
ความเดิมตอนที่แล้ว เราได้ไปทำความรู้จักกับ “ด่านตงซิง” รวมถึงรูปแบบการค้าของอำเภอระดับเมืองดังกล่าวไปแล้ว
ตอนนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับความพิเศษของ เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามชาติตงซิง-หม่งก๋าย และ ท่าเรือเมือฝางเฉิงก่าง ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน รวมทั้งบทวิเคราะห์ที่น่าจะเป็นประโยชน์กับใครหลาย ๆ คนครับ
เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามชาติตงซิง-หม่งก๋าย (Dong Xing - Mong Cai Cross-Border Economic Zone, 东兴-芒街跨境经济合作区)
รัฐบาลกว่างซีและเวียดนามเล็งเห็นศักยภาพการพัฒนาของเมืองชายแดน จึงได้ให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ฝ่าย (4 จังหวัดชายแดนของเวียดนามกับ 2 เมืองชายแดนของเขตฯ กว่างซีจ้วง) ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดเกี่ยวกับการสร้าง “เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามชาติ”
|
เมื่อปี 2550 เขตฯ กว่างซีและประเทศเวียดนามได้ลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นเกี่ยวกับ การสร้าง “เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน” 3 แห่ง คือ (1) เขตความร่วมมือฯ อำเภอระดับเมืองผิงเสียง เมืองฉงจั่ว เขตฯ กว่างซีจ้วง – อ.ดงด่าง จ. หลั่นเซิ่น เวียดนาม (2) เขตความร่วมมือฯ อำเภอระดับเมืองตงซิง เมืองฝางเฉิงก่าง เขตฯ กว่างซีจ้วง – อ.หม่งกาย จ.กวางนิงห์ ประเทศเวียดนาม (3) เขตความร่วมมือฯ อำเภอหลงปัง ( |
เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามชาติตงซิง-หม่งก๋าย จะตั้งขึ้นบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเป่ยหลุน แห่งที่ 2 ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ โดยจะครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5.8 ตร.กม.ของอำเภอระดับเมืองตงซิง (โดยอาจขยายเป็น 13 ตร.กม.ในอนาคต) และ 4 ตร.กม.ของอำเภอหม่งกาย
การดำเนินงานบริหารจัดการของเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนจีน-เวียดนาม อาศัยรูปแบบ “2 ประเทศ 1 เขต / ในประเทศ-นอกเขตศุลกากร[1]/ การค้าเสรี / ดำเนินการแบบปิด” ภายใต้นโยบายเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า การค้าภาคการบริการ และการเปิดเสรีทางการลงทุน พร้อมทั้งให้สิทธิพิเศษด้านศุลกากร การตรวจสอบและกักกันโรค การจัดเก็บภาษี และนโยบายภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายการสร้างเป็น “เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการ” เพรียบพร้อมทั้งการแปรรูปเพื่อการส่งออก โลจิสติกส์และกระจายสินค้า การจัดซื้อระหว่างประเทศ ฯลฯ
เขตความร่วมมือฯ เป็นเขตปลอดอากร (Tax-free Zone) จะสามารถช่วยตลาดของสองประเทศให้เป็นอันเดียวกัน ในเขตนี้จะรวมถึงการแปรรูป คลังสินค้า โลจิสติสก์ การค้าสินค้า และการจัดแสดงสินค้า
หมายเหตุ
คอนเซ็ปของคำว่า ในประเทศ-นอกเขตศุลกากร[1] หมายถึง หน่วยงานศุลกากรได้จัดตั้งเขตพื้นที่พิเศษ เสมือนคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเขตปลอดภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ สินค้าที่เข้ามาอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องส่งออกนอกประเทศก็สามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว
ผู้ประกอบการภายในประเทศที่ใช้ประโยชน์จากเขตพื้นที่พิเศษดังกล่าวสามารถได้รับสิทธิประโยชน์เสมือนวิสาหกิจต่างชาติ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาการค้า แปรรูป และสามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก
|
จุดเด่นและจุดด้อยของอำเภอระดับเมืองตงซิง |
1. จุดเด่น
-- ด้านภูมิศาสตร์
อำเภอระดับเมืองตงซิงตั้งอยู่ปลายสุดเส้นแนวชายฝั่งทะเลของประเทศจีน (ตงซิงมีเส้นพรมแดนทางบกระหว่างประเทศ 27.5 กิโลเมตร และมีเส้นพรมแดนทางทะเล 50 กิโลเมตร) ติดทะเลอ่าวเป่ยปู้ ติดชายแดนจีน-เวียดนาม และติดแม่น้ำเป่ยหลุนกั้นระหว่างจีน-เวียดนาม (ฝั่งตรงข้ามคือ อ.หม่งก๋าย จ.กวางนิงห์ จังหวัดที่ประชากรมีกำลังการบริโภคขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ รองจากกรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่สำนักงานการต่างประเทศ อำเภอหม่งก๋าย) ฉะนั้น จึงถือเป็น 1 ใน “ประตูสู่อาเซียน” ของประเทศจีน
-- ด้านการคมนาคม
ทางบก มีด่านพรมแดนระดับหนึ่ง (ด่านสากลระหว่างประเทศ) เชื่อมระหว่างอำเภอระดับเมืองตงซิงกับ อ.หม่งก๋าย จ.กวางนิงห์ ประเทศเวียดนาม การเดินทางไปยังเมืองสำคัญต่าง ๆ ทั้งเขตฯ กว่างซีจ้วงและประเทศเวียดนามมีระยะทางไม่ไกลมาก
|
ต้นทาง |
ปลายทาง |
ระยะทางโดยประมาณ |
|
อำเภอระดับเมืองตงซิง |
นครหนานหนิง |
178 กิโลเมตร |
|
เมืองฝางเฉิงก่าง |
39 กิโลเมตร | |
|
อำเภอหม่งกาย |
ไม่กี่สิบเมตร | |
|
อำเภอเมืองฮาลอง |
180 กิโลเมตร | |
|
นครฮานอย |
308 กิโลเมตร |
ทางน้ำ ติดแม่น้ำเป่ยหลุน (การค้าในเขตการค้าชายแดน) จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ ปัจจุบัน มีเรือขนส่งสินค้าในแม่น้ำเป่ยหลุนมากกว่า 5,000 ลำ (จีน ประมาณ 2,000 กว่าลำ และเวียดนาม 3,000 กว่าลำ) และติดทะเลอ่าวเป่ยปู้ ซึ่งใกล้ท่าเรือสำคัญอย่าง “ท่าเรือของเมืองฝางเฉิงก่าง” นอกจากนี้ มีระยะทางห่างจากท่าเรือสำคัญของประเทศเวียดนามไม่ไกลเช่นกัน
|
ต้นทาง |
ปลายทาง |
ระยะทางโดยประมาณ |
|
อำเภอระดับเมืองตงซิง |
ท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง |
39 กิโลเมตร |
|
ท่าเรือ Van Gia เวียดนาม |
7 ไมล์ทะเล | |
|
ท่าเรือ Halong เวียดนาม |
70 ไมล์ทะเล | |
|
ท่าเรือ |
150 ไมล์ทะเล | |
|
ท่าเรือ HoChiMinh เวียดนาม |
820 ไมล์ทะเล |
ทางอากาศ อำเภอระดับเมืองตงซิงไม่มีสนามบิน แต่ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติอู๋ซวีนครหนานหนิง (
ทางราง มีแผนปรับปรุงต่อขยายเส้นทางรถไฟภายในอำเภอระดับเมืองตงซิงสู่เมืองสำคัญ ต่าง ๆ ในเขตฯ กว่างซีจ้วง และอาจจะขยายต่อไปยังประเทศเวียดนามในอนาคต
-- ด้านนโยบายการค้า
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.53 รัฐบาลกลางได้จัดประชุมการปฏิบัติงานว่าด้วยการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน และประกาศ “ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงลึกว่าด้วยการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ” ซึ่งรายละเอียดระบุถึง “เขตทดลองการพัฒนาและเปิดสู่ภายนอกสำคัญของประเทศ” ประกอบด้วย 4 เมือง คือ อำเภอระดับเมืองตงซิง-เขตฯ กว่างซีจ้วง เมืองยรุ่ยลี่ (
รัฐบาลกลาง รัฐบาลกว่างซี รวมทั้ง รัฐบาลเวียดนาม ต่างเล็งเห็นศักยภาพของอำเภอชายแดนสองแห่งนี้ จึงให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างดี เนื่องจากผู้รับผลประโยชน์โดยตรงคือประชาชนของทั้งสองฝ่าย
ผลพวงความสำเร็จจากความร่วมมือและการสนับสนุนของทางการทั้งสองฝ่าย เห็นได้จาก (1) เขตการค้าชายแดนตงซิง (Dong Xing Border Trade Area, 东兴边贸互市贸易区) (2) เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามชาติตงซิง-หม่งก๋าย (Dong Xing - Mong Cai Cross-Border Economic Zone, 东兴-芒街跨境经济合作区) ซึ่งพวกเราจะไปทำความรู้จักต่อจากนี้ไป (3) การจัดงานแสดงสินค้าและการท่องเที่ยวนานาชาติตงซิง(จีน)-หม่งก๋าย(เวียดนาม) ซึ่งถือเป็นงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่และสำคัญเป็นอันดับ 3 ของประเทศเวียดนาม
2. จุดด้อย
-- ด้านภูมิศาสตร์
ถึงแม้อำเภอระดับเมืองตงซิงจะเป็นอำเภอติดพรมแดน ติดทะเล ติดแม่น้ำ แต่ทว่า อำเภอฯ ยังไม่เป็นที่รู้จักและเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางขนส่งจากภาคอีสานบ้านเรามายังเขตฯ กว่างซีจ้วง ดังเช่นเส้นทาง R8, R9 และ R12 (เส้นทาง 3 เส้นเข้ามายังด่านโหย่วอี้กวาน อำเภอระดับเมืองผิงเสียง เมืองฉงจั่ว เขตฯ กว่างซีจ้วง)
ด้วยตำแหน่งที่ตั้งข้างต้น ด่านตงซิงจึงเหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าผ่านแดน (สินค้าจากจีนไปเวียดนาม และสินค้าจากเวียดนามไปจีน) มากกว่าการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (จากประเทศอื่นๆ มายังจีน)
-- ระบบโครงสร้างพื้นฐานบางจุดยังไม่ค่อยสะดวก
กล่าวคือ (1) เส้นทางจากเมืองฝางเฉิงก่าง-อำเภอระดับเมืองตงซิง ถึงแม้จะเป็นทางหลวงพิเศษ แต่สภาพเส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อ พบเห็นการปรับปรุงซ่อมแซมพื้นผิวถนนตลอดเส้นทาง และ (2) เส้นทางจาก อ.หม่งก๋าย – อ.ฮาลอง เส้นทางเป็นทางบกชั้นสาม ผิวหน้าการจราจรแคบ และมีการปรับปรุงซ่อมแซมเส้นทางอยู่เป็นระยะเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่สะดวกสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างอำเภอระดับเมืองตงซิงของจีน และอำเภอหม่งก๋ายของเวียดนาม
|
ท่าเรือฝางเฉิงก่าง (Fang Cheng Gang Port, 防城港港口) |
เมืองฝางเฉิงก่าง เป็นจุดตัดของ 4 วงแหวนเศรษฐกิจ คือ วงแหวนเศรษฐกิจภาคตะวันตกเฉียงใต้ วงแหวนเศรษฐกิจจีนตอนใต้ วงแหวนเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้ และวงแหวนเศรษฐกิจจีน-อาเซียน มีเส้นชายฝั่งทะเลยาว 584 กิโลเมตร
ท่าเรือฝางเฉิงก่าง ลงทุนโดย Guangxi Beibu-Gulf International Port Group (广西北部湾国际港务集团有限公司) ท่าเรือฯ มีความยาวรวม 8.347 กิโลเมตร (เป็นท่าเรือน้ำลึก 5.155 กิโลเมตร) ขณะนี้ ยังมีการถมทะเลเพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรืออย่างต่อเนื่อง
ทางการกว่างซีได้ประกาศ “แผนจัดตั้งท่าเรือเลียบชายฝั่งทะเลเขตฯ กว่างซีจ้วง” โดยกำหนดเส้นแนวท่าเรือมีความยาว 85.1 กิโลเมตร ในจำนวนนี้เป็นเส้นแนวท่าเรือน้ำลึก 54.9 กิโลเมตร ซึ่งสามารถสร้างท่าเทียบเรือที่มีขนาดระวางตั้งแต่ 5,000 – 200,000 ตันขึ้นไปเกือบ 200 ท่าเทียบเรือ
ปัจจุบัน เมืองฝางเฉิงก่างมีท่าเทียบเรือทั้งหมด 99 ท่า (ท่าเทียบเรือเพื่อการผลิต 85 ท่า และท่าเทียบเรืออื่น ๆ อีก 14 ท่า) เป็นท่าเทียบเรือขนาดระวางหมื่นตันขึ้นไป 22 ตัน (ท่าเทียบเรือขนาดระวางสูงสุด 200,000 ตัน)
|
|
ปี 53 ปริมาณการขนส่ง 76 ล้านตัน ขยายตัวร้อยละ 20 เป็นตู้คอนเทนเนอร์ 25,000 TEUs (ขยายตัวร้อยละ 21.4)
|
|
ท่าเรือฝางเฉิงก่าง แบ่งออกเป็น 3 แหลม โดยมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน กล่าวคือ
1. แหลมเจียงซาน (
2. แหลมยวี๋ว่าน (Yu Wan Peninsula, 鱼万半岛) ตั้งอยู่ตรงกลาง เป็นเขตท่าเรือเชิงบูรณาการ เพื่อรองรับสินค้าเทกอง สินค้าเบ็ดเตล็ด และตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นฐานอุตสาหกรรมเลียบท่าเรือที่สำคัญ โดยส่วนใหญ่เน้นแปรรูปผลิตภัณฑ์สินแร่ อาหารสัตว์ น้ำมันพืช เคมีภัณฑ์
เป้าหมายเป็นท่าเรือศูนย์กลางการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่วงแหวนอ่าวเป่ยปู้ ท่าเรือศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศพื้นที่อ่าวเป่ยปู้ และพื้นที่สาธิตความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านท่าเรือภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน
3. แหลมฉี่ซา (Qi Sha Peninsula, 企沙半岛) ตั้งอยู่ด้านตะวันออก เป็นเขตท่าเรืออุตสาหกรรมอีกแห่งของฝางเฉิงก่าง ส่วนใหญ่เป็นท่าเทียบเรือเฉพาะด้าน อาทิ ท่าเทียบเรือสำหรับอุตสาหกรรมสินแร่ โลหะ พลังงาน
เป้าหมายของท่าเรือบริเวณแหลมฯ จะเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมเลียบท่าเรือ อาทิ อุตสาหกรรมเหล็ก พลังงาน ปิโตรเลียม เครื่องจักรขนาดใหญ่ ต่อและซ่อมแซมเรือ และอุปกรณ์เครื่องกล เพื่อขึ้นเป็น “ฐานรวมและกระจายสินค้าอุตสาหกกรรมแบบครบวงจร (สินค้าเทกองและตู้คอนเทนเนอร์) ขนาดใหญ่ที่มีความทันสมัย”
ในปี 2553 สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งผ่านท่าเรือต่างๆ ข้างต้นของเมืองฝางเฉิงก่าง คือ ถ่านหินและสินแร่ต่างๆ (คิดเป็น 2/3 ของปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งหมด) ซึ่งขนส่งในลักษณะ “สินค้าเทกอง” และเคมีภัณฑ์
ทั้งนี้ การขนส่งสินค้าประเภทอื่นๆ ในตู้คอนเทนเนอร์ (Twenty-foot equivalent units –TEU) ก็มีอยู่บ้าง แต่ในปริมาณไม่มากนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับท่าเรือของมณฑลอื่น (อาทิ กวางตุ้ง) ทั้งนี้ โดยเฉลี่ย ท่าเรือของฝางเฉิงก่างส่งสินค้าออกประมาณ 1,000 TEUs ต่อสัปดาห์
สำหรับการค้าระหว่างประเทศระหว่างเขตฯ กว่างซีจ้วงกับประเทศไทย ผ่านท่าเรือของเมืองฝางเฉิงก่าง เมื่อปีที่ผ่านมา (ปี 53) พบว่า
1. การนำเข้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์พลอยได้ทางการเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ สตาร์ชมันสำปะหลัง ยางแผ่นรมควัน แร่แมงกานีส แร่เหล็ก
2. การส่งออก ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ กรดฟอสฟอริก อัลลอยด์ น้ำมันเชื้อเพลิง เครน แร่กำมะถัน
|
|
|
เส้นทางเดินเรือของบริษัท RCL |
ทีมสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้พบปะกับเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท RCL (Regional Container Lines Public Co.,Ltd., 宏海箱运集团) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองบริษัทที่ให้บริการขนส่งทางทะเลระหว่างเมืองฝางเฉิงก่างกับประเทศไทย ทำให้พวกเรารับทราบข้อมูลว่า เส้นทางเดินเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือกรุงเทพฯ - ท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง เป็นเที่ยวเรือที่ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน (จะออกเมื่อมีปริมาณสินค้าขั้นต่ำ) ดังนั้น จึงไม่เหมาะกับการขนส่งสินค้าเกษตรโดยเฉพาะพืชผักผลไม้สด (สินค้าเน่าเสียง่าย) ซึ่งต้องแข่งกับเวลา
คุณ Tony Li (李建川) รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท RCL สาขาเซี่ยเหมิน (ซึ่งดูแลการขนส่งของบริษัทฯ ที่ท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่างด้วย) ให้ข้อมูลที่สำคัญว่า
(1) การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างฝางเฉิงก่าง-กรุงเทพฯ มีจำนวนไม่มาก เพียงสัปดาห์ละประมาณ 80 TEUs และเป็น “สายเรือไม่ประจำทาง” จะแวะประเทศไทยก็ต่อเมื่อมีสินค้าเท่านั้น โดยสินค้าจากฝางเฉิงก่าง-กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นเคมีภัณฑ์ ขณะที่กรุงเทพฯ-ฝางเฉิงก่าง เป็นสตาร์ช (แป้งมันสำปะหลัง) และผลิตภัณฑ์สินแร่
เส้นทางเดินเรือหลัก : สิงคโปร์ – ไฮฟอง – ฝางเฉิงก่าง – ฮ่องกง – โฮจิมินต์ - สิงคโปร์
เส้นทางเดินเรือเสริม : สิงคโปร์ – โฮจิมินต์ – กทม. – สิงคโปร์
(2) การขนส่งสินค้าที่ท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่างมีต้นทุนที่ใกล้เคียงกับการขนส่งสินค้าที่ท่าเรือของมณฑลกวางตุ้ง อาทิ การขนส่งสินค้าไปไทย มีต้นทุนประมาณ 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อ TEU (port-to-port)
|
จุดเด่นและจุดด้อยของท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง |
1. จุดเด่น
-- มีขนาดใหญ่ (ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตกของจีน) และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เพรียบพร้อม
-- รัฐบาลทั้งจากส่วนกลาง และรัฐบาลมณฑลและท้องถิ่นมีนโยบายแน่วแน่ในการพัฒนาท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง
-- มีศักยภาพในการเป็นท่าเรือสำคัญในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าของจีนแข่งกับท่าเรือของมณฑลอื่นๆ
2. จุดด้อย
-- จากสภาพการขนส่งสินค้าที่เป็นอยู่ ผู้ประกอบการจะเลือกใช้ท่าเรือฝางเฉิงก่างเพื่อขนส่ง “สินค้าเทกอง” ขณะที่จะเลือกใช้ท่าเรือของมณฑลอื่นเพื่อขนส่งสินค้าสำเร็จรูปอื่นๆ ที่เป็นสินค้าส่งออก/นำเข้าหลักของจีน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์
-- ผู้ประกอบการหลายรายเห็นว่า ศุลกากรของเมืองฝางเฉิงก่างใช้หลักในการประเมินภาษีแตกต่างจากศุลกากรของท่าเรือมณฑลกวางตุ้ง (ประเมินสูงกว่า) (ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากการที่กว่างซีเปิดสู่ภายนอกช้ากว่ากวางตุ้งที่ค้าขายกับต่างประเทศมาหลายทศวรรษแล้ว)
(ซึ่งในประเด็นนี้ มีข้อสังเกตว่า ในปี 2552 เมืองฝางเฉิงก่างนำเข้ายางพาราจากประเทศไทย 120 ตัน มูลค่าเกือบ 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2553 มูลค่าการนำเข้าดังกล่าวกลับกลายเป็น “ศูนย์” ซึ่งจากการสอบถามกับ ทีมสำรวจฯ ได้รับทราบข้อมูลว่า การนำเข้าดังกล่าวเป็นการขนส่งให้ผู้ประกอบการยางพาราที่มณฑลกุ้ยโจวเพียงรายเดียว อย่างไรก็ดี สืบเนื่องจากปัญหาด้านศุลกากร ปัจจุบัน ผู้ประกอบการดังกล่าว ได้ย้ายไปนำเข้าทางท่าเรือหวางผู่ (Huang Pu Port, 黄埔口岸) ในมณฑลกวางตุ้งแทน)
-- กว่างซีมีผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลาง บริษัทแปรรูปสินค้าในจำนวนที่ไม่มากนัก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกวางตุ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่เลือกที่จะขนส่งสินค้าสำเร็จรูปทางท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง (เนื่องจากขนส่งมาแล้วก็ไม่สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้ อาทิ ผู้ประกอบการค้าข้าวนิยมขนส่งสินค้าผ่านท่าเรืองของกวางตุ้งมากกว่าท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง เพราะพ่อค้าข้าว/โรงงาน repackage ข้าว ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกวางตุ้ง)
|
ข้อคิดเห็น/ข้อประเมินจากการสำรวจฯ |
1. แม้ว่าเมืองฝางเฉิงก่างและอำเภอระดับเมืองตงซิงมีโครงสร้างพื้นฐาน แผนพัฒนา และนโยบายที่เอื้อต่อการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แต่ข้อมูลและข้อคิดเห็นต่างๆ ที่ได้รับในเบื้องต้นจากการดำเนินโครงการฯ ชี้ให้เห็นว่า การจะผลักดันให้ท่าเรือของเมืองฝางเฉิงก่างและด่านชายแดนของอำเภอตงซิงเป็นจุด นำเข้าสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอีกจุดหนึ่ง เพื่อขยายปริมาณการค้าระหว่างไทยกับจีน และกระจายต่อไปยังมณฑลอื่นๆ นั้น ในทางปฏิบัติคงไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเท่าใดนัก เนื่องจากข้อจำกัดต่างๆ อาทิ
(1) เขตฯ กว่างซีจ้วงมีผู้ประกอบการและพ่อค้าคนกลางจำนวนไม่มากนัก
(2) ปัญหาเกี่ยวกับการประเมินภาษีศุลกากร
(3) ทำเลที่ตั้งของด่านตงซิง (ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง R8 R9 และ R12 ที่เชื่อมระหว่างภาคอีสานของไทยกับอำเภอระดับเมืองผิงเสียง เมืองฉงจั่ว เขตฯ กว่างซีจ้วง) ตลอดจน
(4) ความคุ้นชินของผู้ประกอบการในการขนส่ง/รับซื้อสินค้าผ่านท่าเรือต่าง ๆ ของมณฑลกวางตุ้ง
2. ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้ง และนโยบายการค้าชายแดนระหว่างจีนกับเวียดนาม เวียดนามน่าจะเป็นประเทศที่ได้รับ/จะได้รับประโยชน์สูงที่สุดจากการพัฒนาด่านชายแดนตงซิงกับหม่งก๋าย ในส่วนของไทยนั้น อาจใช้ประโยชน์จากด่านตงซิงได้ 3 ทาง คือ
(1) การนำเข้าสินค้าไทยในรูปของการค้าชายแดน (อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดผลสำเร็จในเรื่องนี้อาจขาดความชัดเจน เนื่องจากจะต้องพึ่งพาการวัดปริมาณการค้าระหว่างไทยกับเวียดนาม และปริมาณการค้าชายแดนระหว่างจีนกับเวียดนามเป็นสำคัญ)
(2) การใช้ด่านตงซิงเป็นจุดกระจายสินค้าไทยที่จีนนำเข้าทางช่องทางต่างๆ ไป และกระจายต่อไปยังตอนเหนือของเวียดนามหรือพื้นที่อื่นๆ ภายในประเทศจีน และ
(3) การส่งเสริมให้มีนักธุรกิจไทยไปลงทุนในกิจการค้าส่ง/แปรรูปสินค้าที่อำเภอระดับเมืองตงซิง โดยใช้ประโยชน์จากนโยบายพิเศษของเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามชาติฯ
3. ในส่วนของการใช้ประโยชน์จากท่าเรือฝางเฉิงก่างเพื่อขยายปริมาณการค้าระหว่างไทยกับเขตฯ กว่างซีจ้วง(จีน) นั้น จำเป็นต้องมีการส่งเสริมปัจจัยอื่นๆ หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้กว่างซีมีผู้ประกอบการและพ่อค้าคนกลางในจำนวนที่เพียงพอ (ซึ่งสามารถส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการไทยมาดำเนินธุรกิจนี้ได้) และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับภาษีศุลกากรและการตรวจสอบสุขอนามัย (ตรวจสอบคุณภาพและกักกันโรค) ของสินค้าที่เข้า-ออกผ่านด่านเมืองฝาเฉิงก่างและอำเภอระดับเมืองตงซิง
สุดท้ายนี้ บีไอซีหวังว่า ข้อมูลและข้อประเมินจากการสำรวจฯ ครั้งนี้ คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้กับท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะท่านที่เป็นนักธุรกิจที่คิดจะเข้ามาลงทุนในกว่างซีหรือประเทศจีนนะครับ



