่รู้กฏ แต่จริงๆ แล้วเจ้าหน้าที่จีนค่อนข้างให้ความร่วมมือโดยให้คำแนะนำเรา เพียงแต่ว่าถ้าเราไปแล้วทำไม่ถูกต้องเราก็ต้องวิ่งแก้หลายครั้ง หรือบางครั้งถ้าเจ้าหน้าที่มีความเข้มงวดอาจถูกปฏิเสธเลยก็มี แต่หากเราไม่รู้กฎระเบียบเลย ก็ต้องใช้เวลานานเหมือนกัน แต่ถ้าดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือคู่ค้าที่อยู่ในเมืองจีนที่มี Connection กับหน่วยงานนั้นๆ ก็น่าจะราบรื่นมากขึ้น โดยปกติการขอใบอณุญาตครั้งแรกจาก AQSIQ ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนเป็นอย่างเร็ว

BIC: มีคำแนะนำอะไรฝากให้ผู้ประกอบการไทยบ้าง

คุณวีระยุทธฯ : การส่งออกสินค้าประเภทอาหารมาจีนต้องเตรียมการให้พร้อมนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าตอนนี้ ทางการจีนอยู่ระหว่างปรับกฏระเบียบให้เข้มงวดมากขึ้น เราต้องศึกษาให้ดี นอกจากนี้การหาคู่ค้าก็ต้องระวัง เพราะคู่ค้ามีหลายรูปแบบ คู่ค้าที่มีช่องทางขายส่งจะอาศัยราคาขายถูกเป็นหลัก สามารถซื้อมาครั้งเดียวก็ปล่อยของออกหมดเพราะขายถูก เพราะฉะนั้นสินค้าจะไม่ได้มีการสร้างแบรนด์เลย แต่ถ้าเราไปขายในช่องทางที่ขายเข้าห้าง ตัวแทนเหล่านั้นบางทีจะเรียกค่าใช้จ่ายเราค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นการเข้าตลาดจีนต้องมาทำการบ้านค่อนข้างเยอะ การหาคู่ค้าหรือได้คู่ค้าแล้วต้องติดตามในระดับหนึ่งในช่วงแรกเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน ตอนนี้เท่าที่ทราบพวกอาหารเสริมหรือเครื่องสำอางเข้มงวดมาก ส่วนสินค้าประเภทอาหารก็ต้องดูว่าเราควรไปเข้าช่องไหน ท่าเรือไหน ส่วนกฏระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าพวกนี้ ถ้าเราอยู่เมืองไทยก็สอบถามกับสำนักงานพาณิชย์ในพื้นที่ต่างๆได้ ซึ่งมีข้อมูลพื้นฐานอยู่

เว็บไซต์เกี่ยวกับการขอฉลากสินค้าในจีนที่น่าสนใจ

http://english.aqsiq.gov.cn/

http://eng.sfda.gov.cn/eng/

http://www.ccicthai.com/index.php?langtype=th&pageid=th_1

http://www.chineselawclinic.moc.go.th/

2 ธันวาคม 2553
โดย: นายวิวัฒน์ พิทักษ์ธวัชชัย

Back to the list

More Related

  • ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในภูมิภาคและของโลก โดยในแต่ละปี ฮ่องกงจะมีงานจัดแสดงสินค้าอัญมณีขนาดใหญ่ถึง 3 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน
  • นักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ ตามด้วยไกด์ที่ถือธงสีแดงผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์การค้าต่างๆ ได้กลายเป็นภาพติดตาที่ทุกคนต่างเรียกว่า “กรุ๊ปทัวร์จีน”
  • เมื่อวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 ฮ่องกงได้มีการจัดงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “HOFEX” ขึ้นที่ Hong Kong Convention and Exhibition Centre โดยงานดังกล่าวเป็นงานมหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมออกบูธจำนวนกว่า 1,900 ราย จาก 48 ประเทศทั่วโลก และสามารถดึงดูดผู้เที่ยวชมได้ถึง 35,000 ราย ในโอกาสดังกล่าว บีไอซีได้เดินทางไปเที่ยวชมงานและเที่ยวชิมอาหารจากนานาประเทศทั่วโลก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทยที่มาร่วมงานด้วย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากทุกท่าน ดังนี้
  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง จัดงานเทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย ณ นครฉางซา มณฑลหูหนาน (Thai Food and Culture Festival 2013, Changsha) ระหว่างวันที่ 9-12 พฤษภาคม 2556 ณ ห้างสรรพสินค้า ID Mall โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครหนานหนิง และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครคุนหมิง
  • ในบทความนี้ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) ขอพาท่านไปดูกันว่า การจะเปิดร้านอาหารไทยในจีนนั้น มีกฎระเบียบอะไรที่ต้องคำนึงถึง และมีขั้นตอนยากง่ายประการใด

สถานการณ์ในต่างประเทศ